อําพล จินดาวัฒนะ ชี้แจงบทบาทในการพิจารณากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในฐานะสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เน้นความจำเป็นในการดำเนินการอย่างเป็นกลาง รอบคอบ และโปร่งใส โดยเสนอให้จัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหายในระบบสาธารณสุขจากเงินร่วมของสถานพยาบาล เพื่อสร้างกลไกกลางที่เป็นธรรม ลดการฟ้องร้อง และส่งเสริมความร่วมมือ ทั้งยังชี้ให้เห็นข้อจำกัดของร่าง พ.ร.บ. ที่ยังไม่ครอบคลุมการรักษาด้วยเงินส่วนตัว แต่ยืนยันว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญที่สมดุลและควรผลักดันเพื่อลดข้อพิพาทในระบบบริการสาธารณสุข
กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ต้องขออนุญาตใช้สิทธิในฐานะเป็นสมาชิกครับ เพราะผมคิดว่าถ้าผมตอบ อยู่บนนั้นจะกลายเป็นตอบในนามของคณะกรรมาธิการ แล้วเดี๋ยวจะเป็นการโต้ตอบ กันไปมา ผมจะขออนุญาตใช้สิทธิตรงนี้เพื่อจะเป็นการทําความเข้าใจในเรื่องนี้เพิ่มเติม เล็กน้อย เพราะคิดว่าบนนั้นท่านประธานกรรมาธิการท่านได้ตอบชัดแล้ว ท่านประธาน อนุกรรมาธิการท่านก็ได้ตอบไปพอสมควร แล้วก็มีการรับข้อสังเกตต่าง ๆ ผมกราบเรียน อย่างนี้ครับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากจริง ๆ ผมเองรู้สึกตอนที่ได้มีการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา ตามที่ท่านประธานอโณทัยท่านพูดถึงก็เพราะว่าเป็นหน้าที่ในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค ที่อยู่ในคณะนี้ แล้วก็ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการซึ่งเป็นท่านชูศักดิ์ ผมได้พูดหลายครั้งว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่การขับเคลื่อน พ.ร.บ. นี้จะดําเนินการโดยผู้ที่เป็นกลางและเป็น ผู้ที่รู้ว่าเรื่องนี้ยากจริง ๆ หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาก็มีมุมทั้งซ้ายและขวา ถ้าท่านสังเกตดู ในการอภิปรายและในการที่นัดทั้งในสภาและนอกสภาก็จะมีความไม่ไว้วางใจกัน ในหลายเหตุหลายผล ในหลายด้านเสมอ เป็นเรื่องยากมากจริง ๆ ที่ผมตัดสินใจ ขออนุญาตท่านประธานพูดตรงนี้เพราะว่าเพื่อจะได้ให้ท่านสมาชิกได้ทราบว่าเมื่อกี้นี้ ที่ผมได้ชี้แจงในนามกรรมาธิการไปส่วนหนึ่งที่ท่านประธานมอบหมายเป็นการทําหน้าที่ ในส่วนของกรรมาธิการ แต่ผมไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในประเด็นเรื่องของเนื้อหา ที่ทางอนุกรรมาธิการท่านได้พิจารณาอย่างรอบคอบนะครับ ผมทราบดีว่าเรื่องนี้ยังไม่ตกผลึก ทุกประเด็น บางประเด็นนั้นจําเป็นที่จะต้องรับข้อเสนอไปเพื่อจะพิจารณาให้รอบคอบ ในขั้นกฎหมายที่รัฐบาลพิจารณาแล้วก็เข้าไปสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะเห็นว่าคณะอนุกรรมาธิการที่ท่านดําเนินการนี่มีกระทรวงสาธารณสุขอยู่ในนั้นด้วย วันนี้ท่านไม่ได้ตอบนะครับ แต่จริง ๆ แล้วก็คือทํางานกับภาครัฐบาลซึ่งเป็นคนกลาง อีกเหมือนกัน แม้กระทั่งกลไกและหน่วยที่จะมาดูแลเรื่องนี้ถ้าท่านดูในร่างกฎหมายนะครับ เป็นกลไกของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นกลไกของรัฐบาลที่ไม่ได้เป็นทั้งของ สปสช. สปส. และสวัสดิการข้าราชการ ตรงนี้เราไม่ได้มีการพูดกัน ผมก็ขออนุญาตเติมตรงนี้ นิดหนึ่งนะครับ
ทีนี้ในส่วนของเนื้อหาผมอาจจะไม่กล่าวทุกประเด็น แต่อยากจะกราบเรียน ให้เพื่อนสมาชิกได้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นความพยายามที่จะทําเรื่องดีแต่ยากให้สําเร็จ ผมทราบดีว่าไม่มีทางตกผลึกทุกประเด็นในขณะนี้ แล้วก็อาจจะมีมุมที่ยังมีความแตกต่างอยู่ แต่ถ้าเราสามารถฟันฝ่าเรื่องนี้ต่อไปอีก ๑ ก้าวโดยที่ไม่ใช่เป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ถือกระบอง แล้วอีกฝ่ายหนึ่งมาไล่ตีกัน ให้คนเป็นกลางได้ถือเรื่องนี้เดินเข้าไปข้างหน้า แล้วถ้ายังมีอะไร ไม่ตรงกัน พูดคุยกันเจรจาในขั้นตอนต่อไปผมว่าเรื่องดี ๆ จะเกิด ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าถ้าเราใช้ระบบไล่บี้กันทุกอย่าง ฝ่ายแพทย์ ฝ่ายสาธารณสุขก็จะไม่มี ทางยอม ปรากฏการณ์การฟ้องร้องก็ไม่มีทางจบสิ้นครับ ทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเราตัดสินใจ ในเรื่องหลักการเรื่องนี้คือการมีกองทุนแล้วก็เยียวยาผู้เสียหาย อันนี้เป็นหน้าที่ของรัฐครับ คนที่เสียหายในระบบบริการสาธารณสุขนั้นรัฐพึงดูแล ถามว่าแล้วเอาเงินมาจากไหน ทางกรรมาธิการท่านก็ได้ชี้แจงแล้วเงินนี้ก็คือจริง ๆ เงินของสถานพยาบาล ซึ่งสถานพยาบาล ได้ตามระบบ ๓ ระบบที่ว่านี้ สถานพยาบาลก็ได้ร่วมลงขันแล้ว แต่ไม่ใช่ไปไล่บี้เอากรณีต่าง ๆ ขึ้นมา ลงขันเป็นเปอร์เซ็นต์มาเลยเพื่อจะให้มีคนกลางมาบริหารดูแลเยียวยา อันนี้คือ หลักการ ถ้ามีการไล่บี้เมื่อไรสถานพยาบาลจะต้องปิดข้อมูล จะต้องไม่ให้ข้อมูลเพราะว่า ไม่อยากให้เสียหายและไม่อยากจะต้องให้ถูกไล่บี้ เขาได้วางแผนการจัดการคือใช้เงิน ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ สปสช. ได้ทําเรื่องนี้มาแล้ว เราก็ไม่ได้เห็นมีใครไปตั้งข้อสังเกตว่า แล้วเอาเงินสาธารณะไปให้ได้อย่างไร ทุกวันนี้ก็ให้มาเป็นสิบปีแล้วครับแล้วก็เยียวยา สถิติข้อมูลชัดเจนว่าคนที่ได้รับการเยียวยา มาตรา ๔๑ ตาม สปสช. ฟ้องร้องน้อยมากครับ เรื่องนี้เป็นทิศทางและมีข้อมูลสนับสนุนอยู่แล้ว
ผมกราบเรียนอีกนิดหนึ่งเพื่อความสบายใจของเพื่อนสมาชิกครับ ถ้าดูในมาตรา ๑๙ (๖) จะพูดถึงเรื่องคณะกรรมการชุดนี้ต้องมีหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาระบบ ความปลอดภัยป้องกันผลกระทบ หมายความว่าเงินกองทุนที่เขาเอามาไม่ใช่ไปให้กับ ผู้เสียหายอย่างเดียว แต่นําไปสู่การพัฒนาระบบบริการคือระบบคุณภาพของโรงพยาบาล ทั้งหลายที่อยู่ในระบบ ๓ กองทุนนี้
ประเด็นถัดมาที่ผมอยากกราบเรียนเพิ่มเติมคือว่า พ.ร.บ. นี้ยังไม่ครอบคลุม การที่เราเดินไปโรงพยาบาลเอกชนหรือโรงพยาบาลรัฐโดยหยิบเงินในกระเป๋าเราจ่ายเอง ยังไม่ครอบคลุม ผมทราบ ผมได้ซักถามแล้วว่าทําไมถึงยังไม่คลุม เพราะว่าการเก็บเงินนั้น ยากลําบากมาก แล้วถ้าเข้าไปถึงเรื่องการไปเก็บเงินจากโรงพยาบาลเอกชนก็จะเกิดแรงต้าน อีกมหึมา พ.ร.บ. อย่างนี้ก็เกิดไม่ได้อีก เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ผมอยากจะขออนุญาต กราบเรียนเป็นข้อมูลเพิ่มเติม ผมกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ตอนผมดู ร่างกฎหมายฉบับนี้ แล้วผมก็ถามเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งผู้ประกอบวิชาชีพและฟากประชาชน ยังมีประเด็นที่ยังไม่ถูกใจเขาทั้งสิ้น ผมเองก็ยังเห็นประเด็นบางอันที่ยังไม่สมบูรณ์ครับ แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเราไม่สามารถเข็นต่อไปได้อีกก้าวหนึ่งเราจะทํา เรื่องดี ๆ ไม่ได้ เมืองไทยจะฟ้องร้องกันต่อไปอีกในระบบบริการ แล้วจะเป็นศัตรูกันมากขึ้น ๆ กระบอง ๒ ข้างจะใหญ่ขึ้นและไม่มีทางจะฟันฝ่าไปได้เลยครับ เรื่องนี้ออกเป็นกลาง ค่อนข้างมากถ้าท่านอ่านดูนะครับ แม้กระทั่งเขียนไว้ให้ศาลลดหย่อนโทษหมอที่ประมาท ยังได้เลยครับ เป็นการช่วยเหลือทั้ง ๒ ฝ่ายครับ ให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายก็ได้ด้วย ให้ฝ่ายวิชาชีพก็สบายใจด้วย และเท่าที่ผมได้ซักถามทางอนุกรรมาธิการท่านได้เชิญ สภาวิชาชีพมาแล้ว เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้ว แต่แน่นอนครับผมยืนยัน ไม่สะเด็ดน้ํา ไม่เป็นที่ถูกใจของทุกท่านในทุกประเด็น แต่มันเป็นก้าวย่างที่สําคัญของการขับเคลื่อนไป ข้างหน้าครับ ด้วยความขอบพระคุณท่านประธานครับ