รวีวรรณ ภูริเดช หารือเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการนำกระบวนการประเมินผลสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) มาใช้ในการวางแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเสนอให้จัดทำแนวทาง SEA กำหนดหน่วยงานหลัก และผลักดันให้ใช้ SEA อย่างเป็นระบบในนโยบายสำคัญทั้ง 7 ด้าน โดยเฉพาะคมนาคม พลังงาน และการพัฒนาลุ่มน้ำ พร้อมเสนอปรับปรุงกฎหมาย EIA ให้ทันสมัย ครอบคลุมโครงการใหม่ๆ เช่น ถนนเลียบแม่น้ำและห้างขนาดใหญ่ แบ่งประเภทที่ปรึกษาตามความเชี่ยวชาญ เพิ่มประสิทธิภาพการพิจารณาด้วยกลไกวันสต๊อปเซอร์วิสระดับจังหวัด และผลักดันกฎหมายลูกเพื่อกำหนดขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างโปร่งใส พร้อมเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับพื้นที่ มีการจัดสรรงบประมาณและบุคลากรเพียงพอ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีระบบและต่อเนื่อง รวมถึงปรับโครงสร้างหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยมากขึ้น
ขอบคุณท่านคุรุจิตนะคะ ขอบคุณ ท่านกษิต และขอบคุณท่านประธานนะคะ ในเรื่องของการประเมินระดับเอสอีเอ (SEA) ที่จะนํามาเป็นเครื่องมือใหม่เพื่อเสริมในเรื่องของการวิเคราะห์ผลกระทบรายโครงการ หรือที่เรียกว่าเอสอีเอ (SEA) นี้ก็เป็นข้อเสนอต้นน้ําที่กราบเรียนนะคะ เราไม่ใช่ว่าจะทํา เอสอีเอ (SEA) ของประเทศ แต่เราจะกําหนดประเภทตามที่ในสไลด์ (Slide) ที่กําหนดว่า เอสอีเอ (SEA) มีความสําคัญต่อการวางแผนการพัฒนาที่มีเป้าหมายที่จะมุ่งเน้นสู่การพัฒนา ที่ยั่งยืน โดยเอสอีเอ (SEA) เป็นการใช้กรอบแนวคิด กระบวนการวิเคราะห์ การประเมิน ศักยภาพ และขีดความสามารถในการรองรับทางด้านสิ่งแวดล้อม หรือแคร์รีอิงคาพาซิตี (Carrying Capacity) ตั้งแต่การพัฒนานโยบาย แผน แผนงาน โครงการขนาดใหญ่ ในสาขาต่าง ๆ ที่เฉพาะในพื้นที่ โดยบูรณาการมิติทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และเปรียบเทียบทางเลือกในการตัดสินใจ เพื่อให้การตัดสินใจนั้นมีคุณภาพ รอบคอบ โปร่งใส และมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เอสอีเอ (SEA) จะเป็นการดําเนินงานก่อนถึงขั้นตอน การพัฒนาที่จะช่วยชี้ว่านโยบายนั้น ๆ เหมาะสมกับพื้นที่และเป้าหมายการพัฒนายั่งยืน หรือไม่ อย่างไร รวมทั้งจะช่วยเสริมบ่งชี้ประเด็นที่ต้องให้ความสําคัญในการพัฒนาโครงการ ในการประเมินผลกระทบอีไอเอ (EIA) ระดับโครงการ ดังที่กราบเรียนนะคะ
ทีนี้ในขั้นตอนข้อเสนอของเอสอีเอ (SEA) สปท. มีข้อเสนอดังนี้ ๑. ให้มีการพัฒนาแนวทางการจัดทําเอสอีเอ (SEA) ๒. สร้างกลไกและกําหนดหน่วยงาน รับผิดชอบหลัก ๓. สร้างความรู้ ความเข้าใจ การประชาสัมพันธ์ในการจัดทําเอสอีเอ (SEA) ของประเทศในหมวดต่าง ๆ ๗ ประเภทดังนี้ ในระยะแรก ๑. ในการวางแผนด้านคมนาคม ๒. ในการวางมาสเตอร์แพลน (Master Plan) ทางด้านการพัฒนาพลังงาน โดยเฉพาะ ในปีกของไฟฟ้าและปิโตรเลียม ๓. การวางแผนพัฒนาลุ่มน้ํา เช่นการสร้างเขื่อน ๔-๕ เขื่อน ที่เป็นเน็ตเวิร์ก (Network) เหล่านี้ในลุ่มน้ําหนึ่ง ๆ แล้วก็ควรจะมีการทําเอสอีเอ (SEA) เสียก่อน อันนี้เป็นเรื่องสําคัญ
ถัดไปคือการพัฒนาพื้นที่พิเศษ การวางผังเมืองในระดับผังประเทศ ผังภาค และผังจังหวัด การวางแผนพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นต้น โดยเริ่มแรก ดังที่กราบเรียนก็จะเน้นที่โครงการพัฒนาของรัฐเป็นหลัก ในการขอให้มีการนําเครื่องมือ ในการวางแผนภาพรวมไปใช้เสียก่อนในการกําหนดพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่
ถัดไปให้มีการพัฒนาฐานข้อมูลทางด้านเอสอีเอ (SEA) ออกระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าให้มีการจัดทําเอสอีเอ (SEA) ในหมวด ๗ ประเภทนี้เพื่อให้มีการเริ่ม ดําเนินงาน และผลักดันให้เจ้าของนโยบาย แผน และแผนงานเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ในการจัดทํา แล้วก็พิจารณาเอสอีเอ (SEA) ให้เป็นแนวทางที่กําหนด อันนี้ก็จะเป็นการสรุป ในหมวดของข้อเสนอทั้งเรื่องของเอสอีเอ (SEA)
ถัดไปจะเป็นข้อเสนอในการปรับปรุงเรื่องของอีไอเอ (EIA) ตามที่ได้เสนอ อันที่ ๑ ให้มีการปรับปรุง ยกเลิก หรือเพิ่มเติมประเภทและขนาดของโครงการให้มี ความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน อันที่ ๒ ผลักดันให้มีการใช้โค้ด (Code) แทนการจัดทํา รายงานอีไอเอ (EIA) เพราะว่ากิจกรรมบางประเภทเราก็ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องสั่งให้มี การทําอีไอเอ (EIA) แล้ว เช่นในการทําเรื่องของการสํารวจไซส์มิก (Seismic) ในเรื่องของ การสํารวจขุดเจาะ แต่เดิมกําหนดให้มีการทําอีไอเอ (EIA) ก็ใช้เวลานาน แต่ว่าพอสํารวจ ใต้ดินด้วยคลื่นไฟฟ้าไซส์มิก (Seismic) ที่จะทําหลุมเจาะนี่ จริง ๆ แล้วเขาดําเนินการ เพียง ๗ วันก็เสร็จ ไม่จําเป็นจะต้องทําอีไอเอ (EIA) เพียงแต่ว่าเรามีโค้ด ออฟ คอนดักต์ (Code of Conduct) โค้ด ออฟ แพร็กทิซ (Code of Practice) ในที่นี้ เราก็ปรับออกจาก ประเภทของโครงการที่จะต้องทําอีไอเอ (EIA) เพื่อลดระยะเวลา แล้วให้มาตรฐาน การดําเนินงานนี้ไปยังหน่วยงานที่ดําเนินการไว้เลย ก็อาจจะมีหลายโครงการที่อาจจะ ไม่จําเป็นจะต้องทําอีไอเอ (EIA) แล้ว ให้ใช้โค้ด ออฟ แพร็กทิซ (Code of Practice) ไปแทนได้ ก็ต้องมาพิจารณากันนะคะ เช่นในเรื่องของการวางท่อแก๊สในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีการวางกันตลอดเวลา มีโรงงานใหม่เราก็ต้องมีการส่งแก๊สไปเข้าโรงงานนั้น ๆ ก็ยังอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเป็นต้น ก็จะมีการเพิ่มแรงดันส่งปรับหัวต่ออะไรตลอดเวลา แต่เดิมต้องทําอีไอเอ (EIA) อันนี้เราก็จะปลดออก เป็นว่าทําเป็นโค้ด (Code) เช่นเดียวกัน เพื่อให้สะดวกแก่รัน (Run) ระบบของนิคมอุตสาหกรรม เฉพาะนิคมอุตสาหกรรมนะคะ แต่นอกนิคมอุตสาหกรรมยังต้องทํารายงานของอีไอเอ (EIA) อยู่ในเรื่องของการขนส่งแก๊ส
ถัดไปในเรื่องของอีไอเอ (EIA) ก็ปรับปรุงระบบ นอกจากแก้ไขประกาศ ให้ทันสมัย บางหัวข้อก็อาจจะต้องเพิ่มเหมือนกันนะคะ เพิ่มกิจการที่จะต้องทํา เช่นโครงการ ที่ตอนนี้อยู่ในความสนใจของสื่อเช่นถนนเลียบแม่น้ํา อีไอเอ (EIA) เรากําหนดเฉพาะ ทางหลวงที่จะต้องมีการทําอีไอเอ (EIA) แต่ถนนเลียบแม่น้ําทางคนเดินนี่ไม่ได้กําหนดให้ทํา อีไอเอ (EIA) หลายคนก็มีข้อสงสัยกังวลว่า เอ๊ะ โครงการเลียบแม่น้ําเจ้าพระยาทําไม ไม่ต้องทําอีไอเอ (EIA) ดิฉันก็กราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วกฎหมายไม่ได้กําหนด แต่ก็ได้มี การดําเนินงานโดยความสมัครใจในเรื่องนี้นะคะ ในเรื่องของห้างสรรพสินค้าเหล่านี้เป็นต้น เราควบคุมแต่อาคาร เรื่องของโรงแรม แต่ว่าไม่มีอีไอเอ (EIA) ที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ จะต้องทํา เพราะว่าเขาไม่ได้อยู่ในประเภทที่จะต้องกําหนด แต่หลายคนก็บอกว่า เอ๊ะ ห้างสรรพสินค้านี่ใหญ่มากสมควรที่อยู่ในขนาดประเภทที่จะต้องทําอีไอเอ (EIA) เสียด้วยซ้ํา มากกว่าอาคารขนาดเล็กซึ่งอาจจะปลดออก เป็นอาคารขนาดเล็กต่ํากว่า ๒๓ เมตรเราให้ทํา โค้ด ออฟ แพร็กทิซ (Code of Practice) ก็ได้ เนื่องจากมีการทําอีไอเอ (EIA) กัน มานานแล้ว แล้วก็มาตรการค่อนข้างชัดเจนในเรื่องของการจัดการขยะ การจัดการน้ําเสีย เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นโดยสรุปก็อาจจะมีการเพิ่มเติมประเภท ขนาด แล้วก็ ๖ ประเภท โครงการที่ต้องทํารายงานอีไอเอ (EIA) เข้ามาเพิ่มเติมเช่นเดียวกันนะคะ
ปรับปรุงแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ชัดเจน ปรับปรุงคุณภาพ ของรายงานว่าตัวรายงานมีความสําคัญ เพราะเราพิจารณากําหนดมาตรการตามคุณภาพ ของรายงาน ซึ่งปัจจุบันนี้รายงานจัดทําโดยเทิร์ดปาร์ตี้ (Third Party) โดยที่ปรึกษา ที่โครงการจ้างเขาก็จะต้องมีไลเซนส์ (License) ที่มีสิทธิทํารายงานอีไอเอ (EIA) เขาเป็นผู้มีสิทธิจัดทําอีไอเอ (EIA) ก็ส่งมายังสํานักงานเพื่อพิจารณา ในการจัดทําใบอนุญาต ผู้มีสิทธิจัดทํารายงานอีไอเอ (EIA) ปัจจุบันนี้ใบอนุญาตใบเดียวที่ปรึกษาทําได้ทุกโครงการ แต่ความถนัดของที่ปรึกษาในแต่ละโครงการมีไม่เท่ากัน บางที่ปรึกษาทําเฉพาะอาคารเก่ง แต่มาจับโครงการด้านปิโตรเคมีหรือทําโครงการด้านอุตสาหกรรมทําไม่ได้ ทําไม่รอบคอบ เหล่านี้ก็ทําให้เสียเวลา แต่ว่าเจ้าของโครงการเขาไม่ทราบเขาก็หยิบในตะกร้าจากคอนซัลต์ (Consult) ที่มีสิทธิจัดทํารายงานอีไอเอ (EIA) เท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงมีข้อเสนอว่า ควรแบ่งตะกร้าย่อยการจดทะเบียนผู้มีสิทธิจัดทํารายงานอีไอเอ (EIA) ของที่ปรึกษา ให้แบ่งหมวดไปเลยว่าที่ปรึกษากลุ่มนี้ถ้าจดทะเบียนขึ้นด้านนี้ก็ทําได้เฉพาะงานวิเคราะห์ ด้านอาคาร ถ้าที่ปรึกษาที่จดทะเบียนทางด้านอุตสาหกรรมมีสิทธิที่จะทําอีไอเอ (EIA) โครงการด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเหล่านี้ได้ด้วย ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถ หยิบเลือกตัวเลือกได้ชัดเจนมากขึ้น ก็คือเขามีความชํานาญในเรื่องของการจัดทํารายงาน วิเคราะห์ข้อกฎหมายของหน่วยราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแต่ละประเภทของโครงการ เหล่านั้นแตกต่างกันหมดเลย ข้อกฎหมายทางด้านอาคารเขาจะต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ด้านผังเมืองเป็นอันดับแรกเลยว่า ๑. ต้องไม่ผิดเรื่องผังเมือง พ.ร.บ. อาคารต่าง ๆ หรือถ้าหากทําอีไอเอ (EIA) ด้านอุตสาหกรรมเขาก็ต้องรู้กฎหมายแรงงาน กฎหมาย ทางเรื่องข้อจํากัดของโรงงานต่าง ๆ ว่ามีกฎหมายอะไรบ้าง ก็ต้องขอเสนอให้มีการกําหนด ประเภทใบอนุญาต
ถัดไปนะคะ ให้มีการกระจายภารกิจ อันนี้เป็นเรื่องสําคัญในการพิจารณา ของเรื่องอีไอเอ (EIA) ให้กับหน่วยงานอื่น หน่วยงานระดับภูมิภาคก็คือจังหวัด แล้วก็ท้องถิ่น ดูในโฟลว์ชาร์ต (Flowchart) ปัจจุบันกฎหมายหรือว่าพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษา คุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ กําหนดว่า ให้ผู้ยื่นขออนุญาตอีไอเอ (EIA) ส่งเรื่อง มายังสํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม แล้วก็ปัจจุบันนี้เรามีการกระจายภารกิจอยู่แล้ว คือให้คณะกรรมการผู้ชํานาญการหรือผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาบางโครงการในระดับของ ไออีอี (IEE) คือโครงการขนาดเล็กที่ทําเรื่องของสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น หรือโครงการอีไอเอ (EIA) ที่กําหนดพิเศษเฉพาะพื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โครงการเหล่านี้ จะไม่ได้เข้าที่ส่วนกลางอยู่แล้วนะคะ จะเข้าที่จังหวัดโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ในการพิจารณา แล้วก็เสนอเข้ากับ คชก. หรือคณะกรรมการผู้ชํานาญการในการพิจารณา รายงานอีไอเอ (EIA) ระดับจังหวัด เมื่อคณะกรรมการมีความเห็นอย่างไรท่านก็ต้องแจ้ง กลับมาที่ สผ. หรือว่าสํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม เพื่อแจ้งหน่วยงานอนุญาต และผู้ขอใบอนุญาตต่อไป อันนี้เป็นการกระจายภารกิจจริงแต่ไม่สมบูรณ์ เพราะเสียเวลา ต้องมาเข้าที่สํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม เหมือนไปรษณีย์ส่งไปให้กับหน่วยงาน ระดับจังหวัด เพราะกฎหมายกําหนดอย่างนั้นว่าเวลายื่นให้ยื่นที่สํานักงานนโยบายและแผน สิ่งแวดล้อม เวลาออกให้แจ้งโดยสํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้น ในคราวนี้จะขอปรับกฎหมายเสนอให้มีการกระจายภารกิจแบบเบ็ดเสร็จ เป็นแบบวันสต๊อป (One Stop) ช่วยลดระยะเวลาในการยื่นอีไอเอ (EIA) โดยผู้ยื่นขออนุญาตยื่นตรงที่จังหวัด ได้เลย แล้วก็ใช้คณะกรรมการบอร์ด (Board) ที่จังหวัดพิจารณา เมื่อบอร์ด (Board) ที่จังหวัดพิจารณาเห็นชอบประการใดส่งไปยังหน่วยงานอนุญาตและผู้ยื่นขอใบอนุญาตเลย ก็จะเบ็ดเสร็จในระดับจังหวัด อันนี้ก็ขอย้ําว่าเป็นโครงการบางประเภทเท่านั้นที่เรา กระจายอํานาจให้กับจังหวัดและท้องถิ่นเป็นผู้พิจารณา ปัจจุบันล่าสุดที่มีการกระจายอํานาจ ก็คือโครงการและอาคารต่าง ๆ เราได้กระจายให้กับกรุงเทพมหานครเรียบร้อยแล้ว อันนี้ เรามอบภารกิจให้กับ กทม. ท่านจะเห็นว่าปัจจุบันนี้คอนโดมิเนียมต่าง ๆ ที่ทําใน กทม. ทั้งหมดไม่ว่าจะอาคารสูงและอาคารขนาดเล็กจะเข้าคณะกรรมการที่ กทม. แต่งตั้งทั้งสิ้น เราได้เริ่มดําเนินการมาประมาณ ๒ เดือนแล้ว ก็อยู่ในระหว่างการติดตามประเมินผล เช่นเดียวกัน เพื่อให้มีความคล่องตัวมากขึ้น แล้วก็เป็นไปตามแนวนโยบาย ของรัฐบาล เรื่องของการลดระยะเวลา แล้วก็เรื่องของลดขั้นตอน เรื่องของการทําวัน สต๊อป เซอร์วิส (One Stop Service)
ถัดไปนะคะ ให้มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของการรับฟังความเห็น ของประชาชนสําหรับโครงการรุนแรงให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติ ก็คือมาตรา ๕๘ ตามที่ดิฉันได้เกริ่นนําเอาไว้นะคะ ซึ่งในนี้ก็จะไม่มีองค์กรอิสระ ด้านสิ่งแวดล้อม แต่รัฐธรรมนูญกําหนดให้เข้มว่าหน่วยงานอนุมัติ อนุญาตจะต้องดําเนินการ รับฟังความเห็นก่อนอนุมัติ อนุญาต ดังนั้นไม่ต้องผูกไว้ที่ทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญกําหนดให้ทุกหน่วยงานอนุมัติ อนุญาตไปทํากระบวนการรับฟัง ความคิดเห็นก่อนที่ท่านจะอนุมัติ อนุญาต ในส่วนนี้จะต้องมีการออกระเบียบกฎหมายลูก จากหน่วยงานอนุมัติ อนุญาต ไม่ว่าจะเป็นทางกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม จะต้องกําหนดให้ชัดเจนว่าโครงการรุนแรงตามรัฐธรรมนูญก่อนอนุมัติ อนุญาตต้องมี การรับฟังความเห็น เปิดให้รับฟังความเห็นอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่เฉพาะองค์กรอิสระ อย่างเดียว แต่ต้องมีขั้นตอนต่าง ๆ ที่ให้ประชาชนเข้ามาดําเนินการ ทีนี้หน่วยงานอนุมัติ อนุญาต รัฐธรรมนูญไม่ได้กําหนดว่าต้องมีการรับฟังความเห็นภายในกี่วันหรืออะไรก็ตาม แต่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับภาคเอกชนหรือผู้ยื่นโครงการ หน่วยงานอนุญาต ควรออกกฎหมายลูกเพื่อมารับกับรัฐธรรมนูญ โดยกําหนดระยะเวลาและขั้นตอนให้ชัดเจนว่า ท่านจะพิจารณาโครงการของเขาภายในกี่วัน ภายใน ๙๐ วันหรือภายใน ๖๐ วันแล้วแต่ จะต้องมีการรับฟัง เผยแพร่ผ่านสื่อใดบ้าง ต้องมีการยื่นเอกสารให้ประชาชน กลุ่มเป้าหมาย ให้ความเห็นกี่วัน เหล่านี้เป็นต้นก็จะเป็นตัวลูกย่อย ซึ่งแต่ละประเภทโครงการ หรือหน่วยงานอนุญาตก็จะมีข้อจํากัดและวิธีการที่แตกต่างกันได้นะคะ
ถัดไปนะคะ ในเรื่องของการติดตามประเมินผล ดิฉันขอกราบเรียนอย่างนี้ว่า ปัจจุบันกฎหมายให้อํานาจของ พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมในเรื่องของบทลงโทษไว้น้อยมาก เพราะว่าตามชื่อเราเป็น พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม บทลงโทษอ่อนนะคะ ก็คือหากเรามีการอนุมัติมาตรการอีไอเอ (EIA) ไปแล้ว ส่งไปเป็นเงื่อนไขประกอบการอนุมัติ อนุญาต และไม่มีการดําเนินการตามมาตรการที่กําหนด และมีการตรวจมอนิเตอร์ (Monitor) เราก็มีหน้าที่แจ้งหน่วยงานอนุญาตพิจารณาดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ ของหน่วยงานอนุญาตเท่านั้น ไม่มีอํานาจตาม พ.ร.บ. ที่จะไปสั่งปิดกิจการว่าท่านทําผิดนะ ยึดใบอนุญาต ถอนใบอนุญาตดําเนินการ ไม่ได้นะคะ อันนี้เป็นอํานาจเต็มของหน่วยงาน อนุมัติ อนุญาต เหล่านี้เป็นต้น
ทีนี้ข้อเสนอที่เสริมนอกจากบทลงโทษแล้ว ก็คือผลักดันการแต่งตั้ง คณะกรรมการติดตามเฝ้าระวังประเมินผลระดับพื้นที่ โดยขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน รวมทั้งสร้างเครือข่ายภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบ มาตรการต่าง ๆ ที่กําหนด ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ อันนี้หลายท่านก็มองว่า ประชาชนยังมีความรู้ ความเข้าใจทางด้านสิ่งแวดล้อมค่อนข้างน้อย แล้วก็มีการเสนอให้เน้น เรื่องของเอนไวรอนเมนทัลลิเทอเรซี (Environmental Literacy) ในการประชุม ในวิป (Whip) ต่าง ๆ ก็บอกว่าให้เน้นเรื่องการสื่อสาร สร้างความเข้าใจองค์ความรู้ ทางด้านสิ่งแวดล้อมให้กับประชาชนด้วย อันนี้ก็จะต้องมีการทําคู่มือในการติดตามตรวจสอบ สําหรับให้ประชาชนสามารถเข้าใจได้ง่ายว่าต้องติดตามตรวจสอบอะไรที่จะเป็นหูเป็นตา เพิ่มเติมจากหน่วยงานภาครัฐ เพราะฉะนั้นการมีคณะกรรมการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบ ในระดับพื้นที่ก็มีความสําคัญนะคะ คิดว่าเป็นเรื่องจําเป็นแล้วที่จะต้องมี เพื่อให้เกิดเครือข่าย ภาคประชาชนในการร่วมดําเนินงานในเรื่องของมอนิเตอร์ (Monitor) โครงการต่าง ๆ การที่ให้ประชาชนทราบว่ามาตรการที่กําหนดมีอะไรบ้างเป็นเรื่องสําคัญ เช่นเรามี การกําหนดเรื่องน้ําเสียว่าอย่างไร มาตรฐานการปล่อยอากาศเป็นอย่างไร เหล่านี้เป็นต้น ดังนั้นก็เสนอว่าควรมีกลไกเพิ่มขึ้นมาอีก ๑ ชุดตามกฎหมายคณะกรรมการติดตามเฝ้าระวัง ผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับพื้นที่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน แล้วก็ผลักดัน คือมีองค์กรกลไกอย่างเดียวไม่พอเพราะไม่มีเงิน เพระว่าการลงพื้นที่ การตรวจเลือด การเฝ้าระวังโลหะหนักในปลา ในอาหาร ในพื้นที่ ในแหล่งน้ําล้วนใช้เงินทั้งสิ้น ก็ต้องมี การผลักดันให้จัดสรรงบประมาณและบุคลากรในการดําเนินงานติดตามตรวจสอบ ให้เป็นระบบด้วย ไม่ใช่เรามีแต่ชุดติดตามเฝ้าระวัง แต่พอจะทํางานสาธารณสุขก็ไม่มี งบพิเศษสําหรับที่จะลงพื้นที่นั้น จะตรวจเลือดประจําปีหรือทุก ๖ เดือนก็ทําไม่ได้ เพราะว่างบประมาณติดขัดไปหมด ดังนั้นจึงขอ ๒ เรื่อง ๑. ให้มีกลไกระดับพื้นที่ ๒. ให้มีการจัดสรรงบประมาณ แล้วก็ตรวจติดตามตามประเภทของโครงการที่อยู่ในพื้นที่นั้น บางโครงการอาจจะต้องมีการตรวจปอดก็ต้องมีการจัดสรรเครื่องมือลงไป โครงการ บางประเภทก็ต้องมีการตรวจเลือดเป็นประจําว่าเขาได้สารพิษหรือไม่ อย่างไร ก็จะแตกต่างกันไปของแต่ละพื้นที่ มันไม่ใช่สิ่งที่ต้องมีเหมือนกันหมดทุกพื้นที่ ก็ขอกราบเรียน
ข้อเสนอสุดท้ายเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน จริง ๆ ดิฉันได้พูดเน้นย้ํา ในเรื่องนี้ไว้ตลอดเวลาว่าให้มีการดําเนินการโดยให้ความรู้ สร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ในการมีส่วนร่วมในการพิจารณา แล้วก็ตรวจติดตามมาตรการที่กําหนดให้เขาเข้าใจ เพราะว่าหลายคนอยากเข้ามาทําแต่ไม่เข้าใจว่าจะต้องตรวจติดตามอะไร อันนี้เป็น เรื่องสําคัญ
ถัดไปนะคะ ในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอน อันนี้ชัดเจนอยู่แล้ว ตั้งแต่ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร หรือ พ.ร.บ. ที่กําหนดว่าในเรื่องของอีไอเอ (EIA) เป็นเอกสารที่ ต้องเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ แต่ดิฉันขอกราบเรียนว่าเป็นเทคนิคค่อนข้างมากที่ ประชาชนยากที่จะมาอ่านอีไอเอ (EIA) แล้วจะเข้าใจกระบวนการผลิต แล้วก็สารพิษต่าง ๆ นี่ คืออะไร แล้วสารหนู หรือว่าปรอท หรือว่าโลหะหนักแต่ละชนิด ตะกั่ว เมื่อเขาได้บริโภค หรือรับเข้าสู่ร่างกายแล้วเขาจะมีอาการอย่างไร เขาจะมีผลกระทบอย่างไร อันนี้เป็น เรื่องยากมาก เพราะฉะนั้นก็ขอกลับไปที่ประเด็นว่าจะต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้กับประชาชนในเรื่องนี้โดยมีงบประมาณ มีบุคลากรที่มาทําเรื่องนั้น ๆ ในพื้นที่นั้น ๆ แตกต่างกันไป ไม่ใช่ทําวัน ไซซ์ ฟิตส์ ออล (One size fits all) ว่าให้ความรู้เรื่องนี้ ก็ให้ทั่วประเทศเหมือนกันหมด ไม่ใช่นะคะ ขึ้นอยู่กับจังหวัดต่าง ๆ ที่จะกําหนดของท่านเอง
สุดท้าย ปัจจัยที่ต้องสนับสนุนในเรื่องของการจัดโครงสร้างองค์กร ก็เสนอเช่นเดียวกันว่า ให้มีการปรับปรุงโครงสร้างและยกระดับหน่วยงานที่มีหน้าที่ ประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้มีความทันสมัย ให้มีเบ็ดเสร็จ ยกตัวอย่างองค์กรที่เราดูในต่างประเทศก็คืออีพีเอ (EPA) เอนไวรอนเมนทัล โพรเทกชัน เอเจนซี (Environmental Protection Agency) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เป็นองค์การ ที่มีประสิทธิภาพมากในการกําหนดในเรื่องนี้ ก็ขอให้มีการศึกษา เรายังไม่ได้ขอให้มี การยุบเลิกหน่วยงานใด ขอให้มีการกําหนดแล้วก็ศึกษาในการปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงาน ทางด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้เป็นระบบ
ถัดไปมีการเพิ่มศักยภาพบุคลากร พัฒนาฐานข้อมูล อันนี้ในส่วนของ คชก. มีท่านที่เข้าร่วมแล้วก็เสนอว่าค่าตอบแทนของคณะกรรมการผู้ชํานาญการในการพิจารณา อีไอเอ (EIA) ต่ํามาก ดิฉันกราบเรียนว่าก็เป็นไปตามกรอบของกระทรวงการคลังกําหนด ก็คือ ๑,๐๐๐ กว่าบาทในการประชุมแต่ละครั้ง เพราะฉะนั้นปัจจุบันนี้ค่าธรรมเนียม ในการพิจารณารายงานเราไม่มีการเรียกเก็บเลย หลายประเทศมีการเก็บ อย่างเช่น ๕๐,๐๐๐ บาท หรืออะไรแบบนี้เป็นต้น เพื่อมาพัฒนาระบบของการวิเคราะห์ แต่คณะกรรมการผู้ชํานาญการหรือผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการผู้ชํานาญการ ท่านรับผิดชอบเต็ม จริง ๆ ดิฉันขอกราบเรียนว่าท่านล้วนเป็นผู้มีความเสียสละทั้งสิ้น ๑. ท่านต้องดูให้ดี ๒. ท่านดูไม่ดีท่านถูกฟ้อง เพราะมติของ คชก. เป็นคําสั่งทางปกครอง เป็นเอกเทศจากสํานักงาน มีมติขององค์คณะของบอร์ด หากโครงการนี้เราตัดสินว่าอีไอเอ (EIA) ให้ความเห็นชอบ เอ็นจีโอ (NGOs) ไม่พอใจไปฟ้อง เขาฟ้องใคร ฟ้องตัวมติคือคําสั่ง ทางปกครอง ฟ้องกรรมการ กรรมการต้องไปชี้แจง ผู้ทรงคุณวุฒิไปชี้แจง ทีนี้ดิฉันคิดว่า ท่านเสียสละมาดูอีไอเอ (EIA) ให้ ครั้งหนึ่งโดยเฉลี่ยการประชุมแต่ละครั้งมีประมาณ ๕ ฉบับ แต่ถ้าเป็นอาคารสมัยก่อนการประชุมครั้งหนึ่งมากกว่า ๕ ฉบับ เพราะว่าประชุมกัน ตั้งแต่บ่ายถึง ๒ ทุ่ม อาทิตย์ละ ๒ ครั้งเพื่อให้ทันรอบเวลาของอีไอเอ (EIA) ตามกฎหมาย ที่กําหนดใช่ไหมคะ ดิฉันเล่าให้ฟังแล้ว มันต้องดูให้เสร็จภายใน ๔๕ วัน ต้องดูให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน แล้วโครงการมันเยอะมากประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าโครงการต่อปี ก็แปลว่ารันนิง (Running) เหมือนหนูถีบจักรตลอดเวลา เพราะฉะนั้นในเรื่องของค่าตอบแทน ท่านไม่เคยเรียกร้อง แต่เราหลายคนมองว่าเพื่อให้นําเงินมาพัฒนาระบบด้วยก็ควรจะต้องดู ในเรื่องนี้ให้มีความเหมาะสม อาจจะไม่ต้องมาก แต่ว่าให้มีความเหมาะสมมากขึ้น แล้วก็ ประสานกับสถาบันการศึกษาเพื่อกําหนดหลักสูตรในเรื่องของอีไอเอ (EIA)
ในส่วนของหน่วยงานรับผิดชอบ ก็จะเห็นว่าหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ก็ต้องเป็นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ที่จะต้องร่วมดําเนินการก็คือกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงอื่น ๆ กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม สํานักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แล้วก็คณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ล้วนเป็นองค์คณะที่เกี่ยวข้องกับฟันเฟืองของการขับเคลื่อนในเรื่องของ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยทั้งสิ้น ดิฉันก็ขอกราบเรียนต่อที่ประชุม ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม เรื่อง การปฏิรูปด้านระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ของประเทศไทยต่อที่ประชุมเพื่อโปรดพิจารณาค่ะ