รวีวรรณ ภูริเดช ชี้แจงถึงความกังวลเกี่ยวกับระยะเวลาและกระบวนการพิจารณา EIA และ EHIA โดยย้ำว่ามีหลักเกณฑ์ชัดเจนในการกำหนดโครงการที่ต้องจัดทำ ไม่ใช่การใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดของกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ขาดบทลงโทษเมื่อไม่ปฏิบัติตามมาตรการ และไม่ครอบคลุมความเสี่ยงจากภัยพิบัติรุนแรงและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จึงเสนอให้มีการนำเครื่องมือการประเมินเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) มาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนโครงการสำคัญของรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่มาบตาพุด เพื่อให้การพัฒนาคำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน และเร่งปรับปรุงระบบ EIA ให้มีประสิทธิภาพและทันสมัย เพื่อสอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศในอาเซียน
ดิฉันก็กังวลเรื่องเวลานะคะ ถ้าท่านประธานอนุญาตก็จะขอช้าลงนิดหนึ่งค่ะ ขอบคุณค่ะท่านกษิต ก็จะเป็นวิวัฒนาการ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ ถึงปัจจุบันนะคะ สรุปเราก็มีโครงการประเภทต่าง ๆ ที่กฎหมายประกาศ กําหนด อันนี้เป็นเรื่องสําคัญนะคะ เพราะว่าประชาชนยังเข้าใจว่าเราจะทําอีไอเอ (EIA) เฉพาะบางโครงการ หรือว่าเราเลือกดุลยพินิจที่จะทําบ้าง ไม่ทําบ้าง บางโครงการ เขาไม่ได้เข้าข่ายที่จะต้องทําอีไอเอ (EIA) ประชาชนก็บอกทําไมไม่ทํา ดิฉันกําลังจะบอกว่า กฎหมายประกาศกําหนดชัดเจนว่าโครงการใดต้องทําอีไอเอ (EIA) โครงการใดต้องทํา อีเอชไอเอ (EHIA) จะเห็นว่าปัจจุบันก็มีการร้องต่อศาลว่า โครงการนี้เขาได้รับผลกระทบรุนแรงควรจะเป็น โครงการที่ต้องทําอีเอชไอเอ (EHIA) แต่ว่าศาลก็ต้องว่าไปตามที่เรามีการประกาศกําหนด เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าอยากจะทําโครงการอะไรหรือว่าโครงการนั้นทําไมรัฐบาลไม่สั่งให้ทํา อีไอเอ (EIA) หรืออีเอชไอเอ (EHIA) เป็นต้น อันนี้ก็ขอกราบเรียนว่ามีกฎหมายประกาศ กําหนดชัดเจนนะคะ
ถัดไปเป็นสไลด์ (Slide) เรื่องกรอบเวลา จะเห็นว่าในการพิจารณาอีไอเอ (EIA) หรือว่ารายโครงการอีเอชไอเอ (EHIA) กฎหมายที่เรียกว่าพระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ มีการกําหนดเวลาชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการ หรือผู้ยื่นโครงการสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะมีการนําส่งเข้าสู่การพิจารณาโดยคณะกรรมการ ผู้ชํานาญการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายในกี่วัน กฎหมายยังกําหนดไว้ด้วยว่า หากเราดูไม่ทันถือว่าโครงการเห็นชอบ ผ่านโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นการทํางาน เรื่องของอีไอเอ (EIA) เราต้องมีการแทร็กกิงเรกคอร์ด (Tracking record) ตลอดเวลา ของทุกโครงการที่ส่งมายังสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็คือว่าเมื่อท่านส่งจะมีการลงทะเบียนรีจิสเตอร์ (Register) ในระบบออนไลน์ (Online) แล้วก็ภายใน ๑๕ วันเจ้าหน้าที่ต้องแจ้งว่าส่งมาตามรูปแบบที่กําหนดหรือไม่ ถัดไป ในอีก ๑๕ วันก็จะต้องเสนอต่อคณะกรรมการผู้ชํานาญการให้ทัน คณะกรรมการ ผู้ชํานาญการก็จะรีรอไม่ได้ ท่านก็ต้องพิจารณาภายในกรอบ ๔๕ วันให้ทันเวลา แล้วก็ปัจจุบันการพิจารณาของ คชก. หรือคณะกรรมการผู้ชํานาญการใน ๔๕ วัน ท่านเอื้อให้กับเจ้าของโครงการมาก ๆ เลยนะคะ ก็คือภายในกรอบ ๔๕ วันท่านอนุญาต ให้เข้า ๒ รอบ ก็คือโครงการเข้าไปรอบแรกแล้วติดขัด ข้อมูลไม่ครบ ยังไม่ได้ลงมติ ในกรอบ ๔๕ วันโครงการหนึ่ง ๆ จะนําเข้าสู่ที่ประชุมประมาณ ๒ ครั้ง ซึ่งก็จะเห็นว่า เป็นภาระที่ค่อนข้างหนักหน่วงสําหรับผู้ทรงคุณวุฒิที่อ่านเปเปอร์ (Paper) ทางด้านอีไอเอ (EIA) ค่อนข้างมาก หากเป็นโครงการอีเอชไอเอ (EHIA) เมื่อ คชก. เห็นชอบแล้วเราจะส่ง ไปให้คณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ที่เรียกว่า กอสส. อันนี้เป็นองค์การอิสระที่มีภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ฉบับที่แล้ว ซึ่งก็จะให้ ความเห็นประกอบ แล้วก็จะนําความเห็นทั้ง ๒ ส่วนนี้เสนอไปยังหน่วยงานอนุมัติ อนุญาต เพื่อพิจารณาจะอนุญาตโครงการหรือไม่ เพราะฉะนั้นสรุปกราบเรียนอีกครั้งหนึ่งว่าอีไอเอ (EIA) ไม่ใช่ใบอนุญาตของการดําเนินโครงการ เป็นการวิเคราะห์ผลกระทบรอบด้าน ทางด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อกําหนดมาตรการ แล้วก็ป้องกันและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เสนอไปให้หน่วยงานอนุมัติ อนุญาตใช้มาตรการเหล่านี้กําหนดเป็นเงื่อนไขประกอบ การอนุมัติ อนุญาต เพราะฉะนั้นเป็นดุลยพินิจของหน่วยงานอนุมัติ อนุญาตเต็มว่าจะให้ ดําเนินโครงการหรือไม่ อย่างไร เช่นหากเป็นการทําเหมืองแร่เราก็จะส่งเงื่อนไขเหล่านี้ไปให้ ทางกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ บอกว่ากรณีที่คุณจะอนุญาตเหมืองนี้ คุณต้องมีมาตรการเหล่านี้เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็ผูกเป็นเงื่อนไข ทางกฎหมายสําหรับหน่วยงานอนุมัติ อนุญาต โรงงานก็เช่นเดียวกันหากท่านจะดําเนินการ ตั้งโรงงานท่านต้องมีเงื่อนไขบังคับให้โรงงานเหล่านั้นทําตามมาตรการป้องกัน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เหมือนกับให้องค์กรที่เป็นบุคคลที่สาม ทางด้านสิ่งแวดล้อมช่วยให้ความเห็นประกอบการอนุมัติ อนุญาต ผูกเป็นเงื่อนไขในกฎหมาย หากเขาไม่ทําตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่กําหนดก็ต้องใช้กฎหมายของหน่วยงานอนุมัติ อนุญาต ในการสั่งปิดหรือลงโทษโครงการนั้น ๆ เพราะฉะนั้นจุดอ่อนของพระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ เขาไม่มีบทลงโทษของตัวเองในกรณีที่ ไม่ปฏิบัติตามมาตรการหรือเงื่อนไขที่กําหนด อันนี้ดิฉันก็อยากจะพอยต์ (Point) ว่า อันนี้ก็เป็นปัญหาหนึ่งว่าอีไอเอ (EIA) ดูค่อนข้างเข้ม ขาดกระบวนการต้นน้ําคือเอสอีเอ (SEA) ขาดกระบวนการปลายน้ําคือเรื่องของบทลงโทษต่าง ๆ กรณีที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการ ที่กําหนด
ทีนี้เราดูสถิติของอีไอเอ (EIA) ที่เสนอมาของประเทศไทยว่ามีกี่โครงการ กันแน่นะคะ ก็จะเห็นว่าตั้งแต่เริ่มมามีประมาณ ๖๐๐ กว่าโครงการ ปัจจุบันนี้ ๒,๒๒๐ กว่าโครงการแล้วต่อปี ภายใต้กรอบระยะเวลาที่เหมือนเดิมตาม พ.ร.บ. คือเราต้องดู ภายในกรอบ ๔๕ วันรอบแรก หากไม่ผ่านส่งกลับไปให้กับผู้ประกอบการเจ้าของโครงการ เป็นแกป (Gap) นะคะ แต่ว่าฝนตกภาคใต้คราวนี้คราบที่ดีไซน์ (Design) คือประมาณ ๕๐ ปี หรือว่าน้ําท่วมใหญ่ คราวที่แล้วเป็นฝน ๑๐๐ ปีเหล่านี้เป็นต้น มันเป็นปริมาณฝนที่เราไม่ได้ออกแบบเอาไว้ เพราะฉะนั้นท่อลอดก็อาจจะไม่พอ เพราะฉะนั้นดิฉันขอกราบเรียนอีกครั้งหนึ่ง สรุปว่าอีไอเอ (EIA) มีข้อจํากัดของมันเพราะว่ากําหนดที่ตั้งมาแล้ว ได้แต่ใส่มาตรการลดผลกระทบให้เต็มที่ เช่นเดียวกันเราไม่ต้องเกี่ยงเลยอย่างเช่นโรงไฟฟ้าเหล่านี้เป็นต้นกําหนดจุดที่ตั้งมาแล้ว ที่ตั้ง ทุกท่านทราบดีที่ไหน อย่างเช่นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กําหนดเอาไว้ปัจจุบันอย่างไรเราก็ต้องดู อีไอเอ (EIA) ของโครงการนั้น เพราะอีไอเอ (EIA) ส่งมาเบสออน (Based on) พื้นที่ตรงนั้น จะสั่งเปลี่ยนไม่ได้ เพราะเขาอยู่ในแผนพัฒนาพลังงานที่เป็นมาสเตอร์แพลน (Master Plan) ใหญ่ ที่รัฐบาลเห็นชอบ เพราะฉะนั้นข้อจํากัดมี ดังนั้นข้อเสนอของ สปท. จึงบอกว่าคราวนี้ เรามีบทเรียนแล้ว ยกตัวอย่างนอกจากเรื่องของถนน เรื่องของแผนพัฒนาพลังงานแล้ว ยังเสนอให้ทําเรื่องของแผนพัฒนาลุ่มน้ํา แผนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ การวางผังเมือง ในระดับประเทศ ผังภาค ผังจังหวัด การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม และเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ต่าง ๆ ตามที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเห็นสมควร โครงการเหล่านี้ สมควรที่จะต้องทําเอสอีเอ (SEA) ตั้งแต่เริ่ม อันที่ ๑ ดิฉันมั่นใจว่าจะทําให้อีไอเอ (EIA) เร็วขึ้น เพราะว่าเราได้ดูผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การวางแผนเลย อันที่ ๒ ลดความขัดแย้งของประชาชนลงในเรื่องนี้ โดยที่ข้อเสนอเสนอให้มีการจัดทําระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีขึ้นเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว แล้วก็จะพัฒนาเป็น พ.ร.บ. ในอนาคต แต่ว่าในช่วงต้นจะเห็นว่าโครงการที่เสนอไม่ว่าจะเป็นด้านคมนาคม พลังงาน พัฒนาลุ่มน้ํา พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ การวางผังเมือง ล้วนเป็นโครงการของรัฐใหญ่ ๆ ทั้งสิ้นนะคะ จึงออกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีขอให้หน่วยราชการเหล่านี้นําเครื่องมือที่เรียกว่าเอสอีเอ (SEA) ไปใช้ประกอบการวางแผนการพัฒนาพื้นที่เสียก่อนก่อนที่จะดําเนินการ ก็จะเป็นเครื่องมือที่ช่วย โดยขอให้หน่วยงานเหล่านั้นนําไปใช้เอง ไม่เหมือนอีไอเอ (EIA) ต้องเข้ามาที่เราแล้วก็พิจารณาตัดสินว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพียงแต่ว่าขอให้เขา นําเครื่องมือเหล่านี้ไปใช้ในการวางแผนตั้งแต่ต้นนะคะ
ถัดไปจะเห็นว่าในกลุ่มประเทศของอาเซียน (ASEAN) หลายประเทศ เขามีความก้าวหน้าในเรื่องเอสอีเอ (SEA) ไปเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเวียดนาม มี พ.ร.บ. ของเรื่องเอสอีเอ (SEA) แล้ว ประเทศลาว แล้วก็ประเทศอินโดนิเซียมีการทํา โดยเฉพาะประเทศเวียดนามเขาทําเอสอีเอ (SEA) ไปกว่า ๑๐๐ โครงการแล้วนะคะ ของประเทศไทยมีการทําโดยสมัครใจ ของมาบตาพุดเนื่องจากมีปัญหาในเรื่องของมลพิษ ในอากาศขึ้นมาเราก็ทําตามทีหลัง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติก็สั่งให้ทําเอสอีเอ (SEA) แต่ก็ยังไม่ใช่ภาพสมบูรณ์ เอสอีเอ (SEA) ของมาบตาพุดจะทําเฉพาะการประเมิน แคร์รีอิงคาพาซิตี (Carrying Capacity) คือศักยภาพในการรองรับมลพิษทางอากาศ ของมาบตาพุด แต่อย่างที่พวกเราทราบดีมาบตาพุดไม่ใช่มีแต่ปัญหาเรื่องอากาศนะคะ มีปัญหาเรื่องแย่งน้ําทุกปีบริเวณโซน (Zone) ของจังหวัดระยองอย่างที่เราทราบ รัฐบาล ก็ต้องจัดลําดับทุกปีว่ามีการแย่งน้ําด้านการเกษตรหรือเปล่า น้ําประปาสําหรับประชาชน หรือเปล่า น้ําสําหรับพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งก็หยุดไม่ได้เขาต้องรัน (Run) ตลอด หยุดก็เสียหาย เพราะฉะนั้นนอกจากแอสเปกต์ (Aspect) ทางด้านมลพิษทางอากาศแล้ว ศักยภาพในการรองรับถ้าเราใช้เครื่องมือของเอสอีเอ (SEA) มาดูอย่างเต็มที่ก็ดูทุกแอสเปกต์ (Aspect) ดูทั้งเรื่องโครงข่ายการจราจร ดูทั้งเรื่องของน้ําต้นทุน เรื่องของทุกสิ่งอย่าง อันนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าขอให้ช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้ด้วย
ถัดไปในเรื่องของปฏิรูประบบของอีไอเอ (EIA) ในภาพรวมก็คงจะต้องมี การปรับปรุงให้มีความทันสมัยและเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วย ก็คือ อันที่ ๑ กําหนดประเภทและขนาด