เฉลิมชัย ชี้ร่างกฎหมายชดเชยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด เสี่ยงกระทบระบบสุขภาพ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒ · ๑๖ มกราคม ๒๕๖๐

เฉลิมชัย เครืองาม ตั้งข้อสังเกตต่อร่างกฎหมายการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะมาตรา 5 และมาตรา 6 ที่ไม่ต้องพิสูจน์ความผิด ซึ่งอาจขัดหลักวิชาชีพและการแพทย์ที่ต้องตรวจสอบได้ พร้อมแสดงความกังวลว่าการใช้เงินภาษีชดเชยโดยไม่มีการเรียกคืนจากผู้กระทำผิดอาจกระทบความรับผิดชอบในอนาคต และอาจก่อให้เกิดการร้องเรียนอย่างกว้างขวาง กระทบระบบสาธารณสุขอย่างรุนแรงแม้เจตนาของกฎหมายจะดี

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ผมจะลงในเนื้อหาล้วน ๆ ครับ ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ร่างมาด้วยหลักการที่จะคุ้มครองเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเรามาดูในเนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีผู้อภิปรายไปแล้วมาตรา ๕ และมาตรา ๖ ท่านอ่านให้ละเอียด อ่านหลาย ๆ รอบ จะพบว่ามาตรา ๕ และมาตรา ๖ นั้น เขียนขัดแย้งกันเอง มาตรา ๕ นั้นให้มีการชดเชยเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยไม่มีการพิสูจน์ถูกผิด ภาษาทางกฎหมายใช้คําว่า โนฟอลต์ คอมเพนเซชัน (No-fault Compensation) โนฟอลต์ ไลอะบิลิตี คอมเพนเซชัน (No-fault Liability Compensation) แต่ขออภัยท่านประธานครับ มีการแปลความหมายนี้แตกต่างกันไป ต่างทิศต่างทาง แล้วแต่ว่าใครจะเป็นคนตีความ หลักการโนฟอลต์ คอมเพนเซชัน (No-fault Compensation) ผมหาสืบเสาะมาจากทุกเว็บไซต์ (Web site) จากบุคคล ที่เกี่ยวข้อง จากนักกฎหมาย ความหมายคือการชดเชยเยียวยาความเสียหาย โดยไม่มีความผิด ต่างกันนะครับ โดยไม่มีความผิด แต่ปัญหาอยู่ที่ว่ามีการพิสูจน์ถูกผิด ก่อนหรือไม่ เจตนาของกฎหมายฉบับนี้ต้องการให้มีการชดเชยเยียวยาอย่างเร็วที่สุด ผู้เดือดร้อนผู้เสียหายเห็นอยู่ตรงหน้า อย่างไรก็ต้องให้เงินเขาไปก่อนคือชดเชยเยียวยาก่อน แล้วสิ่งที่จะตามมาถามว่ากฎหมายฉบับนี้เขียนหลักเอาไว้ไหม จะมีการพิสูจน์ถูกผิดต่อไป หรือไม่ ผมเข้าใจว่าโดยหลักกฎหมายฉบับนี้ไม่มีการพิสูจน์ถูกผิด และสิ่งที่ทางสภาวิชาชีพ แพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ พยาบาลทั้งหลาย ที่เขาต้องการความเข้าใจตรงกับที่ผม กําลังจะพูดคือต้องให้มีการพิสูจน์ถูกผิด เพราะการแพทย์นั้นเป็นวิทยาศาสตร์ครับ สามารถพิสูจน์ได้ด้วยข้อมูลต่าง ๆ ทั้งหมดที่มีอยู่นั้นสามารถนําไปพิสูจน์ได้ว่าถูกหรือผิด แล้วกฎหมายฉบับนี้ต้องการเยียวยาสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือพิสูจน์ถูกผิดแล้ว แต่โนฟอลต์ (No-fault) คือไม่มีความผิด เพราะอะไรครับ แพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ ทันตแพทย์ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวกับวิชาชีพโรคศิลปะนั้นเขามีวิชาชีพ มีมาตรฐานและมีจริยธรรมอยู่ แต่สิ่งที่จะไม่ได้รับการคุ้มครองคือหากปฏิบัติโดยผิดไปจากมาตรฐานและวิชาชีพ และไม่มีจริยธรรมเมื่อนั้นจะไม่ได้รับความคุ้มครอง ประการที่ ๒ หากปฏิบัติไปแล้ว เกิดผลเสียหายขึ้นโดยเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันนั้นก็ต้องไม่ชดเชย สิ่งที่จะเกิดขึ้นซึ่งผมได้ถามทางกรมบัญชีกลางและถามผู้ที่เกี่ยวข้องฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล แล้วค่อนข้างจะกังวลกับกฎหมายฉบับนี้ครับ กฎหมายฉบับนี้ให้ใช้เงินภาษีประชาชน ไปจ่ายชดเชยเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการให้บริการสาธารณสุข จ่ายแล้วจบเลย ใช่ไหมครับ ท่านช่วยตอบด้วย ผมเข้าใจว่าเจตนาคือท่านต้องการจ่ายแล้วจบเลย สิ่งที่จะเกิด คือไม่มีการไปไล่เบี้ยผู้ที่ทําให้เกิดความเสียหายใช่หรือไม่ สิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านหนึ่ง ได้กล่าวว่าลักษณะอย่างนี้มีการใช้อยู่ในกฎหมายปกติที่เราใช้อยู่คือพระราชบัญญัติ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในมาตรา ๔๑ เขียนไว้ว่า หากประชาชนผู้ใช้บัตรทอง ได้รับความเสียหายจากการบริการสาธารณสุขสามารถไปร้องเรียนเรียกร้องเพื่อช่วยเหลือ จากการใช้บริการนั้นได้ แต่ท่านไม่ได้ดูในมาตรา ๔๒ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอ่าน มาตรา ๔๒ ในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาล ของหน่วยบริการโดยหาผู้กระทําผิดได้ แต่ยังไม่ได้รับค่าเสียหายภายในระยะเวลาอันสมควร ตามมาตรา ๔๑ เมื่อสํานักงานได้จ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการไปแล้ว สํานักงานมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้กระทําผิดได้ ท่านจะตอบเรื่องนี้อย่างไร กฎหมายฉบับนี้ เจตนาช่วยเหลือแล้วจะมีการไล่เบี้ยต่อไหมครับ เพราะนี่คือการใช้เงินภาษีประชาชนไป ผมจึงไม่แน่ใจว่ากฎหมายนี้จะผ่านออกมาใช้ได้ ถ้าจ่ายแล้วจบเลยคือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นการ บางท่านใช้คําว่าปิดปาก ผมไม่อยากจะใช้คํานี้ แต่เป็นลักษณะของการใช้เงินภาษี ที่ไม่มีการไล่เบี้ยเอากับผู้กระทําผิด

ประเด็นถัดมาครับท่านประธาน เป็นสิ่งที่มีความสําคัญและกลุ่มวิชาชีพ กังวลเป็นอย่างมากคือคดีอาญา เหตุการณ์สะเทือนใจเกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๕ ที่โรงพยาบาล ร่อนพิบูลย์ แพทย์ท่านหนึ่งทําการผ่าตัดผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบ เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลขนาดเล็กจึงไม่มีวิสัญญีแพทย์ ในวิชาชีพแพทย์ แพทย์ทั่วไปที่จบ พ.บ. จบแพทยศาสตรบัณฑิตสามารถทําบล็อกหลังคือฉีดยาชาเข้าที่ กระดูกสันหลังเพื่อให้เกิดการชาส่วนล่างแล้วทําผ่าตัดในช่องท้องได้ แพทย์ท่านนั้นได้ทําการ ผ่าตัดช่วยชีวิตคนไข้ และสิ่งที่ตามมาสะเทือนใจอย่างยิ่งคือผู้ป่วยเสียชีวิต คดีนําสู่ศาล สิ่งที่เกิดขึ้นคือศาลจังหวัดทุ่งสงพิพากษาว่าแพทย์ท่านนี้มีความผิดข้อหาฆ่าคนตาย โดยประมาท พิพากษาให้จําคุก ผมจําปีไม่ได้แน่นอน ประมาณปี ๒๕๕๑ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือการปิดห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลชุมชนเกือบทั้งประเทศ เพราะหมอไม่กล้าทํา ผ่าตัดคนไข้ครับ ผ่าตัดอะไรก็แล้วแต่ที่มีความยุ่งยาก ทําคลอดยังไม่กล้าเลย ส่งเข้า โรงพยาบาลศูนย์ ส่งเข้าโรงพยาบาลจังหวัดหมด เพราะกลัวคดีอาญา แพทย์รักษาคนไข้ คนไข้เสียชีวิตแล้วถูกพิพากษาให้จําคุก เมื่อปีที่แล้วเอง ปี ๒๕๕๙ มีอีกคดีหนึ่ง แพทย์ท่านหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก ให้การรักษาผู้ป่วยซึ่งมาด้วยอาการไข้ ปวดหัว และต่อมามีการส่งต่อคนไข้ไป แพทย์ท่านนั้นอ่านฟิล์มเอกซเรย์ครั้งแรกว่าปอดไม่เป็นอะไร แต่ต่อมาผู้ป่วยรายนี้พัฒนาไปเป็นวัณโรคเยื่อหุ้มสมอง ความผิดที่ศาลฎีกาพิพากษา เป็นความจริงเลยนะครับ ปี ๒๕๕๙ ศาลตัดสินมาว่าแพทย์ท่านนั้นมีความผิดฐานประมาท เลินเล่อ ประมาทอย่างไรครับ ประมาทคือฟิล์มเอกซเรย์ที่อ่าน แพทย์ทุกคนสามารถอ่าน ฟิล์มเอกซเรย์ได้ แต่คําพิพากษาคือประมาทเลินเล่อที่ไม่ส่งฟิล์มเอกซเรย์ให้รังสีแพทย์ อ่านฟิล์มเอกซเรย์ โดยการแอสซูม (Assume) สันนิษฐานว่าถ้ารังสีแพทย์อ่านฟิล์มเอกซเรย์ อาจจะอ่านพบว่ามีวัณโรคของปอด คนไข้คงจะไม่พัฒนาจากวัณโรคปอดไปเป็นวัณโรค ของเยื่อหุ้มสมองซึ่งทําให้เด็กพิการทุพพลภาพต่อมา นี่คือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ วงการแพทย์ ผมจึงไม่แปลกใจว่าเรื่องนี้บานปลายจากสาธารณสุขมาเป็นปัญหาสังคม แต่สิ่งที่เรากําลังจะทํากับกฎหมายฉบับนี้นั้นขออนุญาตเรียนว่าจะสร้างความเสียหาย ให้กับวงการสาธารณสุขมาก เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือท่านดูมาตรา ๕ บอกว่าให้จ่ายชดเชย โดยไม่ต้องดูความถูกผิด แต่ในมาตรา ๖ ท่านเขียนขัดแย้งกันเอง มาตรา ๕ บอก ให้จ่ายชดเชยโดยไม่ต้องดูถูกผิดนะครับ แต่มาตรา ๖ บอกว่ายกเว้นไม่จ่ายถ้าเป็นพัฒนาการ ของโรคไปตามปกติใน (๑) (๒) บอกว่ายกเว้นถ้าเป็นกรณีเหตุสุดวิสัย ผมถามว่าท่านจะรู้ ได้อย่างไรว่าเป็นกรณีที่โรคมันพัฒนาการไปเป็นมะเร็ง ในที่สุดก็เสียชีวิตจากมะเร็งนั่นแหละ ถ้าเป็นโรคหัวใจในที่สุดแล้วคนไข้อาจจะเสียชีวิตหรือเป็นเหตุสุดวิสัย ก็แสดงว่าต้องมี การพิสูจน์ พิสูจน์ว่าไม่ใช่เหตุสุดวิสัย และพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่เหตุที่โรคพัฒนาการไป และเขียน ขัดแย้งแบบนี้ คนที่ทําเวชปฏิบัติ คนที่เขาดูเขาก็รู้ว่าในที่สุดไป ๆ มา ๆ ก็ต้องมีการพิสูจน์ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไร ท่านบอกว่ากฎหมายฉบับนี้จะทําให้การฟ้องร้องลดน้อยลง ผมทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตยังพิสูจน์ไม่ได้ คดีฟ้องร้อง อาจจะน้อยลง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ ๆ ก่อนเป็นการฟ้องร้องคือการร้องเรียนและกล่าวหา สิ่งที่แพทย์กลัวมากที่สุดรองลงมาจากการฟ้องร้องคือการร้องเรียนและกล่าวหา คือเกิดการร้องเรียนและกล่าวหามากขึ้นแน่ ๆ ท่านทราบไหมครับว่าในแต่ละปี มีผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุต่าง ๆ จากการเจ็บป่วยปีละประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าราย ใน ๔๐๐,๐๐๐ กว่ารายนั้น ๑๐๐,๐๐๐ กว่ารายที่ขอกลับไปตายที่บ้าน ทางการแพทย์ ใช้คําว่าขอกลับไปเสียชีวิตที่บ้าน ถามว่าใน ๑๐๐,๐๐๐ กว่ารายนั้นถ้ามีกฎหมายฉบับนี้คือให้เงินชดเชยโดยที่ไม่ต้องพิสูจน์ ถูกผิด ไม่ใช่ผมคนเดียว แพทย์เกือบทุกคนที่คุยด้วยเขาบอกว่า ๑๐๐,๐๐๐ กว่ารายนั้น เรื่องอะไรที่จะกลับไปตายที่บ้าน ก็ตายที่โรงพยาบาลนั่นแหละ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลนั่นแหละ เผื่อจะได้เงินสัก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทกลับบ้าน เพราะมันจะเกิดปรากฏการณ์ ร้องเรียนกล่าวหาอีกมากมายเต็มไปหมด มันจะนําไปสู่การฟ้องร้องหรือเปล่าอันนั้นไม่ทราบ ถ้าร้องเรียนกล่าวหาแล้วไม่ได้รับการชดเชยก็นําไปสู่การฟ้องร้อง แต่ถ้าร้องเรียนกล่าวหา แพทย์ พยาบาล คนประกอบวิชาชีพมีมลทินไปแล้ว ได้รับความเสียหายไปแล้ว ปรากฏการณ์นี้เชื่อว่าเกิดขึ้นแน่ ๆ รับมันไม่ไหวครับ วงการสาธารณสุขจะรับเรื่องนี้ไม่ไหว เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับ ไหน ๆ ช่องทางที่กฎหมายฉบับนี้เข้ามานี่ เข้ามาในนามของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ผมเสนอไว้อย่างนี้ ช่วยกรุณารับข้อสังเกตของผมไปด้วยว่ากฎหมายฉบับนี้มีผู้ที่เห็นต่างว่าจะได้รับผลกระทบ จากวงการสาธารณสุขเป็นจํานวนมาก ก็ขอกราบเรียนว่าไม่เคยปรากฏการณ์ว่า สภาวิชาชีพทุกสภา แพทยสภา สภาเภสัชกรรม สภาการพยาบาล ทันตแพทยสภา เทคนิคการแพทย์ รังสีเทคนิค แพทย์แผนไทย สาธารณสุขชุมชน ทุกสภาต่างค้าน กฎหมายฉบับนี้ทั้งสิ้น ผมขออนุญาตที่จะกรุณาให้กรรมาธิการรับข้อสังเกตของผมไป และผมจะนําเอกสารที่มีความเห็นต่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากบุคคลภายนอก จากสภาวิชาชีพต่าง ๆ หรือจากบุคคลที่เห็นต่างที่เคยส่งข้อสังเกตท้วงติงไปที่ กระทรวงสาธารณสุข หรือไปที่ท่านนายกรัฐมนตรี หรือไปที่รัฐบาล ท่านกรุณาช่วยแนบ เอกสารนี้ไปในชั้นต่าง ๆ ที่รายงานของท่านจะไป ผมเชื่อว่าอย่างไรก็แล้วแต่วันนี้มติ ก็คงจะผ่าน ท่านกรุณาที่จะรับข้อสังเกตของผมไว้ได้ไหม เพื่อเป็นความเห็นต่างที่จะแนบไป ในทุกขั้นตอนของกฎหมาย ขอบคุณครับ