กษิต ตั้งคำถามเทคโนโลยีในศาล ห่วงละเมิดสิทธิ-เปลืองงบ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๐ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐

กษิต ภิรมย์ ตั้งคำถามถึงความจำเป็นและประสิทธิภาพการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการพิจารณาคดี โดยขอให้ชี้แจงข้อสรุปจากการประชุมหน่วยงานยุติธรรม ความเห็นต่าง สถิติความผิดพลาดในการบันทึกคำให้การ และการวิเคราะห์ความจำเป็นในการลงทุนระบบใหม่ที่ใช้งบประมาณสูง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการบันทึกภาพเสียงในศาลอาจละเมิดสิทธิมนุษยชนและความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะผู้เสียหายในคดีร้ายแรง จึงเรียกร้องให้ทบทวนกระบวนการเพื่อคำนึงถึงความทุกข์ใจและความละอายของผู้เกี่ยวข้อง แทนที่จะเน้นความสะดวกของศาลเพียงอย่างเดียว

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ต้องขอกราบประทานโทษด้วยนะครับ ที่ไม่ได้อยู่ในห้องเมื่อสักครู่ ผมไม่คิดว่า คิดว่าทางฝ่ายกรรมาธิการจะชี้แจงใช้เวลาไม่มาก ก็ขอกราบประทานโทษด้วย ท่านประธาน ผมจะขอฝากท่านประธานไปที่คณะกรรมาธิการ ไปที่หน้า ๕ ข้อที่ ๓ ว่าด้วยวิธีการปฏิรูปที่ ได้ระบุว่ามีการประชุมกับหน่วยงานยุติธรรมทั้งหลาย แต่ว่าไม่มีข้อสรุปว่าที่ประชุมว่าอย่างไร แล้วมีใครที่มีความเห็นต่างในการที่จะใช้ระบบการสื่อสารเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาอยู่ใน กระบวนการพิจารณาความในศาลยุติธรรมด้วย อันนี้ขอคําชี้แจงนะครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่ามีสถิติไหมครับของการจดบันทึกการให้การระหว่าง ฝ่ายโจทก์และจําเลย แล้วก็ข้อคิดเห็นของผู้พิพากษาว่าจาก ๑,๐๐๐ คดี ๑๐,๐๐๐ คดีต่อเดือน ต่อปีมันมีความผิดพลาดกี่เปอร์เซ็นต์กัน ถึงจะต้องวิ่งเข้าไปหาพึ่งพาระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่จะต้องใช้เงินเป็นร้อย ๆ ล้านบาท แล้วก็ต้องเตรียมบุคลากรอีกชุดหนึ่งด้วย แล้วก็เมื่อได้ สถิติมาแล้วได้มีการวิเคราะห์หรือเปล่าหรือเพียงแต่บอกว่าเพื่อให้การให้การอะไรต่าง ๆ เหล่านี้สามารถที่จะไปทบทวน สืบสวน สอบสวนได้เพื่อให้มันถูกต้อง แต่ว่าอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าทั้งโจทก์กับจําเลยก็ดีเมื่อให้การไปแล้วร่วมกับทนายความของตนนั้นก็จะมักจะมาดู คําให้การที่พิมพ์ออกมาแล้วก็ต้องลงนามรับรอง นั่นก็เป็นการป้องกันข้อผิดพลาดของการ ให้การของแต่ละฝ่ายเป็นสําคัญใช่หรือไม่ แล้วก็ในการดําเนินการก็เป็นระหว่างฝ่ายโจทก์ กับจําเลยที่ไม่ใช่เป็นนักกฎหมายก็มีทนายทั้ง ๒ ฝ่าย โอกาสในการที่จะผิดพลาดหรือว่า ในการที่จะพูดไปแล้วมันไม่ชัด จดไม่ชัดมันก็สามารถที่จะแก้ไขได้ มันก็เลยไปถามว่า แล้วมีความจําเป็นอะไรที่ต้องใช้ระบบเทคโนโลยี

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า ท่านประธานถ้าทางฝ่ายกรรมาธิการกําลังมอง จากมุมมองของศาล หรือฝ่ายสํานักงานอัยการ คราวนี้หัวอกของประชาชนที่เป็นทั้งโจทก์ และจําเลยจะว่าอย่างไร ว่ารัฐโดยกระบวนการยุติธรรมนั้นมีสิทธิอันใดที่จะไปบังคับให้ ประชาชนต้องให้การแล้วก็มีการเรคอร์ด (Record) ไว้ บันทึกไว้ด้วยระบบสื่อสาร แถมยังจะ บอกว่าจะได้ไปดูเรื่องบอดี้บิเฮวิเออร์ (Body Behavior) ลักษณะบอดี้แลงกวิจ (Body Language) ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ศาลไม่ใช่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมวิทยา คงจะไม่ใช่หน้าที่ ใช่ไหมครับ ไม่อย่างนั้นก็ต้องเอาจิตแพทย์เข้ามานั่งด้วยเพื่อเสริมงานของศาลเพื่อจะดู พฤติกรรมว่าเขาให้เท็จหรือเปล่า พูดตรงไปหรือไม่นะครับ พูดวกวน วนไปหรือไม่ แต่ผมคิดว่า คงจะไม่ใช่ ศาลต้องพิจารณาจากสาระเนื้อหาของถ้อยแถลงที่เป็นวาจาแล้วก็เอกสารหลักฐาน ที่นํามาประกอบมากกว่านะครับ แต่คราวนี้สิ่งที่สําคัญที่สุดที่ผมคิดว่าทางท่านประธาน ทางกรรมาธิการไม่ได้คํานึงถึงคือเรื่องสิทธิมนุษยชนแล้วก็ความลับส่วนตัวที่เรียกว่า ไลฟ์ ทู ไพรเวซี (Life to Privacy) ถ้าเผื่อเป็นคดีข่มขืนจะว่าอย่างไร เด็กผู้หญิงต้องมาให้การ ก็แสนจะอับอาย ความเห็นอกเห็นใจของสังคมโดยทั่ว ๆ ไปก็น้อยมาก แล้วต้องไปให้การ แล้วยังจะมาถูกบันทึกไว้ อาจจะเก็บซีดี (CD) หรือวิดีโอนี้ไว้ตั้งนานก็เท่ากับว่าเขาถูกลงโทษ เป็นซ้ําสองแล้วไม่ใช่หรือ ร่างกายถูกละเมิดแล้วจิตใจก็จะถูกละเมิดไปเป็นการถาวรด้วย สิทธิแห่งความเป็นมนุษย์คืออะไรครับ อันนี้ต้องคิดให้ดี เพียงแต่ว่าจะหาความสะดวก ในการพิพากษาเท่านั้นเพื่อจะให้ข้อมูลได้ครบ แล้วก็ไม่ให้มันผิดถูกต่าง ๆ ในเรื่องของการ จดบันทึก คงจะไม่เป็นการเพียงพอครับ ต้องคิดถึงหัวอกของผู้ที่ ๑. เป็นผู้ต้องหาก็ได้ หรือเป็น ผู้ที่ถูกกระทําก็ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ จะดูกันในแง่เรื่องความสะดวกของผู้พิพากษา หรือป้องกันไม่ให้ทั้งฝ่ายโจทก์และจําเลย ฝ่ายทนายต้องมาถกเถียงกัน ก็บอกว่าอย่างนั้น ก็เปิดจอดู เด็กที่ถูกทําร้าย ผู้หญิงที่ถูกข่มขืน คนพิการ เพราะว่าถูกทําร้ายทางร่างกาย ถูกลักลอบ ในการที่จะถูกยิง แอบยิงอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วต้องไปให้การแล้วก็ปรากฏอยู่ในจอ แล้วความลับมันจะเก็บได้อย่างไรละครับ เราก็รู้กันอยู่ว่าเรามักจะมีความบกพร่องในการ บริการราชการของเจ้าหน้าที่ จิตสํานึกก็ดี หลักคุณธรรมก็ดี มันก็ยังมีความอ่อนแออยู่ มันง่ายเข้าใจในการที่จะบอกว่าต้องมีระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในกระบวนการยุติธรรม แต่ผมคิดว่ามันต้องดูให้ครบครับ มนุษย์มีความรู้สึก มีความทุกข์ มีความสุข แต่ว่ามีความ ละอาย บางครั้งเขาก็ละอาย อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าถึงแม้ว่าไม่ได้มีคดีโหด ๆ แบบนี้ของการ ถูกข่มขืน ถูกฆ่า ถูกอะไรก็ตาม หรือเด็กถูกรังแก ถ้าเผื่อผมเป็นจําเลยก็ดีหรือจะเป็นโจทก์ก็ดี ในการร่วมชี้แจงร่วมกับทนาย พอรู้ตัวว่ามีกล้องคอยส่องมานี่ผมคิดว่าความประมาท ความไม่คุ้นเคย เพราะว่าไม่ใช่เป็นนักพูด ไม่ใช่เป็นนักการเมือง ไม่ใช่เป็นนักโต้วาที ความประมาท ความไม่สบายใจมันก็จะเกิดขึ้น เพราะมันไม่คุ้นกับกล้องถ่ายรูปครับ เราคิดถึงประเด็นนี้หรือเปล่า มันก็อาจจะนําไปถึงความสับสน พูดไม่ชัด สั่น เพราะว่าบางคน เห็นไมโครโฟน แล้วคงไม่ใช่แบบพวกกระผม เห็นไมโครโฟนแล้วก็ชอบใจ ไม่ได้มีประเด็น ปัญหา แต่ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับการพูดต่อหน้าไมโครโฟนแล้วถูกกล้องถ่าย มันไม่ใช่วิถีชีวิต แล้วมันก็ไม่ใช่อาชีพของเขา แล้วทําไมในการให้การหรือร่วมชี้แจงจะเป็น โจทก์หรือจะเป็นพยานถึงจะต้องถูกบันทึกไว้เป็นภาพ ผมว่าน่าจะต้องทบทวนเรื่องนี้นะครับ เพราะมันไม่ใช่เป็นเรื่องของความสะดวกของกระบวนการยุติธรรมหรือศาลเป็นตัวตั้ง มันเป็น เรื่องการเคารพในเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นตัวตั้ง ความเห็นอกเห็นใจของคนที่ถูกกระทํามา เจ็บแค่นี้แล้วอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ ข่าวเช้าเย็นออกมาพูดกันต่าง ๆ เรื่องคดีข่มขืนอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้ ขายมนุษย์ ค้ามนุษย์ อะไรพวกนี้ แล้วเมื่อมาถึงกระบวนการศาลซึ่งใช้ เวลานานเป็นปี หลาย ๆ ปี จากศาลชั้นต้นไปศาลอุทธรณ์ ไปศาลฎีกา บางทีตั้ง ๑๐ ปี มาศาลทีไรก็กลายเป็นนักแสดงไปแล้วถูกบันทึกภาพ ผมไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งครับในเรื่องนี้ แล้วก็ไปศาลเป็นประจําตอนนี้เหมือนกัน ก็คงไม่ได้มีปัญหาอะไรสําหรับตัวกระผมเอง แต่ถ้าเผื่อคิดถึงคนทั่ว ๆ ไปแล้วมันไม่ใช่ครับท่านประธาน ผมขอให้ทบทวนเรื่องนี้ แล้วก็ ขอความกรุณาถ้าเผื่อเอาคนเป็นตัวตั้ง เดี๋ยวเรามาลงคะแนนกันแล้วก็ใช้เสียงข้างมาก มันไม่ใช่นะครับ เพราะเราไม่ได้ไปถามประชาชนหรือคนที่เขาต้องไปศาลทุกวัน ที่ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ศาลชั้นต้น วันนี้ว่าเขาเห็นพ้องต้องกันหรือไม่ที่จะถูกบันทึก รัฐมีหน้าที่อย่างไร หรือว่าพวกเรามีสิทธิที่จะลงคะแนนเสียงข้างมากเสนอไปที่รัฐบาลให้ออกเป็นมติ ครม. หรือไปที่ สนช. ให้ออกเป็นกฎหมาย แล้วจะต้องบังคับประชาชนว่าต่อไปนี้เมื่อท่านมาที่ศาลแล้ว ท่านจะถูกบันทึกภาพ สิทธิแห่งการเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีแห่งการเป็นมนุษย์ กับความสะดวก ของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถ้าเผื่อสถิติออกมาแล้วความผิดพลาดของการจดบันทึก การให้การเป็นแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒ เปอร์เซ็นต์ไม่มีความจําเป็นครับ หาวิธีอื่นค่อย ๆ ทํา ได้ไหม ต่าง ๆ นานาเหล่านี้ แล้วมันจะต้องมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง เพราะที่นี่ เราไม่ได้เป็นผู้ที่ชํานาญการในเรื่องนี้ แต่ที่มันสําคัญก็คือที่ปรากฏในหน้า ๕ ว่าผู้ที่อยู่ ในอาชีพนี้มันต้องเรคอร์ด (Record) บันทึกการประชุมทั้งหมดว่าให้การอย่างไร ให้ความเห็นอย่างไร แล้วก็คิดอ่านเหมือนอย่างที่ผมพยายามที่จะเสนอหรือไม่ ถ้าเผื่อไม่มีเลย ผมรู้สึกผมจะสลดใจกับกระบวนการยุติธรรมแล้วก็นักกฎหมายของประเทศไทยครับ ท่านประธาน ขอบคุณมากครับ