รวีวรรณ ภูริเดช ชี้แจงข้อเสนอการปฏิรูประบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยเน้นการใช้เครื่องมือ SEA ในการวางแผนระดับนโยบายเพื่อประเมินศักยภาพของพื้นที่และป้องกันปัญหามลพิษสะสม พร้อมเสนอให้ปรับปรุงระบบ EIA และ EHIA อย่างชัดเจนและโปร่งใส ตามเจตนารมณ์ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 58 และมติคณะรัฐมนตรี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
กราบสวัสดีท่านประธาน ท่านรองประธาน แล้วก็ท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรตินะคะ เนื่องจากวันนี้ท่านประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ท่านอาจารย์ หมอพรพันธุ์ท่านติดภารกิจ ท่านจึงมอบหมายดิฉันในฐานะรองประธาน แล้วก็เป็นประธาน อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปสิ่งแวดล้อมมานําเสนอข้อเสนอการปฏิรูปด้านระบบ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในวันนี้นะคะ
ในเรื่องของการปฏิรูปด้านระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ของประเทศไทยถือว่าเป็นประเด็นที่สําคัญอย่างเร่งด่วน ซึ่งที่ผ่านมาสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือว่า สปช. ได้เสนอแนะรูปแบบ แล้วก็แนวทางการปฏิรูประบบการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมของประเทศผ่านทางรายงานวาระปฏิรูปที่ ๒๕ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๘ รับทราบข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติในเรื่องดังกล่าว แล้วก็ประกอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งผ่านประชามติได้ให้ความสําคัญในเรื่องนี้ไว้ด้วย ในมาตรา ๕๘ ได้บัญญัติเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จากการดําเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ดําเนินการ ซึ่งอาจมีผลอย่างรุนแรง เอาไว้ด้วย ดังนั้น เพื่อให้การดําเนินงานเกิดความต่อเนื่อง แล้วก็สอดรับกับเจตนารมณ์ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติในมาตรา ๕๘ ที่บัญญัติไว้ คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมจึงได้จัดทําข้อเสนอ เรื่อง การปฏิรูปด้านระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ฉบับนี้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์สําคัญ ๒ เรื่อง คือ ๑. การส่งเสริมและผลักดันการนําเครื่องมือ การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือที่เรียกว่าเอสอีเอ (SEA) มาใช้กับแผน พัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และ ๒. รวมทั้งการปฏิรูประบบการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในภาพรวม ดิฉันขออนุญาตไปที่สไลด์ (Slide) เลยนะคะ
ในการนําเสนอในเรื่องของการปฏิรูปด้านระบบการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ในวันนี้เราจะพูดภาพรวมทั้งหมดของระบบการประเมิน ผลกระทบที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน จะเห็นว่าในลักษณะของสามเหลี่ยมด้านซ้ายมือ จริง ๆ แล้ว เรามีเครื่องมือที่เรียกว่าสทราทีจิก เอนไวรอนเมนทัล แอสเซสเมนต์ (Strategic Environmental Assessment) หรือว่าเอสอีเอ (SEA) เป็นกรอบใหญ่ แต่ว่าประเทศไทย ยังไม่ได้มีกฎหมายหรือมีการนําเครื่องมือที่เรียกว่าเอสอีเอ (SEA) ตัวนี้มาใช้ แต่หลายประเทศได้ดําเนินการแล้ว เอสอีเอ (SEA) ก็จะเป็นเครื่องมือหลัก ๆ ดิฉันสรุปว่า เขาจะดูภาพรวมของการพัฒนาพื้นที่ ดูศักยภาพของพื้นที่ในการที่จะรองรับมลพิษจาก โครงการพัฒนาต่าง ๆ ในภาพรวม นั่นก็คือดูแคร์รีอิงคาพาซิตี (Carrying Capacity) ของพื้นที่นั่นเองว่าสามารถจะรองรับเรื่องของการพัฒนาได้เท่าไร เช่น ดูทั้งเรื่องของมลพิษ ทางอากาศ – ดูทั้งเรื่องน้ําต้นทุนว่ามีเพียงพอหรือไม่ อย่างไร ก็จะมีเครื่องมือตรงนี้ที่ใช้ในระดับนโยบาย ที่เรียกว่าเอสอีเอ (SEA) อันที่ ๒ ต่อมาเมื่อเรามีกําหนดมาสเตอร์แพลน (Master Plan) ในเชิงนโยบายแล้ว เครื่องมือตัวถัดไปเมื่อเราตัดสินใจว่าจะนําโครงการไปลง พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งก็ต้องมีการวิเคราะห์ผลกระทบจากโครงการ ปัจจุบันประเทศไทย ก็ใช้เครื่องมืออยู่ ๓ ส่วน ก็คือ เรื่องของโครงการรุนแรง ที่เรียกว่าอีเอชไอเอ (EHIA) ก็จะดู โครงการบางประเภทที่ได้มีการประกาศกําหนด อันที่ ๒ เครื่องมือที่เรียกว่าอีไอเอ (EIA) ทุกท่านก็คงได้ยินแล้วก็ได้ฟังมาพอสมควร อันที่ ๓ เครื่องมือในการประเมินผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม โครงการเล็ก ๆ ในการประเมินผลกระทบเบื้องต้น ที่เรียกว่าไออีอี (IEE) ทั้ง ๓ ระดับล่างนี้ ดิฉันกราบเรียนอีกครั้งว่าเป็นการวิเคราะห์ในระดับโครงการ ดูผลกระทบ ของโครงการนั้น ๆ แล้วก็จะมีเครื่องมือหรือว่ามาตรการป้องกันหรือลดผลกระทบเข้าไป แต่ปัจจุบันนี้ระดับเอสอีเอ (SEA) คือระดับนโยบายซึ่งเป็นการวางแผนที่จะดูในเรื่องของ สิ่งแวดล้อมในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เราต้องใช้เครื่องมือที่เรียกว่าเอสอีเอ (SEA) เข้ามาจับก่อน เพื่อลดปัญหาข้อขัดแย้ง แล้วก็ดูให้เกิดความมั่นใจว่าพื้นที่นี้เหมาะสม หรือไม่ มีศักยภาพในการรองรับได้เท่าไร ยกตัวอย่างเช่นในพื้นที่หนึ่งมีโรงงานจะเข้าไป ๑๐ โรง หรือ ๒๐ โรง ๓๐ โรง กฎหมายก็ไม่ได้ห้าม สมมุติเป็นโซน (Zone) สีม่วงนะคะ แต่ว่ามลพิษทางอากาศรับได้แค่นี้ ปัจจุบันถ้าเรามีแต่เครื่องมือที่เรียกว่าอีเอชไอเอ (EHIA) หรือว่าอีไอเอ (EIA) ระดับโครงการเราก็ได้แต่ดูมลพิษระดับโครงการ ถ้าโครงการ ปล่อยไม่เกินมาตรฐานที่กฎหมายกําหนดโรงงานก็ตั้งได้ แต่ว่าโรงงาน ๑๐ โรงปล่อยมลพิษ รวมกันอาจจะเกินศักยภาพการรองรับของพื้นที่ก็ได้ แต่เราไม่มีเครื่องมือ เราไม่มีกฎหมาย ที่จะมาจับตรงนี้ ดังนั้นในเปเปอร์ (Paper) นี้ดิฉันก็เลยอยากจะเน้นทั้งการพัฒนา ในเรื่องของการดูตั้งแต่ต้นน้ําเลย ตั้งแต่การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้รอบคอบ
ลําดับความสําคัญพัฒนาการของอีไอเอ (EIA) ของประเทศไทย จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ เรามีการทําที่เรียกว่าอีไอเอ (EIA) ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ แล้ว ตั้งแต่พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๑๘ ก็คือนานมาก คือเราทําเรื่องเอสอีเอ (SEA) มานานมาก เกือบ ๔๐ ปีแล้ว เกินด้วยซ้ํานะคะ ในขณะนั้นก็มีการประกาศขนาดและประเภทที่ต้องทําอีไอเอ (EIA) ๑๐ ประเภท เพื่อให้ประชาชนเกิดความชัดเจน ผู้ประกอบการเกิดความชัดเจน ต้องมีการประกาศ กําหนดว่าโครงการอะไร กิจการอะไรที่จะต้องทําอีไอเอ (EIA) ไม่ใช่ว่าเป็นดุลยพินิจ หรือว่าอะไรก็ต้องทําไปหมด ถัดมาก็มีการจดทะเบียนนิติบุคคลผู้มีสิทธิการจัดทํารายงาน อีไอเอ (EIA) เพราะเราต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการจัดทํารายงานในการวิเคราะห์ แล้วก็มานําเสนอ ถัดมาในปี ๒๕๓๕ ถือว่าเป็นไมล์สโตน (Milestone) ที่สําคัญของคนที่อยู่ ในแวดวงด้านสิ่งแวดล้อม เพราะเรามีกฎหมาย ขณะนั้นเรามี พ.ร.บ. หลายฉบับที่เอื้อ แล้วก็มีพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งก็ยังใช้อยู่ถึงปัจจุบันนี้นะคะ ในปัจจุบันนี้เราก็มีการกําหนดประเภทและขนาดโครงการ ที่ต้องทําอีไอเอ (EIA) เพิ่มเติมขึ้นจาก ๒๒ ประเภทเป็น ๓๔ ประเภทโครงการ รวมทั้งมีการ กําหนดโครงการรุนแรง ที่เรียกว่าอีเอชไอเอ (EHIA) ก็คือเอนไวรอนเมนทัล เฮลท์ อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Environmental Health Impact Assessment) ก็คือดูทั้งผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม แล้วก็ดูบียอนด์แดต (Beyond that) ก็คือดูเกินกว่าผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม ไปดูผลกระทบด้านสุขภาพเผื่อไว้ด้วยสําหรับโครงการที่อาจมีผลกระทบ รุนแรงต่อสุขภาพ ก็มีการประกาศโครงการที่เรียกว่าอีเอชไอเอ (EHIA) ๑๒ ประเภทแล้ว อันนี้ก็เป็นวิวัฒนาการนะคะ