คุรุจิต นาครทรรพ หารือการปฏิรูประบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยเสนอให้ใช้การประเมินเชิงยุทธศาสตร์ ปรับบทบาทหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ไม่ซ้ำซ้อน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และพัฒนาศูนย์ข้อมูล พร้อมห่วงปัญหาขีดความสามารถของท้องถิ่นหากกระจายอำนาจ ปัญหาค่าตอบแทนต่ำของผู้เชี่ยวชาญ ความล่าช้าจากข้อกำหนดที่ไม่สมเหตุผล และข้อกังวลว่าการประเมินเชิงยุทธศาสตร์อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศหากไม่คำนึงถึงบริบทและความเป็นจริงของสังคมไทย
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การปฏิรูปด้านระบบ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ผมได้อ่านทบทวนในช่วงสุดสัปดาห์ ที่ผ่านมา รวมทั้งได้คอมเมนต์ (Comment) ในการประชุมวิป (Whip) ไปด้วย ก็ถือว่าเป็น รายงานที่ดีมีคุณภาพมาก แล้วก็เกิดจากข้างในขึ้นมาว่ามีประเด็นที่ต้องทบทวนและปฏิรูป อย่างไร ส่วนตัวผมเองก็ต้องเรียนว่าเห็นด้วย ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่ท่านนําเสนอ แต่สิ่งที่อาจจะยังมีข้อเป็นห่วงเป็นใยก็จะขออนุญาตนําเสนอไว้ในการอภิปรายในครั้งนี้ ถ้าเวลาล่วงเลยไปสักนิดสักหน่อยก็ขออภัยท่านประธานด้วยนะครับ ท่านประธานครับ สาระสําคัญของรายงานของคณะกรรมาธิการ เรื่อง การปฏิรูปด้านระบบการประเมินผล กระทบสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ระบบอีไอเอ (EIA) หรืออีเอชไอเอ (EHIA) ของ ประเทศไทยที่นําเสนอนี้ สรุปหลัก ๆ ก็คือว่า ประการแรก ระบบการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ (EIA) ก็เป็นเครื่องมือในการป้องกันปัญหาและคาดการณ์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดําเนิน โครงการใด ๆ ที่ผ่านมาประเทศไทยเราก็ได้มีการริเริ่มให้ทําอีไอเอ (EIA) มาร่วม ๔๐ ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๑๘ และต่อมาในสมัยนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ก็ได้มีรัฐมนตรีไพจิตร เอื้อทวีกุล ก็ได้ผลักดันพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ออกมาเพื่อใช้แทนฉบับเดิม ซึ่งถือเป็น พ.ร.บ. ที่คอมพรีเฮนซิฟ (Comprehensive) มาก แล้วก็ภายใต้ พ.ร.บ. นี้ก็ได้มีการกําหนดขอบเขตหรือประเภทของกิจการ โครงการที่ต้องทํา รายงานอีไอเอ (EIA) ไว้ ๓๕ ประเภท ซึ่งก็หมายความว่าโครงการบางอันไม่จําเป็น ก็ไม่ต้องทํา ทําแค่ไออีอี (IEE) อย่างที่ท่านรองประธานกรรมาธิการได้บอก ต่อมา ในปี ๒๕๔๘-๒๕๕๒ จากเรื่องของมาบตาพุดก็ได้มีการผลักดันโครงการอีไอเอ (EIA) เพิ่มมา อีกอันหนึ่ง เรียกว่าอีเอชไอเอ (EHIA) คือประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือเอนไวรอนเมนทัล เฮลท์ อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Environmental Health Impact Assessment) แล้วก็ระบบสําหรับกิจการที่อาจจะก่อผลกระทบรุนแรง ๑๒ ประเภท ทีนี้ที่ผ่านมาตามที่กรรมาธิการได้บอกผมก็เห็นปัญหา เพราะว่าจํานวนรายงานอีไอเอ (EIA) ที่เข้าสู่การพิจารณาเพิ่มมากขึ้น จาก ๗๐๐ ฉบับต่อปีในปี ๒๕๔๖ ก็เพิ่มมาเป็น ๒,๐๐๐ ฉบับต่อปีในปี ๒๕๕๘ ซึ่งโครงการคอนโดมิเนียมเป็นโครงการยอดฮิต (Hit) จะสร้างคอนโดมิเนียมสูงเกินกี่ชั้นก็ต้องทําแล้ว เพราะฉะนั้นก็เป็นปริมาณงานล้นมาก มีคณะกรรมการผู้ชํานาญการ ๙ ชุดก็ยังไม่เพียงพอ สําหรับขั้นตอนการพิจารณารายงาน อีไอเอ (EIA) หลายท่านอาจจะไม่ทราบ แต่ผมอยู่ในวงการก็พอทราบดี ก็คือเขาก็ให้สิทธิ ทั้งผู้ดําเนินโครงการที่จะได้รับบริการที่มีมาตรฐานก็คือว่าต้องตอบเขาภายใน ๓๐ วัน ต้องพิจารณาไม่เกิน ๔๕ วัน แล้วก็ถ้าไม่ตอบก็อาจจะไปร้องเรียนทางศาลปกครองได้ ทีนี้มีกลไกที่เพิ่มมาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อีกอันหนึ่งก็คือกลไกที่เรียกว่าองค์การอิสระ ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือที่เรียกตัวย่อว่า กอสส. ที่จะต้องมาให้ความเห็นประกอบ ในเรื่องกิจการที่อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงที่ต้องทําอีเอชไอเอ (EHIA) ภายใน ๒๐ วันด้วย ซึ่งอันนี้ก็เป็นปัญหาซึ่งกรรมาธิการก็ได้เสนอ ซึ่งผมได้อ่านดูแล้วข้อเสนอหลัก ๆ ของท่าน ก็อยู่ในหน้าแรก ๆ เลยนะครับ หน้า ๒ หน้า ๓ ว่าสิ่งที่ท่านเสนอก็คือแบ่งเป็น ๒ เรื่อง ก็คือ ๑. ส่งเสริมและผลักดันให้เอาระบบการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ หรือสทราทีจิก เอนไวรอนเมนทัล แอสเซสเมนต์ (Strategic Environmental Assessment) ที่เรียกว่า เอสอีเอ (SEA) มาใช้อย่างจริงจังเป็นรายสาขา แล้วก็เป็นรายพื้นที่ ๒. เสนอให้มีการปฏิรูป ระบบการจัดทํา การพิจารณา และการติดตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่าอีไอเอ (EIA) หรืออีเอชไอเอ (EHIA) ทั้งระบบ ซึ่งก็สรุปอยู่ในแผนภูมิยาว ๆ ที่ท่านเขียนอยู่มี ๘ ขั้นตอนอะไรนี่นะครับ โดยในเรื่องของการประเมินสิ่งแวดล้อม ทางยุทธศาสตร์หรือเอสอีเอ (SEA) ท่านก็เสนอให้ออกเป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ให้มีหน่วยราชการผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่ทําโดยเอกชน ให้มีการเปิดเผยข้อมูลโครงการ มีการรับฟังความคิดเห็น แล้วก็เสนอโครงการ ๗ ประเภทที่ควรจะต้องทํา ก็คือ เรื่องคมนาคม เรื่องพลังงาน เรื่องลุ่มน้ํา เรื่องจัดการพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เรื่องผังเมือง หรือเรื่องนิคมอุตสาหกรรม แล้วก็เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ทั้งหลาย สําหรับ เรื่องอีไอเอ (EIA) ที่ท่านเสนอปฏิรูป ๘ ขั้นตอน ผมก็เห็นด้วยแทบทั้งหมดเลยนะครับ เรื่องของการกลั่นกรองโครงการ การกําหนดขอบเขตโครงการ การวิเคราะห์ผลกระทบ การจัดทํารายงาน การพิจารณา การตัดสินใจ แล้วก็การติดตามประเมินผล การสนับสนุนต่าง ๆ เช่นให้จัดทําเรื่อง หวังว่าคงจะไม่เพิ่มโครงการที่ต้องทําอีไอเอ (EIA) แต่ลดโครงการโดยใช้ระบบที่เรียกว่าโค้ด ออฟ แพร็กทิซ (Code of Practice) หรือหลักปฏิบัติมากํากับดูแล เพราะเราต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ประกอบการ เขาก็เป็นผู้สุจริต ทํามาหากินสุจริต แล้วก็มีเจตนารักสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน ไม่ใช่มีเจตนา จะทุจริต เพราะฉะนั้นก็ควรจะมีโค้ด ออฟ แพร็กทิซ (Code of Practice) เราคงไม่มี เจ้าหน้าที่เพียงพอที่จะไปไล่จับเขาหรอกนะครับ เพราะฉะนั้นการมีโค้ด ออฟ แพร็กทิซ (Code of Practice) ก็เป็นเรื่องที่ควรส่งเสริม การสร้างประสิทธิภาพ ส่งเสริมการตระหนักระบบควบคุมคุณภาพผู้จัดทํารายงาน รวมทั้งจรรยาบรรณ และกระบวนการได้มาของใบอนุญาตของผู้จัดทํารายงาน เรื่องสิ่งแวดล้อม อันนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับ แต่ก็ต้องเรียนย้อนไปว่าก็เป็นเพราะราชการเอง ทางกระทรวงเองตอนเริ่มไปจํากัดจํานวนผู้จะพิจารณามันก็เลยมีน้อย ต้องวิ่งรอกกัน แล้วก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าก็ควรจะมีมาตรฐานในเรื่องนี้ แล้วก็เปิดโอกาสให้มี ผู้ที่จะมาจัดทํารายงานได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องหาวิธีที่จะดูแลให้การจัดทํา มีมาตรฐาน ให้เป็นที่เชื่อถือ ไม่ใช่เฉพาะกับทางราชการเท่านั้น แต่เชื่อถือของประชาชนด้วย
อีกเรื่องหนึ่งท่านก็เสนอเรื่องของการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาอยู่ใน คณะกรรมการ ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ชํานาญการ ซึ่งอันนี้ผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ไม่ใช่ไป จับใครมาเป็นผู้เชี่ยวชาญเพราะรู้จักกับคนนี้ ๆ แล้วก็มานั่งอยู่ แล้วก็คิดจินตนาการว่า มันควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันควรจะมีมาตรฐานนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็เสนอว่าให้ปรับกลไกของ กอสส. หรือองค์การอิสระ ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้ความเห็นด้านสิ่งแวดล้อมออกไป เพราะซ้ําซ้อนกับงาน กับอํานาจของ สผ. และ ทส. และที่ผ่านมาก็มีการร้องเรียนกันเองใน กอสส. ด้วยซ้ําไปว่า ไม่มีผลงาน นั่นเป็นอุปสรรคนะครับ การส่งเสริมศักยภาพการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อีกอันหนึ่งก็เรื่องของค่าตอบแทนให้กับผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาอยู่ในคณะกรรมการ ผู้ชํานาญการ แล้วก็รวมถึงพิจารณาเก็บค่าธรรมเนียมของผู้ที่มายื่นเสนอรายงานวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งอันนี้ผมอยากจะขออภิปรายต่อไป ก็เห็นด้วยนะครับ รวมทั้งพัฒนา จัดทําศูนย์ข้อมูล ฐานข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มอัตรากําลังเจ้าหน้าที่ ยกระดับหน่วยงานขึ้น เป็นสํานักอะไรต่าง ๆ เพื่อให้รองรับปริมาณที่เพิ่มขึ้น
ท่านประธานครับ กระผมก็มีข้อสังเกต ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ ที่อยากจะฝากไปยังท่านกรรมาธิการในการปรับปรุงรายงาน ประการแรก ก็เห็นด้วยกับ รายงานของท่านเป็นส่วนใหญ่นะครับ
เรื่องแรกที่อยากจะพูดถึงก็คือการปฏิรูป ๘ ขั้นตอนในเรื่องของระบบ การจัดทํารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่าอีไอเอ (EIA) หรืออีเอชไอเอ (EHIA) รวมไปถึงเรื่องไออีอี (IEE) แล้วก็โค้ด ออฟ แพร็กทิซ (Code of Practice) ด้วย ก็เห็นด้วยมาก ๆ เลยในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการในหลาย ๆ ประเด็น เช่น เรื่องของ การกระจายอํานาจไปให้ คชก. จังหวัด โดยเฉพาะในเรื่องของการก่อสร้างอาคารสูง คอนโดมิเนียมทั้งหลาย โรงแรม ตึกระฟ้า แต่ก็เป็นห่วงอยู่ ๒ ประการนะครับว่า ท่านคงไม่กระจายอํานาจในเรื่องการพิจารณาโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือการทํารถไฟฟ้า ความเร็วสูง บูลเลตเทรน (Bullet Train) หรือว่าเขื่อนแม่วงก์ อะไรอย่างนี้ให้ไปอยู่ที่ จังหวัดสุโขทัย เพราะว่าเป็นการผลักภาระ และเขาก็ไม่มีเอกซ์เปอร์ทิส (Expertise) ด้วย ความเป็นห่วงประการที่ ๒ ก็คือว่าแล้วท่านจะหา คชก. ที่ไหนในจังหวัด ๗๗ จังหวัด ถ้ากระจายไปจะมีผู้มีความรู้ ท่านหาอยู่ในส่วนกลางก็ยากแทบเลือดตากระเด็นแล้ว แล้วจะหา คชก. อย่างไร ถึงหามาได้เขาจะมีมาตรฐานเดียวกันหรือเปล่า คชก. จังหวัดนี้ อาจจะรู้จริงแล้วก็พิจารณาตามเนื้อผ้า ตามหลักวิชาการ คชก. อีกจังหวัดหนึ่งอาจจะจุ๊บจิ๊บ จู้จี้จุกจิก ก็เป็นปัญหาที่ท่านแก้ไม่ได้อีก เพราะฉะนั้นมันไม่มีโซลูชัน (Solution) แบบวัน ไซซ์ ฟิตส์ ออล (One size fits all) ที่จะกระจายอํานาจ เพราะฉะนั้นคงต้องทํา แบบค่อย ๆ ทําไป แล้วก็เลือกเฉพาะบางประเภทที่จังหวัดเขาทําได้ ประเภทที่เขาทําไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งกระจายอํานาจไป การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลนี่ก็เห็นด้วย
สําหรับเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ประกอบการ ท่านประธานครับ ท่านทราบหรือเปล่าครับว่ารายงานอีไอเอ (EIA) ฉบับหนึ่งใช้เวลาและใช้มูลค่าในการทํา สักเท่าไร บางฉบับ ๑๐ ล้านบาท นี่อย่างถูกนะครับ บางฉบับอาจจะ ๒๐ ล้านบาท ถ้าต้องไปแก้อาจจะเป็น ๓๐ ล้านบาท และเวลาส่งมาให้ สผ. พิจารณาก็จะต้องพิจารณา ให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ๔๕ วัน แล้วก็ให้ค่าพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญท่านละ ๑,๐๐๐ บาท เป็นผมผมก็ไม่ไปเป็นหรอกครับ คชก. อันนี้ เพราะฉะนั้นมันก็ควรจะต้องสมน้ําสมเนื้อหน่อย มันก็มีทางออกหลาย ๆ ทางนะครับ ๑. ก็ขึ้นค่าตอบแทนให้เป็น ๔,๐๐๐ บาท ข้าราชการเกษียณแล้วให้ ๒ เท่าแบบที่กฤษฎีกา เป็น ๘,๐๐๐ บาท อย่างนี้พอสมน้ําสมเนื้อ หรือไม่ก็ให้เหมาไปเลยว่าฉบับถ้ามันยิ่งแพง ยิ่งงานเยอะ ฉบับ ๑๐ ล้านบาทก็ขอค่าตอบแทนเป็นองค์คณะไปเลย ๑๕๐,๐๐๐ บาท ไปแบ่งกัน อย่างนี้ผู้พิจารณาจะได้มีคุณภาพทัดเทียมกับผู้จัดทําหน่อย แต่ว่าสิ่งที่ผม อยากจะนําเสนอก็คือว่าอาจจะมีรูปแบบอื่น เช่นแยกงานของการพิจารณารายงานอีไอเอ (EIA) อีเอชไอเอ (EHIA) ออกไปเป็นองค์การมหาชน หรือเป็นหน่วยงานให้บริการอิสระ ที่เรียกว่าเซอร์วิส เดลิเวอรี ยูนิต (Service Delivery Unit) แบบที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานได้เสนอในเรื่องของศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ คือเก็บสตางค์ได้ เมื่อเก็บสตางค์ได้แล้วก็มีความเป็นอิสระในเชิงวิชาการที่ใครจะมากดดัน ไม่ได้ อันนี้ก็อยากจะฝากไปว่าวิธีทําอาจจะไม่ได้มีวิธีเดียวที่ว่าไปยกฐานะสํานัก เพิ่มอัตรากําลังเจ้าหน้าที่ จริง ๆ ก็คือเพิ่มค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ เพิ่มค่าตอบแทน ผู้ทรงคุณวุฒิ ในรูปแบบของการเป็นองค์การมหาชนหรือเป็นหน่วยงานบริการอิสระนะครับ
สําหรับเรื่องกรอบระยะเวลา ท่านรองประธานก็กังวลต่อข้อกล่าวหาว่า เอกชนไปฟ้องรัฐมนตรีอยู่เรื่อยว่าติดรายงานอีไอเอ (EIA) เพราะรายงานอีไอเอ (EIA) เป็นปีแล้ว แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้ติดที่หน่วยราชการ เพราะหน่วยราชการพอได้รับมาปุ๊บ ก็บอกว่าให้ไปแก้ ไปเพิ่มโน่นเพิ่มนี่ ก็ไปทําช้าเอง จริง ๆ ถ้าท่านจะกําหนดเวลาให้เขาไปทํา มันก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่ท่านจะต้องตั้งคําถามและขอข้อมูลที่มันยุติธรรมด้วย ไม่ใช่ให้ไป นับมด นับแมลง นับยุง นับต้นไม้ นับดอกไม้ในป่า มันก็นับไม่เสร็จหรอก เพราะฉะนั้นบางที คชก. ผู้ทรงคุณวุฒิเองบางครั้งนี่ครั้งนี้ไม่ได้มาประชุม ครั้งหน้ามาเห็นอะไรไม่ชอบใจ ก็ตั้งคําถามให้มันยาก ๆ ให้ไปหาข้อมูล มันก็ทําไม่ทันครับ เพราะว่าบางเรื่องต้องเก็บข้อมูล เป็นซีซัน (Season) ฤดูกาลมันมา ๒-๓ ฤดูต่อปีเท่านั้นครับคือฤดูแล้ง ไม่มีก็ต้องรอไป ฤดูแล้งหน้า มันก็ทําไม่ทัน เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้อยากจะฝากดูว่าก็เช่นเดียวกันมันไม่ใช่ โซลูชัน (Solution) แบบวัน ไซซ์ ฟิตส์ ออล (One size fits all)
แล้วก็อีกสักนิดหนึ่งครับท่านประธาน ต้องขอประทานโทษด้วยนะครับ เห็นด้วยอย่างยิ่งในเรื่องของการจะยกเลิกหรือยุบ กอสส. ซึ่งเป็นองค์การอิสระในการ ให้คําปรึกษาเรื่องรายงานอีเอชไอเอ (EHIA) เพราะว่าอํานาจหน้าที่ไม่ชัดเจน และผลงาน ที่ผ่านมา ๘-๙ ปีก็ไม่ค่อยจะประทับใจ ค่อนข้างจะขัดขวางมากกว่าส่งเสริมงานของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วก็ สผ. นะครับ
มาเรื่องสุดท้ายนะครับ จะขอเวลาท่านประธานอีกสักนิดหนึ่ง คือข้อเสนอ ในเรื่องของการจัดทําการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ หรือสทราทีจิก เอนไวรอนเมนทัล แอสเซสเมนต์ (Strategic Environmental Assessment) ที่เรียกว่า เอสอีเอ (SEA) นั้น ก็เป็นเรื่องที่ดีที่ทางกรรมาธิการได้ไปคิดค้นแล้วก็จับประเด็นมา ผมก็อยากจะตั้งข้อสังเกตด้วยความเป็นห่วงว่าประเด็นของเอสอีเอ (SEA) จะเป็นการเพิ่ม ขั้นตอน จะเป็นการเพิ่มกระบวนการที่ทําให้โครงการดี ๆ เพื่อเศรษฐกิจและความมั่นคง ของประเทศเกิดไม่ได้หรือเกิดลําบากหรือเปล่า และที่ท่านหวังว่าจะช่วยลดความขัดแย้ง จริง ๆ ก็อาจจะไม่ได้ลดความขัดแย้ง เพราะการรับฟังความคิดเห็นของประเทศไทย ไม่เหมือนเมืองนอก เราไม่ได้ใช้วิชาการเป็นตัวตั้งหรือไม่ใช้ข้อมูลเป็นตัวตั้ง เราใช้อารมณ์ เป็นตัวตั้ง เราใช้การสร้างความกลัวแข่งกันเป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นโครงการดี ๆ ก็อาจจะเกิด ไม่ได้ ผมขอยกตัวอย่างว่าถ้าท่านไปทําเอสอีเอ (SEA) ทั้งประเทศตอนนี้ สมมุติว่ามีโครงการ จะเสนอทําเขื่อนแม่วงก์เพื่อกันน้ําท่วม แก้ภัยแล้ง หรือเขื่อนแก่งเสือเต้น เราเกิดภัยแล้ง ซ้ําซากที่จังหวัดแพร่ จังหวัดสุโขทัย หรือน้ําท่วมซ้ําซากที่จังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิษณุโลก ท่านจะรับฟังความคิดเห็นอย่างไรไม่ให้เกิดความขัดแย้ง หรือจะมีโครงการท่าเรือน้ําลึก เพื่อเปิดประตูประเทศสู่อาเซียน (ASEAN) สู่เศรษฐกิจ หรือโครงการที่มีคนเข้าชื่อกัน เยอะ ๆ เลยสมัยนี้ โครงการขุดคลองไทยหรือคอคอดกระนี่ท่านจะทําเอสอีเอ (SEA) อย่างไร มันก็เหมือนเป็นใบเบิกทางว่าจะไม่ให้ทํา มันเป็นการจัดโซนนิง (Zoning) หรือเปล่า สมมุติ ผมจะทําโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ไปทําเอสอีเอ (SEA) บอกไม่ต้องทําหรอกประเทศไทยไม่เหมาะ อย่างนี้มันจะได้หรือครับ โครงการบูลเลตเทรน (Bullet Train) รถไฟฟ้าความเร็วสูง ต้องไปเจาะภูเขา แบบนี้เมื่อก่อนรถไฟสมัยรัชกาลที่ ๕ ต้องไปเจาะถ้ําขุนตาล ภูเขาก็เจาะไม่ได้ แต่ก็เป็น การย่นระยะทางและเป็นประโยชน์นะครับ เพราะฉะนั้นนักธุรกิจเขาก็บ่นกันว่าขั้นตอน การจัดทําอีไอเอ (EIA) ปัจจุบันล่าช้าอยู่แล้ว มีขั้นตอนเยอะ ใช้เวลานาน ซึ่งผมก็หวังว่า สิ่งที่ท่านเสนอ ๘ อันนี้จะช่วยลดขั้นตอน ลดเวลาลงได้ แต่เอสอีเอ (SEA) ก็ต้องค่อย ๆ ทํา ค่อย ๆ ไป อย่าให้กลายเป็นการเพิ่มขั้นตอน แล้วประเทศไทยก็จะไม่เป็นที่ดึงดูด ของนักลงทุน แล้วโครงการดี ๆ ที่จะสร้างงาน พัฒนาเศรษฐกิจก็อาจจะเกิดลําบาก เพราะฉะนั้นประเทศเราต้องยืนอยู่บนเสาหลัก ๓ เสา คือ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ไม่ใช่ยืนอยู่บนเสาเดียวคือเสายั่งยืน กราบขอบพระคุณครับ