ชูศักดิ์ แจงหลักการคุ้มครองกฎหมายกองทุนรักษาพยาบาล

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒ · ๑๖ มกราคม ๒๕๖๐

ชูศักดิ์ สันติวรวุฒิ ชี้แจงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางกฎหมายที่ค้างคามานาน โดยอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในช่วงเวลาที่เหมาะสม พร้อมทั้งอภิปรายการใช้จ่ายเงินไม่เกินหนึ่งเปอร์เซ็นต์ตามกฎหมายใหม่ที่แม้มีข้อกังวลแต่ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นผ่านการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบาย และย้ำหลักการคุ้มครองตามกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนรักษาพยาบาลที่กำหนดให้โรงพยาบาลทุกแห่งที่รับเงินต้องมีภาระจ่ายเข้ากองทุนร้อยละหนึ่งเพื่อสร้างกลไกคุ้มครองร่วมกัน พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิดของแพทย์แต่ยังรักษาสิทธิผู้เสียหายในการฟ้องร้อง โดยยืนยันว่ามีกลไกควบคุมการดำเนินงานของบุคลากรสาธารณสุขอยู่แล้ว

พลเอก ชูศักดิ์ สันติวรวุฒิ กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ แล้วก็ ขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านครับที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็น ให้ข้อแนะนําในหลาย ๆ รูปแบบ ผมก็ขออนุญาตเรียนตอบรวม ๆ ก่อนในอันดับแรกนะครับ ในความสําคัญอันดับแรกคือ เรื่องของหลักการและเหตุผล อันนี้ก็คิดว่าได้ชี้แจงค่อนข้างชัดเจนว่าหลักการและเหตุผล มีความหมายว่าปัญหามีอยู่จริงหรือไม่ ในกรณีของการฟ้องร้องกัน ในกรณีของการเป็น ปฏิปักษ์ต่อกันในศาล อะไรต่าง ๆ เหล่านี้มีตัวเลขจํานวนคดี อันนี้ต้องยอมรับว่าหลักการ และเหตุผลตรงนี้เป็นสิ่งที่สมควรหาวิธีการในการแก้ไขปัญหา เพราะว่าไม่สอดคล้องกับ แนวทางที่จะพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าต่อ ๆ ไป อันนี้ชัดเจนนะครับ

รายละเอียดต่อมาถามว่าเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ ผมก็ได้เรียนตั้งแต่ต้นว่า ทราบว่าเรื่องราวเหล่านี้ปรากฏสู่สาธารณะนานแล้ว เรียกว่าเกือบ ๑๐ ปี เท่าที่ทราบ ก็เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ มีข้อคิดเห็นหลากหลาย ก็คิดว่าหากเฉพาะเอกสารที่มีอยู่แต่เดิม ก็คงไม่สามารถนําเสนอต่อสภาแห่งนี้ได้ คณะอนุกรรมาธิการที่ทําในเรื่องนี้ได้รับข้อคิดเห็น ได้รับข้อชี้แนะจากองค์กร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมยากจะเรียกว่าเกือบทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานหลัก ๆ ๓ หน่วยงาน สํานักงานหลักประกันสุขภาพ สํานักงาน ประกันสังคม กรมบัญชีกลาง ตลอดจนสถาบันการแพทย์ หรือสถาบันด้านกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องก็ได้ให้ข้อคิดเห็น ให้ข้อแนะนํา ก็รวบรวมข้อมูล ก็คิดว่าเป็นหนทางสําคัญ ที่จะแก้ปัญหา เป็นช่องทาง เป็นโอกาส เป็นเวลาที่เหมาะสม

ในขณะเดียวกันในรายละเอียดต่อมาที่มีท่านผู้มีเกียรติกังวลอยู่ในหลายเรื่อง เรื่องแรกคือเรื่องเงิน เรื่องเงินของ ๑ เปอร์เซ็นต์ ตามที่ผมเรียนในรายละเอียดแล้วก็บอกว่า จริง ๆ แล้วเงิน ๑ เปอร์เซ็นต์อันนี้เป็นเงินซึ่งในกฎหมายระบุว่าไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ คําว่าไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วกระผมยังเรียนขยายความว่ายังไม่รู้ว่าเท่าไร แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ณ ปัจจุบันนี้หาก ๑ เปอร์เซ็นต์ก็จะเป็นเงินประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ความหมายว่า การใช้เงินซึ่งทราบว่าเป็นข้อกังวล เป็นข้อที่น่าระมัดระวัง จึงกําหนดให้มีมาตรการกําหนดว่า จํานวนเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับเหตุผลความจําเป็น สถานการณ์ ณ เวลานั้น ซึ่งอยู่ในอํานาจของ คณะกรรมการคุ้มครองซึ่งเป็นคณะกรรมการในระดับนโยบาย โดยมีรัฐมนตรีเป็นประธาน มีปลัดกระทรวงหลายกระทรวง องค์กร หรือผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องดูในเอกสาร ตามรายละเอียดนะครับ จะเห็นได้ว่าในร่าง พ.ร.บ. นี้ถ้ามองแบบลบ มองแบบจุดอ่อน ก็มองว่าเป็นช่องว่าง เป็นช่องโหว่ในหลายประเด็น หลายเรื่อง แต่จริง ๆ แล้ว เป็นความอ่อนตัวที่ให้อํานาจทางการบริหารกับคณะกรรมการในระดับบริหารได้กําหนด ในรายละเอียดหลาย ๆ ประการ รวมทั้งรายละเอียดที่หลายท่านกังวลเกี่ยวกับมาตรา ๕ มาตรา ๖ เกี่ยวกับคําว่าปกติธรรมดาของโรค เกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรฐาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราทราบดีว่าเป็นรายละเอียดที่ค่อนข้างซับซ้อน เป็นรายละเอียด ทางเทคนิค ซึ่งมาตรฐานแต่ละสถานการณ์ แต่ละสถานที่ แต่ละเวลาก็แตกต่างกันไป จึงให้อํานาจกับคณะกรรมการในระดับนโยบาย ในระดับบริหารได้มีอํานาจในการกําหนด ในรายละเอียด มีอํานาจในการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาดําเนินการได้ในรายละเอียด ซึ่งระบุให้อํานาจไว้ หากมองเป็นจุดอ่อนตรงนี้คือความอ่อนตัวที่จะสามารถให้บริหารได้

ในส่วนของการครอบคลุมประชาชนทุกคนหรือไม่ รวมถึง โรงพยาบาลเอกชนด้วยนั้นก็ได้ยึดถือหลักการของความเป็นเจ้าภาพของ ๓ กองทุนหลักก็คือ กองทุนทั้งสาม ผมไม่ต้องเสียเวลาในการเอ่ยชื่อ โรงพยาบาลใดที่รับเงินค่ารักษาพยาบาล จากกองทุนก็คืออยู่ในความรับผิดชอบ อยู่ในความคุ้มครองของกฎหมายฉบับนี้ ถามว่า สถานพยาบาล ท่านสมาชิกที่กังวลว่าได้มีส่วนในการร่วมจ่ายเงิน ร่วมจ่ายค่าใช้จ่าย ด้วยหรือไม่ จริง ๆ แล้วผมอยากขยายความคําว่าเงินกองทุน เงินกองทุนที่ได้เรียนว่า จํานวน ๑ เปอร์เซ็นต์หรือไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์นั้น จริง ๆ แล้วความหมายก็คือว่าเป็นเงินที่ ทั้ง ๓ กองทุนต้องจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลให้กับสถานพยาบาล โดยเนื้อของตัวเงินก็คือ หักจากค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลจะได้รับ ถ้ามองให้เข้าใจง่ายเสมือนจ่ายเบี้ยประกัน ทุกโรงพยาบาลที่รับเงินจากแต่ละกองทุนก็จ่ายเบี้ยประกันจํานวนเปอร์เซ็นต์ ตามที่คณะกรรมการกําหนด หรือถ้าเอาเข้าใจง่าย ๆ คือ ๑ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือ ความรับผิดชอบโยงใยสู่สถานพยาบาลที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ

ในเรื่องการพิสูจน์ความถูกผิดก็มีท่านสมาชิกกังวลหลายท่าน จริง ๆ แล้ว ก็เป็นเรื่องน่ากังวลแต่ก็มิได้ละเลย ผมก็ได้เรียนชี้แจงไปในระดับหนึ่ง ความหมายก็คือว่า เมื่อต้องการแก้ปัญหานี้ใช้มาตรการไกล่เกลี่ยเยียวยาชดเชยโดยไม่พิสูจน์ความผิด แต่คําว่า ไม่พิสูจน์ความผิดก็ไม่ได้ทิ้งให้มันเกิดความว่างเปล่า ผมเชื่อว่าในองค์กรทางการแพทย์ คงมิได้ทําหรือดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายฉบับนี้ ถ้าจะออกไปเป็นกฎหมาย ฉบับเดียว มีหลักเกณฑ์ หลักการอีกมากมายหลายประการ ในขณะทํางานเราก็ยึดถือกันว่าจะต้องไม่ก่อให้เกิดการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติของแพทย์ เพราะกฎหมายบังคับ คงไม่ใช่แน่ แพทย์จะต้องมีหลักเกณฑ์ หลักการ มีปรัชญาอย่างอื่นอีก หลายประการเพื่อการปฏิบัติงานตามภาระของความเป็นแพทย์ ผมเชื่อว่ามีกฎ กติกา มีกระบวนการที่แพทย์จะต้องปฏิบัติตามอีกมากมายหลายประการ ฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ จึงไม่ระบุการกําหนดการเอาผิดของผู้ให้บริการสาธารณสุขไว้ในกฎหมายฉบับนี้ แต่ผมเชื่อว่า มีมาตรการด้วยกฎ กติกาอื่น ๆ ในขณะเดียวกันก็มิได้ละเลย ได้ย้ําไว้ในขั้นตอนการชี้แจงว่า สิทธิของการฟ้องร้องของผู้เสียหายยังคงใช้ได้เสมอ ฉะนั้นในกรณีที่เกิดความเสียหาย และไม่สามารถใช้มาตรการไกล่เกลี่ยเจรจาเยียวยาชดเชยได้ก็ยังสามารถใช้สิทธิในการฟ้อง ไม่ว่าจะเป็นแพ่งหรืออาญาก็ตาม ฉะนั้นขอเรียนว่าเรื่องการพิสูจน์ความผิดจะมีมาตรการ กฎกติกาส่วนอื่นเป็นองค์ประกอบอย่างแน่นอน เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้แม้ยังไม่ได้เกิด การใช้ก็สามารถใช้กฎหมายฉบับอื่นด้วยจรรยาบรรณแพทย์ ด้วยวิธีการอย่างอื่น ในการกํากับดูแลอยู่แล้ว ผมก็ขออนุญาตขยายความเพียงแค่นี้นะครับ