วิทยา ชี้ปัญหาเหลื่อมล้ำบริการสุขภาพ ชี้แจงเหตุเอกชนโต-รัฐต้องเร่งแก้

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒ · ๑๖ มกราคม ๒๕๖๐

วิทยา แก้วภราดัย ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมดุลในระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะการเติบโตของโรงพยาบาลเอกชนทั้งที่รัฐเป็นผู้จ่ายค่ารักษาทั้งหมด และเรียกร้องให้กรรมาธิการตรวจสอบ พร้อมทั้งหยิบยกปัญหาวิกฤติระบบการแพทย์จากกรณีแพทย์ถูกฟ้องหลังรักษาผู้ป่วยเสียชีวิต จนส่งผลให้การผ่าตัดในโรงพยาบาลอำเภอต้องยุติลง เตียงผู้ป่วยล้นในโรงพยาบาลจังหวัด และการไม่จ่ายค่าชดเชยที่เพียงพอจากกองทุน สปสช. จึงเสนอให้จัดตั้งกองทุนรับผิดชอบค่าเสียหายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในระบบสาธารณสุข

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ผมจะขอใช้โอกาสนี้อภิปรายในฐานะคนหนึ่งที่ใช้บริการทางการแพทย์ แล้วก็ ไม่ได้เป็นแพทย์เองครับ แต่ขออนุญาตที่จะพูดเพื่อทําความเข้าใจว่าผมเข้าใจชีวิตคนที่เป็น แพทย์ พยาบาล ท่านประธานฟังตามไปช้า ๆ นะครับ แล้วเราจะได้เข้าใจโครงสร้างทั้งหมด ของกระบวนการในการรักษาพยาบาลคนในประเทศนี้ สมมุติว่าประเทศไทยมีประมาณ ๗๐ ล้านคนครับ คนส่วนหนึ่งเป็นครอบครัวข้าราชการ ส่วนที่ ๒ เป็นลูกจ้างแรงงาน คนที่เป็นส่วนของครอบครัวข้าราชการทั้งหมดซึ่งที่นั่งในนี้ส่วนใหญ่ใช้สิทธิครอบครัว ข้าราชการ รัฐบาลนี้จะจ่ายเงินไปให้กรมบัญชีกลางปีละประมาณ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนที่เป็นแรงงานทั้งหมดประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๑๐ ล้านคน ผมไม่มั่นใจ แรงงานทุกคนก็จะจ่าย ๑ ส่วน นายจ้างจ่าย ๑ ส่วน รัฐบาลจ่าย ๑ ส่วน รวมแล้วปีละประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้ส่วนที่เหลือ อีกประมาณสัก ๔๐ กว่าล้านคน รัฐบาลนี้ก็ควักกระเป๋าจ่ายให้หัวละประมาณ ๓,๐๐๐ บาท ทั้งประเทศนี้เป็นประเทศที่สวยงามที่สุดของโลกมีค่ารักษาพยาบาลครบหมดทั้ง ๗๐ ล้านคน มีครบหมดครับ จะไม่มีหลุดไปแม้แต่คนเดียว แต่ถามในใจทุกท่านก่อนครับว่าทําไม โรงพยาบาลเอกชนหุ้นถึงขึ้นทุกวัน ทําไมโรงพยาบาลเอกชนถึงเปิดกันได้ทุกวัน มันต้องมี ความผิดปกติในกระบวนการรักษาพยาบาลของประเทศไทย วันที่รัฐจ่ายมากกว่า คนอเมริกาได้จากรัฐบาลอเมริกาด้วยซ้ําไป ผมฝากกรรมาธิการไปทําการบ้านข้อที่ ๑ ครับ เราจ่ายครบหมดอย่างนี้แล้วทําไมถึงยังต้องมีโรงพยาบาลเอกชนเติบโตขึ้นสวยงาม แล้วก็ดีมากระดับโลกเกิดขึ้นในประเทศไทย

ข้อที่ ๒ ที่ท่านเฉลิมชัยได้อภิปรายไว้ วิกฤตทางการแพทย์เกิดมาเป็นระยะ ๆ วิกฤตความขัดแย้งในวงการแพทย์เป็นเรื่องปกติของวิชาชีพ คนเป็นแพทย์ก็เหมือนอาชีพอื่น มีทั้งดีแล้วก็ชั่ว แพทย์ที่ขาดความรับผิดชอบแล้วก็รักษาผู้ป่วยจนเกิดความเสียหาย ควรจะต้องมีความรับผิดชอบส่วนตัวในการดําเนินคดี แต่แพทย์ประเภทนั้นน้อยครับ เขาอบรมกันมาดี เขามีจรรยาบรรณแพทย์ เพราะฉะนั้นแพทย์ที่ท่านเฉลิมชัยพูดเมื่อสักครู่ เป็นแพทย์ที่มีจรรยาบรรณ เป็นแพทย์ผู้หญิง แล้วก็ตั้งใจรักษาคนป่วย ถ้าส่งต่อเสียวันนั้น นาทีนั้นที่รับเข้าโรงพยาบาลร่อนพิบูลย์ไปยังโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ท่านเข้าใจว่าผู้ป่วยอาจจะไม่ถึงปลายทางท่านรักษาเสียเอง แล้วก็ด้วยความสุดวิสัย จะว่าสุดวิสัยก็ไม่ทราบครับแต่ผู้ป่วยถึงแก่ความตาย แล้วก็ตกลงกันไม่ได้ แพทย์เจรจา กับแม่คนตายแล้ว เจรจาตกลงไม่ได้เขาฟ้องศาล ศาลชั้นต้นที่ศาลจังหวัดทุ่งสง พิพากษาจําคุก กระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ถ้าผมจําไม่ผิด ๒ ปีครับ เท่านั้นละครับโรงพยาบาลอําเภอทั่วประเทศยุติการเปิดห้องผ่าตัดทั้งหมด เพราะเขาไม่มี วิสัญญี ไม่มีความพร้อมพอเขาก็เกิดกระบวนการ ทุกโรงพยาบาลอําเภอทั้งประเทศมีผู้ป่วย ที่จะต้องผ่าตัด ตั้งแต่ผ่าตัดทําคลอด ผ่าตัดเข่า ผ่าตัดกระดูก ผ่าตัดทุกประเภทส่งจาก โรงพยาบาลอําเภอเข้าโรงพยาบาลจังหวัด ทั่วประเทศปฏิบัติเหมือนกันหมดครับ โรงพยาบาลอําเภอทําอย่างเดียวคือผ่าตัดทําหมันชาย เหนือจากนั้นส่งโรงพยาบาลจังหวัด วิกฤตโรงพยาบาลจังหวัดก็เกิดครับ เพราะว่าโรงพยาบาลจังหวัดทั่วประเทศเมื่อถูกส่งจาก โรงพยาบาลอําเภอไป โรงพยาบาลจังหวัดทั่วประเทศท่านกรรมาธิการตามไปดูครับ ท่านไปช่วยหาโรงพยาบาลจังหวัดสักจังหวัดที่เตียงไม่ล้นดูบ้าง จะไม่เจอเลยครับ จนถึงวันนี้ จะไม่เจอ ถ้าไปภาคอีสานด่านแรกโคราชครับนอนใต้เตียง รู้ได้อย่างไร ผมเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไปมุดดูใต้เตียงคนไข้ ญาติอยู่เต็มหมดเลยนะครับ และบางส่วนก็นอนอยู่หน้าห้องผ่าตัด นอนอยู่เตียงพยาบาลเต็มไปหมด เพราะมันเกิดวิกฤต ในกระบวนการสาธารณสุข พอเกิดวิกฤตอย่างนี้คนไข้ส่วนหนึ่งก็หนีจากระบบ ทั้ง ๆ ที่รัฐ จ่ายหมดทุกหัวแล้ว หนีจากระบบไปหาโรงพยาบาลเอกชน ถามว่ารัฐจ่ายผ่านใครไปครับ รัฐจ่ายผ่านองค์กรอิสระองค์กรหนึ่งที่เรียกว่า สปสช. สปสช. ถือสตางค์จ่ายสําหรับคนป่วย ที่ไม่ใช่ข้าราชการ ครอบครัวข้าราชการ และไม่ใช่แรงงาน สปสช. จะเป็นคนถือสตางค์ ไปจ่ายให้กับแต่ละโรงพยาบาลที่รักษาคนป่วย สปสช. ก็ทําสัญญากับโรงพยาบาลอําเภอ โรงพยาบาลจังหวัด สถานีอนามัย รวมทั้งโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งเข้าไปอยู่ในเครือข่าย จ่ายสตางค์ให้เขาไป ทีนี้ที่เราเป็นห่วงผู้เสียหายจากการรักษาพยาบาลมีส่วนไหนบ้างครับ ที่ต้องเป็นห่วง ผมเรียนได้เลยครับส่วนที่ท่านต้องเป็นห่วง ๑. ข้าราชการแบบพวกท่าน ๒. ผู้ใช้แรงงาน ส่วนประชาชนเดินดินกินข้าวแกงที่ไม่มีสิทธิในการรักษาพยาบาล ไม่ต้องห่วงครับ เขามี สปสช. ดูแลอยู่ สปสช. ดูแลอย่างไร ท่านดูมาตรา ๔๑ ของ สปสช. สปสช. ต้องกันเงิน ๑ เปอร์เซ็นต์ของการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โรงพยาบาลเก็บไว้จ่าย ให้กับผู้ได้รับผลกระทบทางการแพทย์ ผู้เสียหายทางการแพทย์ ๑ เปอร์เซ็นต์เป็นเงิน ปีละเท่าไรครับ ๑,๔๐๐ ล้านบาท ย้อนหลังไป ๑๐ ปีที่ผ่านมา สปสช. ไม่เคยจ่ายเกิน ๑๐๐ ล้านบาทครับ สตางค์เหลือเยอะแยะ เฉพาะ สปสช. ๑ เปอร์เซ็นต์ ๑,๔๐๐ ล้านบาท สตางค์จ่าย ไม่เคยหมด แต่ถามว่าไปจ่ายอะไร ผมตอบไม่ถูกครับ เพราะเราเป็นเงินจ่ายขาดจากรัฐบาล ให้ สปสช. เขาไปบริหารกันเอง ทีนี้คนที่เราต้องเป็นห่วงส่วนที่ ๒ ก็คือข้าราชการบําเหน็จ บํานาญ รวมครอบครัวข้าราชการบํานาญ ข้าราชการทั่วไป แล้วก็ผู้ใช้แรงงาน สิ่งนี้คือ สิ่งที่เราต้องเป็นห่วง พอท่านตั้งกองทุนประเดิมขึ้นมาเพื่อที่จะจ่ายความเสียหายให้กับผู้ได้รับ ผลกระทบจากการรักษาพยาบาล ก้อนแรกที่กองทุนนี้จะได้ ๑,๔๐๐ ล้านบาท จาก สปสช. ไป สปสช. ไม่เคยจ่ายเกิน ผมเข้าใจว่าปีสุดท้ายที่ผมตามเรื่องนี้ เมื่อปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ สปสช. จะจ่ายประมาณสัก ๗๖ ล้านบาทสําหรับชดเชยให้กับ ผู้ได้รับผลกระทบจากการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ ในโรงพยาบาลที่เป็นคู่สัญญา กับ สปสช. ส่วนอีกประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านบาทเป็นสิทธิ สปสช. จะบริหารไปตรงไหนก็ได้ ต่อไป สปสช. ไม่ได้ครับ จะโดนดึงมาอยู่ที่กองทุนอันนี้ กองทุนอันนี้ประเดิมปีแรก ๑,๔๐๐ ล้านบาท ส่วนที่ ๒ ครับ ๑ เปอร์เซ็นต์จากที่รัฐบาลจ่ายให้ข้าราชการอีก ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็อีก ๖๐๐ ล้านบาท ๑ เปอร์เซ็นต์จากที่สวัสดิการสังคมจ่ายให้กับ โรงพยาบาลอีกประมาณ ๓๙๐ ล้านบาท ก็อีกประมาณ ๔๐๐ ล้านบาท เงินก้อนแรกครับ กองทุนนี้จะมีเงินบริหาร ๒,๐๐๐ ล้านบาท จะเป็นน้องที่เติมหลังใกล้ ๆ กับ สสส. เข้าไปเรื่อย ๆ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ท่านกําลังเสนอหลักการว่าอันนี้จะเป็นการเสริมสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้การรักษากับผู้รับการรักษา ผมฝากกรรมาธิการทุกท่านครับ ช่วยไปสํารวจความคิดเห็นหมอ พยาบาลทั้งหมดว่าจะเป็นอย่างที่ท่านคิดหรือเปล่า ผมถามไป ๓ รอบแล้วครับ ถามวันที่ผมเป็นรัฐมนตรีรอบหนึ่ง คําตอบเขาไม่รับครับ ข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมดไม่รับ ถามอีกครั้งวันที่ผมเป็นประธานวิป (Whip) รัฐบาล และกฎหมายฉบับนี้นําเสนอมาอีกครั้ง เรียกมาเผชิญหน้ากันในห้อง เป็นอย่างที่ ท่านเฉลิมชัยว่าครับ มาพร้อมกันเมื่อไรก็วงแตก และผมก็นึกหน้าออกหมดครับว่า ใครเตรียมแต่งตัวจะไปเป็นกรรมการกองทุนกองทุนนี้กันอยู่ หมอก็ชี้มาหมดครับว่า คนนี้จะไป คนนี้จะไป คนนี้จะไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคณะกรรมาธิการกลับไปทบทวน นิดหนึ่งครับ คิดว่าจะไปเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้รักษาพยาบาล แพทย์ พยาบาล กับผู้ป่วย ท่านไปถามแพทย์ พยาบาลเขาสักคํา ผมถามไป ๓ รอบแล้วครับ เป็นรัฐมนตรี ครั้งหนึ่งแล้วก็ชะลอกฎหมายนี้ไว้ อีก ๒ ครั้งตอนผมเป็นประธานวิป (Whip) รัฐบาล ถามเขาไป คําตอบยังเป็นอย่างนั้น เพราะถ้ามันไม่มีความขัดแย้งภายในผมเรียนยืนยันว่า กฎหมายประเภทนี้ออกมาแล้ว และส่วนที่ท่านเป็นห่วงไม่ได้ประชากรมากมายครับ ผมเรียนกับท่านแล้วว่า ๑,๔๐๐ ล้านบาท สปสช. ถ้าจะจ่ายอย่างว่า สปสช. ก็ไม่ใช่บริหาร โดยภาครัฐแล้วครับ ไม่ใช่รัฐมนตรีกํากับ รัฐมนตรีนั่งเป็นประธานหัวโต๊ะ นอกนั้นองค์กร เอ็นจีโอ (NGOs) ต่าง ๆ รวมกันทุกกระทรวงแล้วประมาณ ๖๐ คนครับคณะกรรมการ เฉพาะรัฐมนตรีเบิกเบี้ยประชุมทีละ ๑๕,๐๐๐ บาท คนอื่นก็คนละ ๑๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นถ้าเป็นอย่างนั้น สปสช. ที่มีภาคเอกชนร่วมมากมายจ่ายครบไปหมดแล้วครับ ร้องเรียนกี่ราย ประชาชนตาดํา ๆ ที่เข้าโรงพยาบาลของรัฐจ่ายครบหมดทุกรายได้เลยครับ ไม่ต้องไปต่อรอง แต่วันนี้หน้าที่คือหมอในโรงพยาบาลที่รักษาคนไข้แล้วคนไข้มีปัญหา ต้องวิ่งต่อรองกับคนไข้เอง กว่าจะได้ สปสช. ช่วยมา ๒๐๐,๐๐๐ บาทครับเคส (Case) หนึ่ง สตางค์เหลือเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยไปเคส (Case) ละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท สสจ. สาธารณสุขจังหวัดต้องวิ่งหาสตางค์มาเสริม หมอต้องไปกู้สตางค์พ่อแม่มาจ่าย สภาพที่ เป็นอยู่เป็นอย่างนั้น เพราะถ้าท่านจะแก้ในระบบเป็นห่วงผู้ได้รับความเสียหายจากการ รักษาพยาบาล ท่านเชิญ สปสช. มาหารือเสียก่อนจ่ายหมดหรือยังสตางค์นั้น นี่เอาเฉพาะ โรงพยาบาลของรัฐกับโรงพยาบาลของข้าราชการ แล้วก็ของแรงงาน ๒,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าผนวกโรงพยาบาลเอกชนเข้าอีกเมื่อไรผมเรียนเลยกองนี้เบิล (Double) ไปอีกเท่าหนึ่ง ถ้าเบิล (Double) ไปอีกเท่าหนึ่ง ท่านครับ ผมในฐานะประชาชนก็คิดว่าอยากได้ครับ เวลาผมไปรักษาแล้ว แต่ถ้าเขียนกฎหมายกํากวมแบบที่สมาชิกอภิปรายก็คือเป็นตายไม่รู้ เพราะอะไรเอาสตางค์ไปก่อน อย่างนี้ผมก็ไม่สบายใจครับ แล้วก็กลัวอย่างนั้นเหมือนกันว่า รถชนกําลังพาส่งโรงพยาบาลญาติก็เผ่นกลับบ้านก่อน ไปตั้งหลักที่บ้านฟังข่าวดู ถ้าหาย ค่อยไปรับ ถ้าตายค่อยไปเอาค่าเสียหายดีกว่า มันก็จะเกิดสภาพอย่างนี้ เขาฟ้องผมมา อย่างนั้นครับ ผมไม่ใช่หมอครับ แต่พูดครั้งนี้ผมอยากให้กรรมาธิการทุกท่านไปฟังหมอ เขาดูก่อน ผมบอกได้เลยครับว่าผมไม่เห็นด้วย แล้วก็จะลงคะแนนไม่รับด้วย เพราะถ้าออก กฎหมายฉบับนี้ไปผมคิดว่าสมาชิก สปท. เราไม่เกินสัปดาห์หน้าจะมีคุณหมอ คุณพยาบาล แต่งชุดขาวมาที่สภาเราแน่ ๆ ผมเจอมาแล้วครับ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตส่งสัญญาณเตือน เพื่อนสมาชิกทุกท่าน รวมไปทั้งท่านประธานด้วยครับ เป็นไปได้ท่านถอนกลับไป แล้วก็ สอบถามความคิดเห็นกระทรวงเขาหน่อยก่อนที่จะเอาทะลุขึ้นมา ผมบอกได้เลยครับว่า ผมเป็นคนที่มีเหตุผลในการรับฟัง แล้วก็ไม่ใช่คนดื้อที่จะทําสิ่งที่สวนกับความต้องการ ของประชาชน ชีวิตผมเติบโตมาทางการเมืองจากประชาชน เพราะฉะนั้นเรียนกับ เพื่อนสมาชิกเลยครับว่าผมไม่ยืนขวางความเสียหายของประชาชน แต่ผมยืนยันครับว่า ประชาชนจะต้องไม่ถูกเอาเปรียบจากคนที่ใช้ความฉลาดมากเกินไป ขอขอบพระคุณครับ