เฉลิมชัย เครืองาม ชี้แจงถึงความสำคัญและความล่าช้าของร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากบริการสาธารณสุข พร้อมเสนอให้พิจารณาอย่างรอบด้านทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ โดยเน้นปัญหาโครงสร้างระบบสาธารณสุขที่ส่งผลต่อคุณภาพบริการและความยั่งยืนของบุคลากรทางการแพทย์
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม เฉลิมชัย เครืองาม ท่านประธานครับ เนื่องจากได้คุยกับกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์พรพันธุ์ ท่านมอบหมายให้ผมเป็นตัวแทนกรรมาธิการเพื่อที่จะคุยชี้แจงในเรื่องของกฎหมาย ที่เรากําลังพิจารณาอยู่เวลานี้ เพราะฉะนั้นถ้าเวลาเลยไปบ้างขออนุญาตท่านประธาน แล้วก็ข้อสําคัญก็คือสิ่งที่เรากําลังพิจารณาอยู่เวลานี้มีบางท่านถามว่าทําไมไม่เป็นผลงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ท่านแปลกใจไหมครับว่าทําไมเรื่องนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมไม่เป็นผู้นําเรื่องนี้เข้ามา จริง ๆ ผมก็แปลกใจ ผมทราบว่า จะมีเรื่องนี้เข้าสภา สปท. วันนี้เมื่อวันเสาร์ ผมเข้าไปดูรายละเอียดในเว็บไซต์ (Web site) ผมนึกว่าเจ้าหน้าที่เขาพิมพ์ชื่อกรรมาธิการผิดเป็นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม ต้องขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ สําคัญเลยไปจากงานในหน้าที่ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมแล้วละ ไม่อย่างนั้นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคมท่านคงจะไม่หยิบจับเรื่องนี้เข้ามา ก็แสดงว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาสังคมแล้ว เป็นจริงไหมครับ เป็นจริงครับ ถ้าเท้าความไปเรื่องนี้กฎหมายฉบับนี้หรือกฎหมายชื่ออะไร ก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหายทางบริการสาธารณสุขนั้น มีความเป็นมานับสิบปีก็ว่าได้ ความเป็นมานั้นเป็นความเป็นมาท่ามกลางความขัดแย้ง มาโดยตลอด เป็นความขัดแย้งที่คุยกันไม่รู้เรื่อง เป็นความขัดแย้งของ ๒ ฝ่ายบ้าง ๓ ฝ่ายบ้าง ๔ ฝ่ายบ้าง แทบจะกล่าวได้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเกือบจะทุกท่านก็ว่าได้ ในรอบเกือบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาพอท่านเข้ามาทํางาน ท่านนั่งที่โต๊ะทํางานปั๊บดูแฟ้มต่าง ๆ หนึ่งในแฟ้มนั้นจะมีแฟ้มเสนอเรื่องนี้ครับร่างพระราชบัญญัติ ชื่ออะไรก็แล้วแต่ แรกเริ่ม เดิมทีนั้นชื่อว่าร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข ผู้เสียหาย ชื่อก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตอนนี้กลายไปเป็นร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจาก การบริการสาธารณสุข ขออนุญาตกราบเรียนว่าผมอ่านเนื้อหา อ่านหลักการและเหตุผล ของร่างกฎหมายทั้งหมดแล้ว โดยหลักการผมเห็นด้วย เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะต้องมี การคุ้มครอง มีการเยียวยา มีการชดเชยผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ก็แล้วแต่ แรกเริ่มนั้นพอบอกว่าผู้ได้รับผลกระทบ ผู้เสียหาย สังคม นักกฎหมาย ประชาชน โดยทั่วไปจะมองว่าคือซีกฝ่ายผู้รับบริการคือประชาชนทั่วไปเท่านั้น ต่อมากระแส เริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เริ่มมีบทบัญญัติเขียนไว้ใน แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในเรื่องที่เกี่ยวกับ การสาธารณสุขว่าประชาชนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน อย่างทั่วถึง และเขียนเพิ่มไปอีกว่าผู้ให้บริการที่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพ และจริยธรรมย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เป็นครั้งแรกที่เขียนไปถึงผู้ให้บริการ ไม่ใช่ผู้รับบริการอย่างเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นกฎหมายต่าง ๆ จึงเริ่มพรั่งพรูกันออกมา และมีแนวทางที่เปลี่ยนไปจากผู้รับบริการที่ได้รับความคุ้มครองเป็นผู้ให้บริการด้วย เพราะฉะนั้นกฎหมายที่เสนอกันต่อมาจึงเสนอที่มีการชดเชยเยียวยาทั้ง ๒ ฝ่ายคือ ผู้รับบริการและผู้ให้บริการ และถามว่ามีปัญหาตรงไหน ก็เขาชดเชยให้ เขาเยียวยาให้ ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ถ้าไปดูในรายละเอียดแล้วเราจะพบว่าความเสียหาย หรือความบกพร่องต่าง ๆ นั้นเราอย่ามองในเรื่องของความบกพร่องอันเกิดจากตัวบุคคล ส่วนมากถ้าสาวราวเรื่องไปแล้วมันมีความเป็นมา มันมีที่มาที่เกี่ยวข้องกับระบบ ของบริการสุขภาพอยู่ด้วย ตราบใดที่สัดส่วนของประชากรกับสัดส่วนของผู้ให้บริการคือ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ ต่าง ๆ นั้นไม่อยู่ในสถานะที่เหมาะสม เมื่อนั้น เราจะพบปรากฏการณ์ว่าแพทย์ ๑ คน ๙ โมงเช้าจนถึงบ่าย ๒ โมงตรวจคนไข้ไป ประมาณ ๑๐๐ คน ภาคบ่ายตรวจอีกประมาณ ๒๐๐ คน โดยเฉลี่ยแล้ว ๑ วันตรวจคนไข้ ประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ คน บางแห่งอาจจะน้อยลง น้อยลงที่สุดก็อยู่ที่ประมาณ เกือบ ๑๐๐ คนบวกลบ ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นสิ่งที่บั่นทอนขวัญกําลังใจของผู้ให้บริการ ในทุกวิชาชีพ ขออนุญาตกราบเรียนว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจาก การบริการสาธารณสุขนั้นมีความเป็นมาที่ยืดยาว เริ่มจากกระทรวงร่างขึ้นมา ร่างขึ้นมาแล้ว พอสภาวิชาชีพต่าง ๆ ไม่ว่าแพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ กายภาพบําบัด เทคนิคการแพทย์ พอเห็นร่างก็ตกใจระดมสรรพกําลังกันเข้ามาเรียกร้อง ต่อต้าน ประท้วง ไม่เห็นด้วย กับร่างนั้นก็มีการระงับไป พอต่อ ๆ มามีภาคประชาชน ขออนุญาตใช้คําว่าเอ็นจีโอ (NGOs) ซึ่งไม่ได้เสียหายอะไรนะครับ เป็นศัพท์ที่ได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไป ท่านก็ร่างกฎหมาย ของท่านออกมาแล้วเสนอให้กับตัวแทนรัฐบาล นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขเกือบทุกสมัยที่ผ่านมาเกือบ ๑๐ ปีรับกฎหมายทํานองนี้ครับ พอผ่านมา เห็นภาคประชาชนเสนอสภาวิชาชีพระดมสรรพกําลังออกมาต่อต้านอีกเหมือนกัน ต่างฝ่าย ต่อต้านซึ่งกันและกัน เคยมีเวทีหลายเวที ทั้งเวทีพูดคุยในสภา ทั้งเวทีของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ทั้งเวทีของการสัมมนาต่าง ๆ ถ้าเวทีไหนมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาการสัมมนา การประชุมนั้นก็ราบรื่น ถ้าเมื่อไรมี ๒ ฝ่ายมา คุยกันไม่รู้เรื่องครับ ผมอยากจะใช้คําว่าถือกระบองกันมาคนละกระบองพร้อมที่จะ ตะลุมบอนกันได้ ผมได้มีโอกาสคุยกับท่านวิทยา ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เมื่อตอน รับประทานอาหารกลางวัน ท่านบอกว่าสมัยท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านก็มีปรากฏการณ์ทํานองอย่างนี้ครับคุยกันไม่รู้เรื่อง รายละเอียดต่าง ๆ ทางกฎหมาย ที่ปรากฏอยู่นั้นมีปัญหา มีข้อบกพร่องต่าง ๆ มากมาย ถ้าให้เวลาผมผมจะชี้แจง ในบางมาตราที่คิดว่ามีความสําคัญ ภาคประชาชนเสนอชื่อกัน ๒๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อ เสนอกฎหมายนี้มา ถ้าผมจําไม่ผิดเป็นสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านรัฐมนตรีวิทยาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็เสนอไป ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน สภาวิชาชีพก็ออกมาค้าน แพทย์ โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลศูนย์ต่าง ๆ ก็ออกมาค้าน ความขัดแย้งรุนแรงมาก ต้องขออนุญาตกราบเรียน จนเกิดปรากฏการณ์ ที่เรียกว่าเมื่อไรที่ใครเสนอกฎหมายหรือหยิบจับกฎหมายลักษณะนี้ขึ้นมาแล้วละก็ พลังต่อต้านจะออกมาทันที เมื่อมาถึงยุคสมัยนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนขอบคุณ ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ที่ท่านกรุณารับเผือกร้อนนี้ไว้พิจารณาแล้วก็เสนอเข้ามาในที่ประชุม สปท. แห่งนี้ ผมในนาม ของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเราเคยหยิบ เรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา พิจารณาเสร็จเราถาม ๓๖๐ องศา แรงต้านเยอะเหลือเกิน ถามไปที่ กระทรวง กระทรวงบอกว่าพิจารณาอยู่ ถามว่าจะพิจารณาอีกนานไหม ก็คงนานละครับ พิจารณามานานหรือยัง ก็เกือบ ๑๐ ปีครับ รัฐบาลนี้ถามไปที่ฝ่ายกฎหมายพิจารณาอยู่ครับ ก็พิจารณาไปเรื่อย ๆ เพราะรู้ว่าถ้าหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อไรที่มันสงบอยู่จะกระเพื่อมทันที ที่มันเรียบร้อยอยู่จะกระเพื่อมทันที และเป็นการกระเพื่อมของบุคคลในเสื้อกาวน์ (Gown) ในเสื้อขาวซึ่งไม่เหมาะสม ถามไปที่กระทรวงสาธารณสุข ถามไปที่รัฐบาล ถามไปที่ ฝ่ายกฎหมาย ถามไปที่บุคคลที่เกี่ยวข้อง เขาก็บอกว่าก็พิจารณาศึกษากันไปดีกว่า เพราะฉะนั้นการที่เราหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาในช่วงเวลาที่ถ้าจะดูแล้วบ้านเมืองก็สงบดีอยู่ แต่ด้วยความรู้สึกส่วนตัวเลยครับ ช่วงเวลานี้ละครับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะเอา กฎหมายฉบับนี้เข้ามาพิจารณาสักทีหนึ่ง และพิจารณาแล้วถ้าจะมีการปรับแก้ จะมีการตกลง จะมีการคุยกันจากทุกฝ่ายที่ขัดแย้งที่เห็นต่างกันผมเห็นด้วย กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่ผ่านสภานี้ ไปแล้วมันจะจบ มันจะผ่านอีกตั้งนานครับ ผ่านไปที่วิป (Whip) ๓ ฝ่าย วิป (Whip) ๒ ฝ่าย ผ่านไปที่กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขเห็นด้วยไหม กระทรวงสาธารณสุข จะกล้าแตะต้องยุ่งเผือกร้อนนี้ไหม ถ้าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกระทรวงสาธารณสุข ส่งไปที่ ครม. ครม. จะเอาด้วยไหม ครม. เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะส่งไป สนช. ไหม จะรื้อกฎหมายฉบับนี้อีกมากน้อยแค่ไหน ไม่ทราบ เพราะฉะนั้นหนทางยังอีกยาวไกล ผมจึงไม่ขัดข้อง เวลานี้สงบก็ขอให้มันสงบต่อไป ขอเวลาอีกท่านประธานครับ ถ้าจะเป็นไปได้ ก็ขออีก ๑๐ นาทีชดเชยแทนท่านประธานพรพันธุ์ ท่านประธานอนุญาตไหมครับ ผมจะได้ลง ในกฎหมาย