นิกร จํานง หารือการปฏิรูประบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเน้นปัญหามลพิษจากโรงงานซีเมนต์และอุตสาหกรรมที่เกินขีดความสามารถของพื้นที่ พร้อมเสนอให้ใช้การประเมินเชิงยุทธศาสตร์แทนการอนุมัติรายโครงการ เพื่อรองรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งเรียกร้องให้มีหน่วยงานตรวจสอบอิสระและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามการดำเนินงานของโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนเสนอให้ทบทวนแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้ที่เกิดจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและโครงสร้างพื้นฐานที่ขัดขวางการระบายน้ำ โดยเน้นการบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานเพื่อเตรียมรับมือภัยพิบัติในอนาคต และสนับสนุนการใช้การประเมินสิ่งแวดล้อมยุทธศาสตร์เพื่อจัดการปัญหาโอเวอร์โหลดอย่างมีระบบ พร้อมเน้นความสำคัญของการติดตามประเมินผลโดยคณะกรรมการร่วมกับการกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง สปท. ลําดับที่ ๗๙ ผมมีอีกอดีตหนึ่งครับ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม แห่งชาติ ๒ สมัย คือได้อยู่กับเรื่องนี้มาตามสมควรใน ๒๐ ปีที่ผ่านมา แล้วก็หลังจากนั้น ช่วงที่อยู่กระทรวงคมนาคมก็ไปเป็นกรรมการ เพราะว่ากระทรวงคมนาคมเขาก็เชิญไปด้วย เวลาพิจารณา แล้วตอนหลังมาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เป็นตัวแทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปประชุมทุกครั้งเวลามีการพิจารณา อยากจะเรียนว่าจากประสบการณ์ดังกล่าวผมยืนยืนว่าเห็นด้วยกับการปฏิรูประบบ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมใหม่ที่เสนอขึ้นมาคราวนี้ เนื่องจากว่าตลอดมา แล้วก็ส่วนตัวเองผมพบว่าเรามีปัญหา ๓ อย่างที่แก้ไม่ได้ ก็ต้องยอมรับว่า พระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อมเป็นกฎหมายใหม่ ไม่ใช่กฎหมายเวียง วัง คลัง นามาแต่เดิม หรือกฎหมายที่มีมาในอดีต กฎหมายใหม่ที่มีลักษณะแบบนี้สิ่งที่เราเรียนรู้ได้เป็นของใหม่ สําหรับสังคม คือเรียนรู้จากความผิดพลาดทั้งนั้น หมายความว่าเราทําไปแล้วมีปัญหา ข้อผิดพลาดเราก็มาปรับ ปรับ ปรับ เป็นทางเดียว แต่ว่าถ้าหากว่าปัญหามีในอดีต เรามีประสบการณ์มายาวนานมาก ระยะเวลาที่เหลือปัญหาสิ่งแวดล้อมมันไล่หลังเรามา เร็วมากนะครับ มากับการพัฒนา ดังนั้นก็เลยเกิดเป็นปัญหาขึ้น ปัญหา ๓ อย่าง ที่ผมอยากจะนําเสนอตรงนี้ที่ผมคิดว่าในรายงานนี้ได้มีการเสนอแก้ ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดว่า การเสนอแก้ในการนําเสนอคราวนี้จะแก้ปัญหาทั้งหมดได้ ก็ยังต้องเรียนรู้กันต่อไป แก้ไขกันต่อไปในอนาคต ปัญหาที่ค้นพบขณะนี้ก็คือว่าเป็นปัญหาในอดีตที่เราต้องใช้ การแก้ปัญหาคือโซลูชัน (Solution) ปัญหาในปัจจุบันซึ่งต้องใช้มิสชัน (Mission) ในการแก้ ปัญหาในอนาคตซึ่งยิ่งยากใหญ่ต้องใช้วิชัน (Vision) ในการแก้ ปัญหาในอดีตก็คือ ผมเรียนท่านประธานว่าตรงนี้คงจะสอดคล้องกับเอสอีเอ (SEA) ที่มีการนําเสนอขึ้นมา เพราะว่าในอดีตผมยกตัวอย่างอย่างนี้ว่า อย่างเช่นว่าเราผลิตปูนซีเมนต์ ปูนซีเมนต์ที่เราผลิต ขณะนี้อยู่ในพื้นที่หนึ่งของจังหวัดสระบุรี และในอดีตมายังไม่มี พอเราทํามาเป็น บริษัทปูนซีเมนต์ไทยก็ดี ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่ได้กระทบอะไร แล้วก็มีมาเรื่อย เพราะตรงนั้นเป็นพื้นที่หินปูน การกระทําตรงนั้นความจําเป็นของประเทศในการมีซีเมนต์ จําเป็นมาก แล้วก็มีการผลิตกันเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่มาด้วยก็คือฝุ่นหิน เราก็รองรับกันได้ เรามีการเปิดหน้าหินปูนตรงนั้นและมีการดําเนินการอยู่ ตรงนั้น วางไว้ไม่พอ พอไม่พอประเทศเจริญก้าวหน้าไปเรื่อยก็มีการสร้างโรงที่ ๑ บริษัท ๒ บริษัท ๓ บริษัท ๔ กินเขาหินปูนตรงนั้นไปเรื่อย ๆ ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า เรื่องนี้มีความสําคัญมากเพราะว่าเราย้ายที่ไม่ได้ ในภาคใต้เองภาวะที่เกิดปูนขาดแคลน เราไปทําโรงงานปูนที่ทุ่งสงเพราะว่าตรงนั้นมีหินปูน ตอนช่วงที่แก้ปัญหาสุดท้าย แล้วปูนขาดแคลนในภาคใต้ เมื่อหลายสิบปีที่แล้วผมมีประสบการณ์เรื่องนี้คือ เคยขายวัสดุก่อสร้างอยู่พักหนึ่งก็รู้ดีว่าเราไม่สามารถจะลําเลียงปูนบริษัทอื่น อย่างปูนยี่ห้ออื่นไปสู้กับตราช้างได้ เพราะว่าเขามีเหมืองหินปูนอยู่ที่นั่น สุดท้ายวิธีการแก้ เพื่อจะแก้ปัญหาตอนนั้นนําเข้าปูนงูเห่าจากประเทศมาเลเซียมาเพราะว่าใกล้กับ ภาคใต้มากกว่า เพราะฉะนั้นมันชี้ว่าจุดที่จะต้องมีไม่ใช่ว่าที่ไหนก็ได้ มันต้องมีวัสดุ ตามธรรมชาติคือวัตถุดิบอยู่ตรงนั้น ทีนี้ประเด็นที่เกิดขึ้นมาอันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่จังหวัดสระบุรีก็กลายเป็นว่าทําไปแล้วก็มีการขอมา โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ที่นั่นขอมา เหมือนเดิมทุกครั้ง มีระบบการกําจัดฝุ่นขึ้นมาแล้วก็มีการดําเนินการเอาไปทิ้ง ไปอะไรพวกนี้ มีการจัดการเหมือนกับโรงแรกที่ทํา แต่พอตอนหลังปัญหาที่เกิดขึ้นกลายเป็นว่า โรงที่จะทําใหม่กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐ นี่คือลักษณะของยุทธศาสตร์ ในการพิจารณาแล้ว หมายความว่าเดิมที่เคยได้ถ้าเราพิจารณาเป็นโรง ๆ ไปนี่ ฝุ่นที่ออกมา รับได้ ที่ออกมาจํานวนเปอร์เซ็นต์เท่าไร ๆ แต่ปัญหาคือพื้นที่ตรงนั้นเขารับฝุ่น แล้วในปอดประชาชนแถวจังหวัดสระบุรีมีฝุ่นเกาะจนเต็มที่ไปแล้ว พอเพิ่มอีกโรงหนึ่ง จะกลายเป็นเพิ่มไม่ได้เพราะกลายเป็นโรงสุดท้ายที่มีปัญหา ตรงนี้เองเป็นปัญหาที่ว่า ถ้าเราไม่มียุทธศาสตร์เราจะพิจารณาเฉพาะโรง ๆ ไปไม่ได้อีกต่อไป มันต้องมองภาพรวมว่า แล้วจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ในการคิดว่าแล้วถ้าอย่างนั้นเราไม่ให้ผลิตที่นี่ แล้วปูนซีเมนต์เราจะเอาจากไหน แล้วการพัฒนาประเทศจะทําอย่างไร เรื่องนี้นําไปสู่ การทําให้เรามีรัฐธรรมนูญ ที่เขาเขียนว่าอีเอชไอเอ (EHIA) มาบตาพุดก็เหมือนกัน มาบตาพุดเดิมพอเราพิจารณาโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งตรงนั้นเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม เป็นอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ทําไปทํามา ณ จุดหนึ่งกลายเป็นว่ามันเกินกําลัง ที่พื้นที่นั้นจะรองรับได้อีกแล้ว ประชาชนรับไม่ไหวก็มีการฟ้องร้อง ก็มีการหยุด ในการพัฒนาไประยะหนึ่ง โรงงานที่มาลงทุนในประเทศไทยยุติหมดตอนนั้น นิคมอุตสาหกรรมถูกฟรีซ (Freeze) หมดจากรัฐธรรมนูญที่กําหนด ตรงนี้กลายเป็น สร้างผลกระทบต่อการพัฒนา เราต้องถอยกลับมาคิดใหม่และจะทําอย่างไรกับตรงนั้น ดังนั้นผมก็เห็นว่าการแก้ปัญหา แมกซิมัมโหลด (Maximum Load) ตรงนี้ต้องใช้โซลูชัน (Solution) ลักษณะยุทธศาสตร์ ในการพิจารณาองค์รวมแล้ว พิจารณาเป็นรายโรงงานไม่ได้ เฉพาะจุดไม่ได้ ความต้องการ ปูนซีเมนต์ในอนาคตจะทําอย่างไร ความต้องการของนิคมหรือว่าจะย้ายไปอยู่อีกด้านหนึ่ง หรืออย่างไร เพราะว่าอุตสาหกรรมยังต้องมีอยู่ แต่มันโหลด (Load) พื้นที่ตรงนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นวิธีคิดตรงนี้มันเลยออกจากโรงงานอุตสาหกรรมในการขอ เพราะเวลาขอ เขาไม่ได้ขอทั้งหมด เขาขอเป็นโรง ๆ แล้วถ้าเราพิจารณาเป็นโรง ๆ ถ้าเราอนุมัติตัดสินใจ ไปแล้วผิดทันที เพราะว่ากลายเป็นซ้ําเติมตรงนั้นแล้วมันรับโหลด (Load) ไม่ไหวแล้ว ตรงนี้ จะเป็นการมองอีกแบบหนึ่งเลย นี่เป็นปัญหาในอดีตที่ผมเห็นว่าการเสนอขึ้นมาท่านคงต้อง เสนอให้ชัดกว่านี้ เพราะว่าเอสอีเอ (SEA) คําคํานี้ขนาดผมอยู่ในวงการยังไม่ค่อยเคลียร์ (Clear) เลย เพราะเป็นเรื่องที่ผมจะแย้งได้ว่ามันมีในประเทศนี้แล้วไปที่อื่นทําไมไม่ใช้ ทําไมมี ในประเทศเวียดนาม ทําไมมีในประเทศจีน ตรงนี้อาจจะต้องมีแพ็กเกจ (Package) เสนอขึ้นไป เพราะว่าคนอื่นเวลาพิจารณาตรงนี้เป็นการต่อยอดมา คนที่อยู่ในต้นไม้ ต้นเดียวกันเข้าใจ แต่คนที่มาจากป่าอื่นจะไม่ค่อยเข้าใจว่าเป็นอย่างไร อย่างเช่น ฝ่ายการเมืองอะไรพวกนี้ ผมคิดว่าลงไปตรงนี้ก็จะเป็นอีกคําถาม แต่ว่าโดยเนื้อมันเอง ผมยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ดีและจําเป็นมาก
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ การแก้ปัญหาในปัจจุบัน อันนี้ก็มีการเสนอแล้ว เวลาเราพิจารณากันเราจะเห็นว่าคนจะตัดสินใจว่า โรงงานอุตสาหกรรมนี้ปล่อยน้ําเสียออกไปเท่าไร อย่างไรนี่ เป็นคณะกรรมการ ใช่ แต่พอออกไปข้อเท็จจริงก็คือว่าคุณไม่เปิดเครื่องกําจัดน้ําเสีย คุณไม่ทํา และหน่วยงานที่จะทํา ก็คือว่าถ้าเป็นโรงงานขอมาก็จะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรมขอ ผ่านกรมโรงงานอุตสาหกรรมมา พอมาผ่านปั๊บทางนี้เราก็ดูแล้วว่าถ้ามีการตีน้ําแบบนี้ มีกําจัดน้ําเสียแบบนี้ไม่มีปัญหาหรอก ปัญหาคือไม่ทํา พอไม่ทําแล้วการติดตามประเมินผล นี่คือภาวะในปัจจุบันที่เกิดขึ้นจริง ๆ แล้วก็กรมโรงงานอุตสาหกรรมเองจะได้มีคนไปตาม เขาอาจจะละเลยต่อหน้าที่ หรืออาจจะมีการปิดปากอะไรเอาไว้ เราไม่พูดเรื่องนี้ มีหรือไม่มีเราไม่รู้ แต่ปัญหา เรื่องงบประมาณในการติดตามก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นผมมีความเห็นเรื่องนี้ว่าจําเป็นที่ว่า จะต้องมีหน่วยงานซ้อน หน่วยงานซ้อนก็คือใครอนุญาตคนนั้นจะต้องทํา และหน่วยงาน ที่จะอนุญาตก็คือว่าคณะกรรมการตรงนี้ หน่วยงานในกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ต้องขยายมากกว่านี้ครับ ต้องไปติดตาม หมายถึงว่าเป็นตัวคอยตรวจสอบ เป็นลักษณะ ของการเข้าไปแซมปลิง (Sampling) เข้าไปอะไร คือจะไปตั้งหน่วยเฝ้าโรงงานไม่ใช่หน้าที่ แต่การไปตรวจสอบแต่ละครั้ง เพราะเราเป็นคนอนุญาต พอเขาอนุญาตไปแล้วผู้ติดตาม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่มีงบประมาณในการมีหน่วยติดตามแบบนี้ และที่ท่านเสนอก็คือว่าให้ประชาชนเขารับรู้ว่าเขาก็ควรดูแลตัวเขาเองด้วยก็คือว่าช่วยกัน แบบนี้ ในจังหวัดอะไรต่าง ๆ จะช่วยได้ เพราะฉะนั้นความเห็นในการติดตามก็คือเป็นมิสชัน (Mission) ที่เราใช้แก้ปัญหาในปัจจุบันซึ่งมีอยู่จริงและเป็นปัญหาที่ตัดสินใจไปแล้ว แต่ว่า พอไม่เปิดเครื่องเสียอย่าง ลักษณะการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมเสียอย่าง มันก็เฟล (Fail) ทั้งหมด เพราะฉะนั้นที่ตัดสินใจไปกลายเป็นตัวที่ว่าเอกซ์ (X) ยันวาย (Y) แล้ววาย (Y) ไม่มี เอกซ์ (X) ไม่มีหรือวาย (Y) ไม่มี สมการก็ไม่ครบ มันก็โด่อยู่ตรงนั้น มันก็มีปัญหามาก ตรงนี้ เป็นเรื่องที่เห็นด้วยกับเรื่องการติดตาม
ปัญหาสุดท้ายซึ่งยากมากครับ ต่อจากนี้ผมยกตัวอย่างว่าในภาคใต้จะมี การทําถนนใหม่ เราคิดกะว่าจะแก้ปัญหาน้ําท่วมเพราะว่าขณะนี้มีปัญหาเรื่องโลกร้อน ถนนที่จะลงไปภาคใต้เพราะว่ามันเป็นสันเขายาว พอน้ําลงมาถ้าตามปกติในอดีตเดิมภาคใต้ รับน้ําได้มันจะฟลัด (Flood) กลับไปเอง ลักษณะของการสร้างถนนอะไร คือเคยอยู่ได้ ในอดีต แต่ปัจจุบันนี้น้ําท่วมคราวนี้ท่านธีระ วงศ์สมุทร ให้ผมดูเมฆตั้งแต่ต้น ท่านเป็น อดีตอธิบดีกรมชลประทานมาก่อน แล้วก็มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านก็ชี้ว่าเมฆมันแช่อยู่ตรงนี้นานแล้ว เหมือนกับปี ๒๕๕๔ ครับท่านประธาน คือฝนมันตก ซ้ําอยู่ที่เดิมนั่นแหละ หรือเหมือนกับที่เขาใหญ่ทางโคราชที่ว่าเมฆไม่ยอมไปไหนเลย ซึ่งไม่เหมือนกับอดีต อดีตไม่เคยเป็นแบบนี้ เดี๋ยวนี้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ตกมากกว่าฤดูกาล อีก ๒ วัน วันที่ ๑๖-๑๗ ยังไม่รู้ นี่เตือนกันระเนระนาดไปแล้ว ที่จังหวัดสงขลา ที่จังหวัดไหนมีการชี้ไป ประเด็นก็คือว่าสิ่งเหล่านี้เอง แล้วถ้าอย่างนั้น เราแก้ปัญหาอย่างนี้ดีกว่า แก้ปัญหาโดยถนนนี่ทํายกระดับเลยดีกว่า ยาวตลอด ทําไม่ได้ครับ ท่านประธาน ผมได้เห็นคําสั่งในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เมื่อวานนี้ว่าให้มีการตรวจสอบว่า เราควรจะเจาะถนนตรงไหน ๆ จริง ๆ แล้วในข้อเท็จจริงเจาะไม่ได้ งบประมาณเราไม่พอ แล้วก็โครงสร้างที่วางไว้เดิมไม่ได้ แล้วการทําแบบนี้บางทีไม่แน่ว่าถ้าประเทศเรารวย เราจะทําแบบนี้ได้ แต่ประเทศเราไม่รวย ปัญหาในภาคใต้มันเป็นทางราบที่น้ําออกทะเลแบบนี้ เราจะแก้ปัญหาอย่างไร ดังนั้นการแก้ปัญหาตรงนี้ต้องใช้วิชัน (Vision) ของคนดู หมายถึงว่ามันเป็นการประเมิน และสิ่งเหล่านี้อยู่ในอนาคต เราไม่รู้เลยว่าต่อจากนี้ ขนาดที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเองประเทศที่พัฒนาแล้วยังรับมือกับภัยพิบัติไม่ไหว เป็นปัญหา เรื่องโลกร้อน สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปมาก แผ่นดินไหวไม่เคยเกิดก็เกิด ฝนตกยาวนาน มีเมฆมาแช่หรือที่เราบอกว่าถูกแซนด์วิช (Sandwich) ก็คือว่ามีหย่อมความกดอากาศต่ํา อากาศสูงบีบภาคใต้เอาไว้แบบนี้เราไม่เคยเจอ ทีนี้สิ่งเหล่านี้ในการออกแบบการแก้ปัญหา มันแก้ไปในอนาคต ดังนั้นบางทีการแก้ปัญหาตรงนี้อาจจะต้องอาศัยกําลัง อาศัยหน่วยงาน ต่าง ๆ มาช่วยกันคิด ผมยังมองเห็นว่าในภาคใต้คอยดูสิคิดว่าจะเจาะถนนกัน ทําไม่ได้ ไม่มีงบ แต่ว่าอย่างกองทัพเรือเอาเครื่องดันน้ําไปตรงนี้ช่วยได้ ของกรมชลประทาน ก็มีอยู่นิดเดียว ถ้าเราระดมตรงนี้ แล้วก็แผนในลักษณะภัยพิบัติฝนตกในประเทศเรา อย่างน้อยก็กะได้ว่าเดือนไหนฝนมาที่ไหน ที่ไหน ที่ไหน เครื่องเหล่านี้เป็นการบริหารจัดการ แล้วถามว่าตรงนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราจะอนุมัติไหม เกี่ยวกับการสร้างถนนในภาคใต้ มันก็เกี่ยวแต่เกี่ยวไม่มาก ดังนั้นในการดําเนินการตรงนี้ต้องพิจารณาเป็นองค์รวม ของนักวิชาการโดยรวม ไม่ใช่เฉพาะของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแล้ว มาดูกันและช่วยกัน คิดว่าวิชัน (Vision) ในอนาคตถ้ามันมามากขนาดนี้เราจะจัดการอย่างไร ผมเรียนว่า บ้านท่านประธานเองสมมุติว่ามีฝนตกในครั้งนี้น้ําท่วมเราจะต้องขุดคลอง ในบ้านท่านประธานไหม ไม่ ท่านประธานอาจจะซื้อไดโว (Daivo) มาไว้ และถ้าคราวหน้า ฝนตกอีกจุ่มไปเลยในท่อน้ําหน้าบ้านท่านประธานแล้วดูดออกไป ก็แค่เครื่องไดโว (Daivo) เครื่องเดียว บางทีก็จัดการกับปัญหาได้ ปัญหาในภาคใต้ก็เช่นกัน ผมก็เลยนําเรียนว่า เรื่องของปัญหาในอนาคตให้ช่วยกันคิดเรื่องเซกคันด์ เซฟตี้ แฟกเตอร์ (Second Safety Factor) ให้ได้ ซึ่งตรงนี้เกินเลยจากการพิจารณาเรื่องสิ่งแวดล้อม มันต้องอาศัยวิชัน (Vision) ที่มีองค์รวมในด้านความรู้มากมายสําหรับอนาคต
ดังนั้นสุดท้ายนะครับ เรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วยมาก ในฐานะที่เคย เข้าไปร่วมกิจกรรมนี้อยู่ว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านมีทั้งการแก้ปัญหาในอดีตที่มัน โอเวอร์โหลด (Overload) ขนาดนี้โดยการใช้เอสอีเอ (SEA) แต่ว่าต้องเพิ่มตามท่านกษิตว่า ก็คือที่ท่านประธานย้ําว่าให้มีรายละเอียด ไม่อย่างนั้นจะถูกถามต่อไปอีกข้างหน้า อันที่ ๒ ก็คือว่าการแก้ปัญหาในปัจจุบันการติดตามประเมินผลจําเป็นมากที่จะต้องสร้างหน่วยขึ้นมา เป็นหน่วยคอยอ็อบเสิร์ฟ (Observe) เรื่องเหล่านี้โดยคณะกรรมการเอง เพราะเป็น คนตัดสินใจต้องรับผิดชอบด้วย จะไปอาศัยหน่วยงานที่เขาปฏิบัติ ถ้าเขาไม่ปฏิบัติก็เฟล (Fail) หมด อันสุดท้ายนี่นะครับ ต้องอาศัยการพัฒนาเป็นอย่างมากในการประเมินสิ่งที่อยู่ ในอนาคตให้ได้คือมีวิชัน (Vision) ให้ได้ ก็นําเรียนเป็นข้อสังเกต และยินดีสนับสนุน ด้วยความเคารพครับ กราบขอบพระคุณครับ