คุรุจิต นาครทรรพ หารือร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการบริการสาธารณสุข โดยตั้งข้อสังเกตถึงความคลุมเครือในนิยามของผู้เกี่ยวข้อง ขอบเขตการเยียวยา และการจัดสรรเงินจากกองทุนสุขภาพ พร้อมเสนอให้ปรับโครงสร้างคณะกรรมการให้มีข้าราชการประจำเป็นประธานเพื่อความคล่องตัว และเน้นย้ำความจำเป็นในการกำหนดหลักเกณฑ combust การชดเชยอย่างชัดเจนและโปร่งใสเพื่อป้องกันข้อพิพาทในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ ก็ต้องขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมที่นําเสนอรายงาน การปฏิรูป กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการบริการสาธารณสุข ซึ่งสาระหลัก ผมก็ไปพลิกอ่านดูในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คิดว่าประกอบอยู่ในสิ่งที่แนบ ๓ ชิ้นก็คือ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการบริการสาธารณสุข พ.ศ. .... ซึ่งเป็น ร่างกฎหมายใหม่ แล้วก็แก้ไขกฎหมายเก่า ๒ ฉบับให้สอดคล้องกัน คือร่างพระราชบัญญัติ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ผมอ่านดูแล้วก็อยากจะเรียนในเบื้องต้นว่า ผมก็อาจจะมาจากครอบครัวโบราณหน่อยที่ไม่เคยมีความคิดว่าจะไปฟ้องร้องหมอ เลยนะครับ ไปหาหมอเข้าไปในคลินิก ไปโรงพยาบาลต้องยกมือไหว้ก่อนเลย เพราะว่า ชีวิตเราอยู่ในมือเขา แล้วก็รักษาเราอย่างไรก็ต้องยอมรับ มาในยุคหลัง ๆ ๑๐-๒๐ ปี ก็เพิ่งเห็นเทรนด์ (Trend) ที่เกิดในประเทศไทยว่าคนไทยก็ไปฟ้องหมอ แล้วก็เกิดปัญหา อย่างที่กรรมาธิการว่าก็คือหมอก็ไม่เต็มใจจะรักษาพยาบาล กลัว ๆ กล้า ๆ แล้วก็ เกิดการส่งต่อ พอดีคนไข้ก็คงจะตายเสียก่อนก่อนที่จะส่งต่อถึงหมอที่กล้ารับรักษาจริง ๆ แล้วก็ในสถิติที่ท่านนําเสนอในรายงานก็บอกว่าสาเหตุการฟ้องร้องในประเทศไทยที่ผ่านมา ๔๙ เปอร์เซ็นต์หรือเกือบครึ่งหนึ่งจากการรักษาผิดพลาด ไม่ได้มาตรฐาน ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ทําคลอด ๙ เปอร์เซ็นต์วินิจฉัยผิดพลาด ๙ เปอร์เซ็นต์ไม่เอาใจใส่ดูแลคนไข้ จริง ๆ ผมคิดว่า ถ้าจะฟ้องก็คงจะเป็นแค่ ๙ เปอร์เซ็นต์นั่นแหละคือไม่ดูแลคนไข้ ทั้งหมอและพยาบาล อันนั้นน่าฟ้อง แต่อย่างอื่นก็ไม่ควรจะฟ้อง ทีนี้ผมดูแล้วในหลักการก็คิดว่าน่าจะให้การ สนับสนุนได้ แต่เพียงว่า ภาษาอังกฤษเขาเรียกเดวิล อีส อิน เดอะ ดีเทล (Devil is in the Detail) ก็ต้องมาดูว่าในร่าง พ.ร.บ. ที่ท่านเขียนมันเยียวยาอะไร เยียวยาใคร และเยียวยา อย่างไร ผมก็ได้ซักถามท่าน พลเอก ชูศักดิ์ ในที่ประชุมวิป (Whip) ว่าเข้าใจว่ากฎหมายนี้ เจตนาดีก็เพื่อว่าให้มีเงินสักก้อนหนึ่งที่จะเยียวยาคนไข้ที่ปากเบี้ยว หรือว่าเด็กออกมาพิการ เพราะว่าไปรักษาแล้วเกิดผิดพลาดหรืออะไรสักอย่างหนึ่ง โดยไม่ต้องไปรอฟ้องร้องกันก่อน ก็เยียวยาไปเลย หลักการอันนี้ผมคิดว่าก็เป็นหลักการที่ถูกต้อง แล้วก็สอดคล้องกับค่านิยม วัฒนธรรม ประเพณีคนไทยที่มีความเอื้ออาทร โอบอ้อมอารีต่อกัน แต่ทีนี้พอมาดู ในร่าง พ.ร.บ. ก็ต้องสงสัยหรืออาจจะต้องมีข้อซักถาม แบบที่ท่านกิตติ นายกสภาเภสัชกรรม ถามเมื่อกี้นะครับ เพราะว่าผมถามท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย ในที่ประชุมวิป (Whip) ว่าอันนี้ เป็นเรื่องของคนที่เข้าไปรักษาพยาบาลในหน่วยงานของรัฐ โรงพยาบาลรัฐ แต่พออ่านนิยาม ในมาตรา ๓ ของร่าง พ.ร.บ. ก็ให้คําจํากัดความของคําว่า ผู้ได้รับผลกระทบ หมายถึง คนไข้ อันนี้ชัด แต่ว่ามีอีกคําหนึ่งก็คือ ผู้ให้บริการ หมายถึง หมอ หมอก็ได้รับผลกระทบด้วย หรือครับ หมอต้องได้รับการเยียวยาด้วยหรือครับ แล้วก็เป็นไปตามที่คณะกรรมการกําหนด คณะกรรมการอาจจะกําหนดใครให้ได้รับการเยียวยาก็ได้ หลักเกณฑ์ชดเชยเป็นอย่างไรก็ได้ แล้วคําว่าสถานพยาบาลที่ท่านนิยามไว้ก็เป็นสถานพยาบาลของรัฐ สภากาชาดไทย หน่วยงานตามหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม หรืออื่น ๆ ที่กรรมการ จะไปกําหนด ซึ่งผมเข้าใจว่าอย่างผู้ที่อยู่ในกรณีประกันสังคมหรือบัตรทอง ๓๐ บาทอะไรนี่ ถ้ามีโรงพยาบาลเอกชนมาอยู่ในโครงการมันก็ไปถึง ก็แสดงว่า พ.ร.บ. นี้ก็ไปถึง โรงพยาบาลเอกชนด้วยใช่ไหมครับ มันไม่ใช่รัฐอย่างเดียว เพราะฉะนั้นก็ต้องชัดเจนว่า ท่านได้ไปรับฟังความคิดเห็นของโรงพยาบาลเอกชนหรือหมอเอกชนที่เขาจะมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือไม่นะครับ กฎหมายนี้ได้ฟังผู้ได้รับผลกระทบแค่ไหน
ทีนี้อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าอาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัตินะครับ คืออ่านแล้วก็ดูดี ก็คือว่ามาตรา ๕ ท่านบอกว่าผู้ได้รับผลกระทบมีสิทธิหรือย่อมมีสิทธิ ได้รับเงินชดเชยจากกองทุน ผมคิดว่าคงได้รับการเยียวยาจากกองทุน คงไม่ใช่เป็นรับเงิน ว่าผมปากเบี้ยวแล้วผมก็ขอเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทอะไรอย่างนี้ โดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด ไม่ใช่อย่างนี้ใช่ไหมครับ ก็คือผมคิดว่าคงจะหมายถึงว่าให้รักษาพยาบาลให้ดีที่สุด แต่ขณะเดียวกันมาตรา ๖ ท่านก็เขียนบอกว่าแต่ไม่รวมเรื่องต่อไปนี้นะ ผลกระทบจาก การบริการปกติตามมาตรฐานของโรคนั้น ผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการรับบริการ ตามมาตรฐาน อันนี้ผมเป็นห่วงว่าจะไม่จบเรื่องการฟ้องร้อง เพราะตอนนี้จะเปลี่ยนจาก ฟ้องร้องหมอแล้วก็มาฟ้องร้องกรรมการว่าทําไมคุณบอกว่าอันนี้คือมาตรฐานปกติ ไม่ต้องเยียวยา อันนี้ไม่ปกติเยียวยาได้ อันนี้ก็ฝากท่านไว้ด้วยว่าท่านเจตนาดีแต่สร้างกลไก ขึ้นมาใหม่แล้วก็จะไปเป็นปัญหาใหม่หรือเปล่า
มาตรา ๗ ท่านบอกให้มีกรรมการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบโดยให้รัฐมนตรี เป็นประธาน ก็ด้วยความเคารพนะครับ ทุกวันนี้นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี กับรัฐมนตรีนี่เป็นประธานเป็นร้อยคณะ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องรูทีน (Routine) ไม่เห็น จะเกี่ยวกับเรื่องนโยบายเลย ถ้ามีผลกระทบก็จ่าย ไม่มีผลกระทบก็ไม่จ่ายหรือรักษา เป็นเรื่องปฏิบัติของข้าราชการประจํา ผมอยากจะเสนอให้เปลี่ยนเป็นข้าราชการประจํา มาเป็นประธานแล้วจะไปได้คล่องตัวกว่า ผมไม่เข้าใจกลไกของท่านโดยละเอียด แต่ท่านมี อนุกรรมการกลั่นกรองเคส (Case) ที่ต้องเยียวยา หรือต้องมาเข้ากรรมการทุกครั้งหรือเปล่า ต้องให้รัฐมนตรีไปดูทุกรายการหรือครับ เกิดมีผู้เยียวยาสัก ๑,๐๐๐ รายการต่อปีรัฐมนตรี ไม่ต้องไปทํางานอย่างอื่นแล้วก็มานั่งดู แล้วท่านก็ต้องเซย์เยส (Say yes) ตรงนี้ก็ฝาก ด้วยนะครับ
อีกอันหนึ่งซึ่งผมก็คิดว่าสําคัญ อ่านแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจและไม่ค่อยแน่ชัดว่า ท่านก็อยากจะให้กันเงิน ๑ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อะไรนี่ผมจําไม่ได้แล้ว จากกองทุน ส่งเสริมหลักประกันสุขภาพ ประกันสังคม แล้วก็สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กี่เปอร์เซ็นต์มาไว้เพื่อเยียวยาในกรณีอย่างนี้ ซึ่งเข้าใจว่าท่านก็รีเสิร์ช (Research) มาดีแล้ว ว่ามันคงจะเพียงพอ แต่ผมไปอ่านในมาตราไหนไม่รู้มีเขียนบอก ในมาตราของ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่แก้มา บอกว่าถ้าเงินไม่พอให้รัฐบาลจ่ายนะ อันนี้ก็เท่ากับ ไปเอางบประมาณแผ่นดินมา ส่วนผมคิดว่าควรจะเป็นหลักที่ว่าผู้ที่ได้รับการรักษาพยาบาล จากกองทุนไหนก็รับการชดเชยเยียวยาจากกองทุนนั้น แล้วที่ไม่ชัดเจนอีกอันหนึ่งก็คือว่า ท่านไปเยียวยาแบบครอสซับซิดี (Cross Subsidy) ข้ามกลุ่มหรือเปล่า เอาเงิน ของรักษาพยาบาลข้าราชการมาเยียวยา ๓๐ บาททุกโรค เอาเงินของประกันสังคม มาเยียวยารักษาพยาบาลข้าราชการหรือข้ามกลุ่มหรือเปล่า เขียนให้ชัดดีกว่าครับ อย่าเขียนให้มันกํากวมจะเป็นปัญหาต่อไป ถ้าท่านบอกว่าเอามาข้ามกลุ่มได้ ผมก็คงจะไม่เห็นด้วย ก็เรียนท่านไว้ด้วยตรง ๆ เพราะฉะนั้นในหลักการผมก็คิดว่า เป็นเรื่องที่ดีแล้วก็อยากจะสนับสนุน แต่ว่าก็เรียนตรง ๆ ว่าผมไม่เคยจะคิดไปฟ้องร้องหมอ ที่ไหนนะครับ เพราะว่าอบรมมาแบบไทย ๆ หมอต้องยกมือไหว้ก่อนเลย ชีวิตเรา ก็ฝากไว้กับเขา ก็อาจจะเป็นเพราะเราไปรับวัฒนธรรมหรือแบบอย่างกฎหมายตะวันตกมา ตอนนี้เราเลยมีปัญหาเราก็ต้องเขียนกฎหมายแบบนี้ แต่ถ้าเขียนกฎหมายไปแล้วก็ต้องสร้าง ความชัดเจน ไม่ใช่ทําความกํากวมแล้วก็ไปเกิดในขั้นตอนต่อไป ตอนนี้เขาก็เลยไม่ฟ้องหมอ มาฟ้องกรรมการแทน ขอบพระคุณครับ