เด่นเดือน กลั่นสอน หารือประเด็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและประสิทธิภาพ โดยเสนอให้บันทึกภาพและเสียงการพิจารณาคดีอย่างมีคุณภาพ พร้อมสนับสนุนการใช้ระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์และ e-Court เพื่ออำนวยความสะดวกในการสืบพยาน โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ลดภาระการเคลื่อนย้ายผู้ต้องขัง และเร่งออกข้อบังคับการใช้งานอย่างเป็นทางการ รวมถึงเน้นย้ำความจำเป็นในการป้องกันข้อมูลและการบูรณาการระบบเทคโนโลยีอย่างครบวงจรเพื่อรองรับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ขอบพระคุณ ท่านประธานค่ะ ท่านประธานและที่ประชุมค่ะ ในส่วนของการจัดทํารายงานการนําระบบ การบันทึกภาพและเสียงมาใช้ในการพิจารณาของศาล เกิดจากข้อตระหนักที่ว่ารัฐธรรมนูญไทย ได้กําหนดในเรื่องของสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประชาชนไว้ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เรายังขาดหายไป ก็คือในส่วนของการพิจารณาคดีที่มีการสืบพยานชั้นศาล ข้อสําคัญที่สุดคือการนําพยานหลักฐานเข้าสู่สํานวนให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นประโยชน์แก่ การทําคําพิพากษาที่จะสามารถอํานวยความยุติธรรมให้กับคู่ความได้มากที่สุด แต่ในปัจจุบันนี้ ระบบการสืบพยานของศาล จะใช้วิธีการจดบันทึกความแบบสรุปความ หรือที่เรียกว่าอมความ คือมีการถามความ แล้วท่านผู้พิพากษาหรือศาลท่านก็จะจดบันทึกโดยสรุปข้อเท็จจริง ในประเด็นนั้น ๆ นะคะ ปัญหาที่ตามมาก็คือจะใช้วิธีการถามความแล้วค่อยสรุป ประเด็นก็คือ ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือเห็นว่าคําถามนั้นเป็นคําถามที่เป็นประเด็นสําคัญ แต่ทางศาลท่านเห็นว่าไม่ใช่สาระสําคัญของคดี ประเด็นเหล่านี้อาจจะต้องมีการโต้แย้งคัดค้าน เพื่อที่จะได้มีการนําคดีขึ้นสู่ศาลสูง แล้วก็จะต้องมีการใช้ดุลยพินิจต่อไปว่าคําถามนั้นสมควรที่จะ ถามหรือไม่ ท้ายที่สุดสิ่งที่จะขึ้นไปก็คือเฉพาะคําเบิกความที่ได้มีการจดบันทึกแบบสรุปความไว้
ประการที่ ๒ บรรยากาศในห้องพิจารณา โดยเฉพาะคดีที่พยานเกรงกลัว หรือว่าอาจจะถูกข่มขู่ กลัวการคุกคาม ประเด็นเหล่านี้จะไม่มีการได้นําเข้าไปสู่การพิจารณา ของศาลสูงหรือศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ว่าการสืบพยานนั้นพยานได้เบิกความไปตามความเป็นจริง หรือมีสภาพการถูกกดดันอย่างไรบ้าง เพื่อให้ศาลสูงหรือศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกานี้ได้รับฟัง ข้อเท็จจริงในรายละเอียดเช่นเดียวกันกับศาลชั้นต้น เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไป โดยละเอียดรอบคอบ และประชาชนได้เข้าถึงสิทธิในส่วนของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ได้อย่างถูกต้องแท้จริงด้วยนะคะ
ประการที่ ๓ ก็คือปัจจุบันนี้เรามีการนําเทคโนโลยีมาใช้กับกระบวนการ ด้านอื่น ๆ ในสังคมมาก ในขณะเดียวกันทางศาลยุติธรรมก็พยายามที่จะนําในเรื่องของ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ นี้มาใช้เพื่อการปฏิบัติงาน ซึ่งก็จะ ไปเข้ากับเรื่องแนวนโยบายของรัฐ ก็คือการมีกระบวนการบริหารยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น หรือที่เรียกว่า อีคอร์ต (e-Court) ที่นําระบบกระบวนการยุติธรรมมาตั้งแต่เรื่องของ การรับฟ้อง การรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ประเด็นมีอยู่ที่ว่าปัจจุบันนี้การนําสืบพยาน เพื่อที่จะให้พยานหลักฐานเข้าสู่สํานวน และสามารถพิจารณาพิพากษาคดีได้อย่างแท้จริง ศาลได้มีการนําระบบในเรื่องของการนําสืบพยานด้วยภาพและเสียงมาใช้นะคะ ทั้งนี้ มีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว ก็คือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยรองรับอยู่ ๒ ส่วนค่ะ ส่วนแรกก็คือการประชุม โดยจอภาพ ที่เราเรียกว่า วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) ซึ่งจะใช้แทนการส่งพยาน ไปสืบประเด็น แต่ก่อนเราต้องส่งประเด็นในกรณีที่ศาลที่ดําเนินคดี มีอํานาจในคดี กับพยาน ที่เขาอยู่นอกเขตอํานาจศาลจะต้องเดินทางมา หรือแต่ก่อนใช้วิธีการเดินทางไปสืบพยาน ในศาลนั้น ๆ แต่เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายรองรับในเรื่องของให้การสืบพยานต้องกระทํา ต่อหน้าจําเลยค่อนข้างจะเคร่งครัด โดยการให้ส่งจําเลยตามประเด็นไปสืบพยานในศาลนั้น ๆ ด้วย ถ้าเป็นจําเลยที่ประกันตัวไม่เกิดปัญหาค่ะ แต่ถ้าเป็นจําเลยที่ถูกควบคุมตัว ตรงนี้มีประเด็น นะคะว่าจะต้องให้มีการควบคุมตัวจําเลยไปสืบพยานที่ศาลนั้นด้วย การใช้ระบบประชุม ทางจอภาพและเสียงเข้ามา หรือที่เรียกว่า วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) จะช่วยลดปัญหาในเรื่องการที่จะต้องนําตัวจําเลยไปสืบในศาลที่มีพยานในภูมิลําเนา
ประเด็นที่ ๔ ก็คือในเรื่องของกฎหมายที่กําหนดในเรื่องการสืบพยานเด็ก ที่เราบอกว่าให้ใช้วงจรปิด แล้วก็ถามความผ่านในส่วนของนักจิตวิทยา โดยที่เพื่อให้มีการ ลดการเผชิญหน้าระหว่างเด็กกับผู้ต้องหาหรือจําเลย ซึ่งการสืบพยานดังกล่าวได้มีกฎหมาย บัญญัติไว้ว่าให้มีการบันทึกคําเบิกความพยานโดยใช้วิธีการบันทึกลงในวัสดุซึ่งสามารถ ถ่ายทอดออกเป็นภาพและเสียง ซึ่งสามารถตรวจสอบถึงความถูกต้องของการบันทึกได้ และให้ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาใช้การบันทึกดังกล่าวประกอบการพิจารณาคดีด้วย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กําหนดในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา แต่กระบวนการ ตรงนี้ยังมิได้มีการนํามาออกเป็นข้อบังคับอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากเกิดข้อจํากัดในเรื่องของ การที่จะต้องเตรียมสถานที่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สําหรับการสืบพยานนั้น ๆ จึงเห็นว่า ในการสืบพยานด้วยการบันทึกจอภาพทางภาพและเสียงไว้จะเป็นคุณูปการ แก่การสืบ การพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาดังที่ได้กล่าวมาแล้วนะคะ คราวนี้ประเด็นที่มี ข้อถามว่าแล้วจะใช้อย่างไร กฎหมายให้อํานาจของท่านประธานศาลฎีกาในการออก ข้อบังคับเกี่ยวกับการสืบพยานเหล่านี้ไว้ได้ด้วยนะคะ ดังนั้นไม่จําเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย ในระดับปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามทางคณะอนุกรรมาธิการที่ทําการศึกษามีความเห็นดังนี้ค่ะ
ประการที่ ๑ ในแง่ของข้อกฎหมายมีกฎหมายรองรับและสามารถไปออก กฎหมายลําดับรองโดยการออกเป็นข้อบังคับของท่านประธานศาลฎีกาได้ แต่อย่างไรก็ตาม เราจําเป็นที่จะต้องคํานึงถึงในเรื่องของทางเทคนิคว่าจะต้องใช้เทคนิคและวิธีการอย่างไร จึงจะได้คุณภาพของภาพและการบันทึกเสียงที่สามารถใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วย ได้มีการวางผังไว้นะคะ จะปรากฏอยู่ในรายงานว่าเราควรจะต้องมีกล้องทั้งหมด ๕ ตัว ตัวแรกจะจับจากทางศาลส่องไปทางด้านหลังบัลลังก์ ตัวที่ ๒ จากตัวด้านหลังบัลลังก์มาที่ บัลลังก์ของศาล ตัวที่ ๓ จับทางฝั่งจําเลย ตัวที่ ๔ ฝั่งโจทก์ และตัวที่ ๕ จะอยู่ด้านบนค่ะ เป็นตัวที่สําคัญที่สุดเพราะเป็นตัวที่ดูถึงอากัปกิริยาของพยานและในกรณีที่มีการรับรอง พยานเอกสารที่จะต้องส่งศาลกล้องตัวนี้จะสามารถซูม (Zoom) เพื่อจะดูว่าการรับรอง เอกสารที่แท้จริงตัวนั้นอยู่ในการพิจารณาคดีและพยานได้รับรองแล้ว แล้วการบันทึกตรงนั้น เรามองว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เป็นภาระแก่ศาลสูง
ประการที่ ๑ เราจะสามารถทําวิดีโอมาร์ก (Video Mark) ไว้ได้ ก็คือในจุดไหน ที่เป็นประเด็นสําคัญของเรื่องสามารถที่จะทําเป็นตัวมาร์ก (Mark) ในวิดีโอและสามารถคลิก (Click) เข้าไปดูได้ ตรงนี้เดี๋ยวทางฝ่ายเทคนิคจะนําเรียนอีกทางหนึ่งนะคะ ในขณะเดียวกัน เรามองว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเรื่องของการถอดคําเบิกความ แต่ก่อนใช้วิธีการ อมความ ปัจจุบันใช้การอมความแล้วก็ถอดมาจากการสรุปความ แต่ถ้าหากเราสามารถ ถอดถ้อยคําได้คําต่อคําและศาลสูงมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาท่านสามารถที่จะดูจาก คําเบิกความที่ถอดความมาคําต่อคํานั้น และถ้าเกิดข้อสงสัยหรืออยากดูอากัปกิริยา ของพยานสามารถเข้าไปดูในวิดีโอ โดยมีระบบที่จะทําให้ศาลสูงท่านสามารถที่จะค้นได้ โดยง่าย ไม่ต้องไปดูทั้งเรื่อง เพราะไม่เช่นนั้นเหมือนกับท่านต้องมานั่งฟังการพิจารณาคดี ทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง โดยจากข้อสรุปที่ได้นําเรียนมาทางศาลท่านก็ได้มีการนําระบบ การบันทึกภาพและเสียงมาใช้นําร่องอยู่แล้วในศาลอาญาในกรุงเทพฯ ศาลอาญาที่รัชดา ศาลอาญากรุงเทพใต้ แล้วก็ศาลอาญาธนบุรี แต่ในขณะเดียวกันเนื่องจากข้อจํากัดในเรื่อง งบประมาณที่ไม่สามารถที่จะหาอุปกรณ์มาจัดการในเรื่องของมีบัลลังก์ที่จะสืบพยานด้วย ภาพและเสียงได้ทั้งหมด ก็มีความจําเป็นที่จะต้องพิจารณาในเรื่องของการใช้งบประมาณ ในส่วนนี้ด้วยค่ะ แต่อย่างไรก็ตามมองว่าเพื่อให้ความสามารถในการอํานวยความยุติธรรมได้ อาจจะไม่ได้ใช้กับทุก ๆ คดี เช่น คดีที่เป็นคดีเล็กน้อย ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพหรือจําเลย ให้การรับสารภาพก็ไม่จําเป็นต้องใช้ ในเบื้องต้นเห็นว่าควรจะมีการกําหนดประเภทคดี ไว้ได้ด้วย ซึ่งตรงนั้นศาลท่านมีอํานาจที่จะกําหนดในข้อบังคับดังที่ได้กล่าวเบื้องต้นไว้แล้ว นะคะ อันนี้คือกรอบกว้าง ๆ ค่ะ
ส่วนแผนในการปฏิรูปนะคะ
ประการที่ ๑ เป็นการพัฒนาในส่วนของการนําเทคโนโลยีมาใช้ในศาล ซึ่งปัจจุบันจะมีเรื่องของอีคอร์ต (e-Court) อีไฟลิง (e-Filing) ตรงนี้จะเป็นเรื่องของการ นําระบบบันทึกภาพและเสียงมาใช้ ถามว่ามีระบบป้องกันข้อมูลอย่างไร จะต้องใช้เทคนิค ในเรื่องของโปรแกรมในการป้องกันการเข้าถึงการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลตรงนี้ด้วยนะคะ
ประการที่ ๒ เป็นการนําพิจารณาถึงการติดตั้งระบบที่สมควรที่จะนํามาใช้ และใช้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
และประการที่ ๓ ก็คือการบูรณาการระบบการสืบพยานด้วยภาพและเสียง เข้ากับระบบอื่นของศาลนะคะ ที่จะทําให้การพิจารณาคดีเป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ยิ่งขึ้นค่ะ ในเบื้องต้นขออนุญาตเรียนเชิญท่านในทางด้านเทคนิคต่อไปนะคะ ท่านอาจารย์ พงษ์ศักดิ์ค่ะ