อนุสิษฐ คุณากร ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเสนอรายงานการปฏิรูปการใช้ระบบดิจิทัลในศาล พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสม ความจำเป็น และขอบเขตอำนาจของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่อาจทับซ้อนกับอำนาจของประธานศาลฎีกา โดยเฉพาะในประเด็นการอนุมัติแผนปฏิรูปที่มีระยะเวลา 10 ปี ซึ่งอาจขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 258 ที่กำหนดให้ดำเนินการภายในกรอบเวลาที่ชัดเจนกว่า
ขอประทานโทษครับ เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านกรรมาธิการ และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน หลังจากที่ผมได้อ่านรายงานเรียกว่าโดยหลักการคร่าว ๆ ผมมีความสับสนอยู่พอสมควรว่า รายงานฉบับนี้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของ สปท. ด้วยความต้องการให้มีการเห็นชอบ เพื่อไปทําอะไรต่อ ผมกําลังมองนะครับ ผมขออนุญาต ประเด็นที่สําคัญนะครับ การออก ข้อกําหนดหรือข้อบังคับให้มีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ จริง ๆ แล้วเป็นอํานาจของ ท่านประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการใหญ่ การที่จะใช้การดําเนินการ ในลักษณะที่เป็นดิจิทัล หรือเป็นวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) หรือจําเป็น เทปแบ็กอัป (Tape Back up) หรือจะเป็นสปีช ทู เท็กต์ (Speech to Text) หรืออะไรก็แล้วแต่ ในระบบของการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ ผมว่าเป็นเรื่องปกติของแต่ละองค์กร ที่จะต้องดําเนินการ ไปตามปกติ แล้วดูเสมือนว่า แล้วถ้ากระทรวง กรมต่าง ๆ ไม่ได้มีข้อเสนอในสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศแห่งนี้ก็จะทําอะไรไม่ได้เช่นนั้นหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ วิธีการปฏิรูป การจัดทําเป็นโครงการที่ต่อเนื่อง แล้วใช้งบประมาณที่ต่อเนื่อง โดยพูดถึงระยะเริ่มต้น ในปี ๒๕๖๐ ทําอะไรบ้าง แล้วในปี ๒๕๖๑ ถึง ปี ๒๕๖๕ จะทําอะไรบ้าง ปี ๒๕๖๖ ถึงปี ๒๕๗๐ จะทําอะไรบ้าง ผมไม่แน่ใจว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะต้องอนุมัติ จะต้องเห็นชอบ แล้วไปผูกโยงกับเรื่องระบบของการจัดซื้อจัดจ้างอย่างไร ยังมองไม่เห็นครับ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับว่า ในระบบของการพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบ ดิจิทัลก็ดี จริง ๆ แล้วข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ข้อ ข ในเรื่องของการ บริหารราชการแผ่นดิน กําหนดไว้ชัดครับ หน่วยงานของรัฐจะต้องกลับไปปรับปรุงหน่วยงาน ของตัวเองครับ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม นี่เป็นประการแรก มาตรา ๒๕๘ ข้อ ข (๑) ประการที่ ๒ หน่วยงานของรัฐจะต้องเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลของรัฐเข้าด้วยกันครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องภายในของกระทรวงนั้น ๆ หน่วยงานนั้น ๆ ผมขออนุญาตเรียนถามตรง ๆ เห็นด้วยนะครับว่าการพัฒนาระบบของศาลเอง น่าจะได้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่เหมาะสม แต่อย่างที่ท่านกษิตได้นําเรียน ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน มันมีความเหมาะสม มันคุ้มค่า แค่ไหน แล้วมันมีความจําเป็นต่อการรักษาความลับหรือสิทธิของแต่ละบุคคลในฐานะที่เป็น จําเลยก็ดี เป็นโจทย์ก็ดี เป็นพยานก็ดี กระบวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายอาญา ก็ชัดเจนนะครับว่าเรื่องนี้เป็นอํานาจของศาล ซึ่งผมคิดว่า สปท. สามารถลงมติเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ แล้วสามารถไปโอเวอร์รูล (Overrule) บทบาทของศาลฎีกาได้หรือไม่ อันนี้เป็นหลักการนะครับ ผมว่าหลักการนี้ต้องตรงก่อน ไม่เช่นนั้นเราลงมติออกไปแล้ว มันกลายเป็นว่า เราเอาสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปโอเวอร์รูล (Overrule) อํานาจ ของประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการใหญ่ แต่สําหรับรายละเอียดว่า เทคโนโลยีจะไปทําอะไร ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาครับ เทคโนโลยีเดี๋ยวนี้ไปไกลมากครับ จะอัดด้วยเสียงด้วยภาพ จะวิ่งให้มันออนไลน์ (Online) กันไป ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย หรอกครับ มันไปได้ทั่วโลกครับเทคโนโลยีเหล่านี้ ฉะนั้นเรื่องเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องสําคัญครับ เรื่องสําคัญคือหลักการว่า สปท. จะต้องพิจารณาอะไร จะต้องให้ความเห็นชอบกับอะไร แล้วความเห็นชอบนั้นเราให้ได้หรือไม่ แล้วแผนการปฏิรูปที่จะแสตมป์ (Stamp) ให้ปี ๒๕๖๑ ถึงปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ ถึงปี ๒๕๗๐ ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๘ กําหนดครับว่า ให้หน่วยงานช่วยกลับไปทําเรื่องเทคโนโลยี แล้วเสนอแผนการปฏิรูปประเทศมาให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑ ปี แล้วดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๕ ปี แผนนี้ผมคิดว่า ๑๐ ปี ที่เสนอมานั้น มันเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือเชื่อมโยงกับแผน เป็นยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ หรือยุทธศาสตร์หรือไม่ เรื่องเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญเพราะวันนี้เราพูดถึงกระบวนการพิจารณาทางศาล เท่านั้น กระบวนการของกระทรวงยุติธรรมซึ่งดูแล สํานักงานศาลยุติธรรมซึ่งดูแล การสนับสนุนการดําเนินการของศาล ผมขออนุญาตมีประเด็นที่เป็นปัญหาและอยากจะเรียน ให้สมาชิกพวกเราทราบนะครับว่า ถ้าเรามองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของกระทรวงที่จะต้อง ดําเนินการไปตามแผนไปตามปกติ ผมไม่ทราบว่าจะให้เรารับรองหรือลงมติอย่างไร แล้วการ ลงมตินั้นเราลงได้หรือไม่ ผมเองขอตั้งเป็นข้อสังเกตนะครับว่าคงจะต้องช่วยกันพิจารณาว่า ถ้าอํานาจในการพัฒนาในเรื่องของข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้เป็นอํานาจของประธานศาลฎีกา ภายใต้มาตรา ๑๗๒ ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แล้วผมไม่แน่ใจครับ ว่าแล้วสมาชิกแห่งนี้จะทําอะไร ผมขออนุญาตทิ้งประเด็นเพียงเท่านี้ไว้ เพราะว่า ถ้าจะพิจารณาอย่างอื่นแล้วผมคิดว่ามันมีรายละเอียดอีกมากมาย แล้วในเรื่องของเทคโนโลยี เรื่องของเทคนิคต่าง ๆ ผมไม่ได้ให้ความสําคัญมากมายนัก เพราะว่าขณะนี้มันมีบริษัทที่จะ เข้ามาทํางานในเรื่องเหล่านี้มากมายมหาศาลครับในประเทศไทย ขออนุญาตตั้งประเด็นนี้ เป็นคําถามต่อกรรมาธิการ แต่ในหลักการถ้าทําได้แล้วมีความเหมาะสม มีการประเมิน วิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วมันไม่ใช่เพียงแค่กระบวนการจัดเก็บ กระบวนการส่งภาพ ส่งเสียง กระบวนการที่จะมีเรื่องของการรักษาความปลอดภัยในระบบชุดข้อมูลหรือว่า เน็ตเวิร์ก (Network) ของหน่วยงานเท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องมาพิจารณา ถึงความเหมาะสม แผนการปฏิรูปนั้นในระดับของประเทศควรจะลงทุนไปแค่ไหนอย่างไร ถ้าคิดว่าในส่วนนี้เราจําเป็นที่จะต้องพิจารณาแล้วผมคิดว่าในทุกกระทรวงก็คงจะต้องมา พิจารณาเรื่องนี้กันด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วมันก็จะกลายเป็นว่าถ้าเราพิจารณาได้ ในประเด็นก็คือ ไปโอเวอร์รูล (Overrule) อํานาจของประธานศาลฎีกาหรือไม่ เพราะว่าท่านเองอาจจะต้อง ออกข้อบังคับมาแล้ว ถ้าท่านเห็นด้วยว่ามันจําเป็นที่จะต้องมีการจัดเก็บรวบรวมด้วยระบบ ดิจิทัลก็คงต้องออกข้อบังคับมาภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อันนี้ ผมขออนุญาตชี้ให้เห็นประเด็นในหลักการเท่านั้น แล้วก็อยากจะได้รับคําตอบด้วยจากสภา แห่งนี้เพื่อจะได้ลงมติได้ถูกต้องด้วยครับ ขอบพระคุณครับ