ชูศักดิ์ เสนอร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแพทย์-ผู้ป่วย ลดฟ้องร้องผิดพลาดการรักษา

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒ · ๑๖ มกราคม ๒๕๖๐

ชูศักดิ์ สันติวรวุฒิ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติเพื่อจัดตั้งกลไกคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการรักษาพยาบาล โดยเสนอให้มีการเยียวยาอย่างรวดเร็วผ่านกองทุนชดเชยและกระบวนการไกล่เกลี่ย โดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด เพื่อลดคดีความระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย พร้อมเน้นการคุ้มครองทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ ลดภาระทางกฎหมายและส่งเสริมบรรยากาศการให้บริการสาธารณสุขอย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ

พลเอก ชูศักดิ์ สันติวรวุฒิ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน กระผม พลเอก ชูศักดิ์ สันติวรวุฒิ สมาชิก หมายเลข ๐๔๔ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ขอเสนอรายงานการปฏิรูปในประเด็น สาระสําคัญที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการบริการสาธารณสุข โดยได้จัดทํา เป็นร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการบริการสาธารณสุข พ.ศ. .... และมีร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก ๒ ฉบับเป็นเอกสาร ประกอบท้ายรายงานนะครับ ซึ่งโดยชื่อเรื่องคือเรื่องการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจาก การบริการสาธารณสุขนี้ ผมคิดว่าท่านสมาชิกหลายท่านหรือบางท่านอาจเคยได้ยิน หรืออาจเคยทราบสาระสําคัญที่เกี่ยวข้องมาก่อนนะครับ เพราะว่าในแนวคิดเกี่ยวกับ เรื่องนี้นั้นเคยปรากฏสู่สาธารณะมาก่อนหน้านี้ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา อาจจะมีความคิดเห็น ที่แตกต่างกัน เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย มีข้อคิดเห็นแตกต่างออกไปก็คงเป็นเรื่องธรรมดาครับ แต่บัดนี้คณะกรรมาธิการเห็นว่าถึงเวลาและสถานการณ์ตลอดจนโอกาสที่เหมาะสม ที่จะดําเนินการปฏิรูปในเรื่องนี้ โดยนําเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้บรรลุผล ประสบความสําเร็จเป็นช่องทางสําคัญอีกช่องทางหนึ่งที่จะพัฒนาระบบการบริการ สาธารณสุขและการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมอย่างแท้จริง โดยที่จะสามารถ สร้างขวัญและกําลังใจให้กับแพทย์และบุคลากรด้านการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง ไปพร้อม ๆ กันด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาแห่งนี้มองไปเห็นคุณหมอหลายท่าน บางท่าน อาจจะเคยเกี่ยวข้อง เคยรับทราบ หรือเคยดําเนินการในเรื่องนี้มาก่อน ก็คิดว่าเป็นโอกาสดี ที่จะได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษครับ

ในส่วนของสาระสําคัญในเรื่องนี้ก็คือประเด็นที่ผู้ป่วยหรือญาติฟ้องแพทย์ หรือสถานพยาบาลเป็นคดีความ ซึ่งที่มาหรือสาเหตุของเรื่องนี้จริง ๆ แล้วก็มีหลายประการ แต่ขออนุญาตนําเรียนในบางเรื่องบางราวซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย แล้วก็สามารถที่จะเข้าใจ ต่อเนื้อหาของการปฏิรูปในขั้นต่อไปได้ด้วย คือประเด็นความรู้สึกของความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน ระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ในประเด็นเรื่องนี้ก็อยากจะเรียนว่าจริง ๆ แล้วเกิดจาก ความก้าวหน้า ความสําเร็จในกระบวนการด้านการสาธารณสุขและการแพทย์ของประเทศ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะครับ เราก็ควรจะภาคภูมิใจและยอมรับร่วมกันว่าประเทศชาติเรา มีกิจการแพทย์และการสาธารณสุขที่เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก ก้าวหน้าอย่างโดดเด่น ในภูมิภาคสู่ระดับสากล และที่สําคัญคือวิวัฒนาการไปสู่การแพทย์เชิงพาณิชย์มากขึ้น ในขณะเดียวกันในด้านของผู้ป่วยซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิจากรัฐ รัฐให้การดูแล ด้านการรักษาพยาบาลกับประชาชนอย่างถ้วนทั่ว โดยมีกองทุนหลัก ๓ กองทุน คือ กองทุน จากหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม และสิทธิจากระบบราชการ ด้วยความรู้สึกของวิวัฒนาการไปสู่การแพทย์เชิงพาณิชย์ และด้วยความรู้สึกของผู้ป่วย ที่เป็นสิทธิที่ได้รับการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นวิวัฒนาการในแง่ของ การแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้นในเชิงพาณิชย์หรือความรู้สึกของผู้ป่วยในฐานะผู้รับบริการก็ย่อมไม่มี สิ่งใดที่ผิดพลาดอะไร เป็นเรื่องธรรมดา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป จากเดิม ผมขออนุญาตเรียนว่าความรู้สึกดั้งเดิมของคนไทยเรานั้นตามวัฒนธรรม แบบสังคมไทย เรารู้สึกว่าแพทย์คือผู้มีบุญคุณ เป็นผู้ให้ชีวิต เป็นผู้ช่วยให้พ้นทุกข์ วิวัฒนาการไปสู่ความรู้สึกของการเป็นผู้ให้บริการและผู้รับบริการ สาเหตุของความรู้สึก ดังกล่าวอาจมีผลต่อความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงกันไป ในขณะเดียวกันก็อาจเกิดการคาดหวัง ผลจากการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้น ซึ่งในบางโอกาสผลลัพธ์จากการรักษาพยาบาล อาจไม่เป็นไปตามคาดหวังหรืออาจปรากฏผลข้างเคียง เช่นอาจมีอาการแทรกซ้อน เป็นโรคอย่างอื่นแทรกซ้อน หรือในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิต เกิดอาการ ที่เรียกว่าทุกขเวทนาในการดํารงชีวิตในกรณีที่พิการ ซึ่งก็ปรากฏเป็นข่าวให้ทราบกัน เป็นระยะ ๆ ซึ่งทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดหรือไม่จากการดําเนินการรักษาพยาบาล ตามขั้นตอน ผลดังกล่าวเป็นความจริงที่ปรากฏขึ้น และในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า มีความเสียหายเกิดขึ้นจริง เกิดอะไรตามมาครับ เกิดการฟ้องร้องเป็นคดีความระหว่างกัน หรือในบางกรณีฝ่ายแพทย์เองหรือฝ่ายเจ้าหน้าที่พยาบาลผู้เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่เอง ก็อาจจะเป็นผู้ได้รับความเสียหาย เป็นผู้ได้รับผลกระทบเสียเองก็อาจจะเป็นได้ เช่น การติดเชื้อโรคร้ายแรงจากผู้ป่วย หรืออาจจะประสบอุบัติเหตุในขั้นตอนการรักษาพยาบาล ซึ่งก็อาจจะเป็นได้ โดยสรุปแล้วก็คือผู้ได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัตินี้นั้น หรือที่เรียกว่าผู้ได้รับผลกระทบย่อมเป็นไปได้ทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายแพทย์และฝ่ายผู้ป่วย

อย่างไรก็ดี การเป็นคดีความไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา บางท่าน อาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรม แต่หากมอง ในข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติทุกท่านย่อมเข้าใจดีว่าการเป็นคดีความนั้นเป็นภาระทางธุรการ มากมาย เกิดค่าใช้จ่าย การใช้เวลานานมากไม่ทันท่วงทีต่อการแก้ปัญหา ในขณะเดียวกัน ก็อาจชี้ชัดตอกย้ําในปัญหาความเหลื่อมล้ําทางสังคมให้มากขึ้นด้วย การเป็นปฏิปักษ์ต่อกันในศาลระหว่างแพทย์และผู้ป่วยย่อมไม่ใช่บรรยากาศที่พึงปรารถนา แน่นอน ไม่สอดคล้อง ไม่ใช่แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาด้านการสาธารณสุข ของประเทศชาติอย่างแน่นอน ข้อเท็จจริงในเชิงตัวเลขก็คือในห้วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา เกิดเป็นคดีความฟ้องร้องกัน จํานวน ๔๒๗ คดี และปัจจุบันมีคดีที่ค้างคาอยู่ที่ กระทรวงสาธารณสุข เป็นคดีแพ่ง ๒๕๐ คดี และเป็นคดีอาญา ๓๖ คดี หากมองในเชิงตัวเลข บางท่านอาจจะคิดว่าจํานวนน้อยหรือจํานวนมากก็คงแล้วแต่มุมมอง อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการเห็นว่าการเป็นคดีความต่อกันนั้นแม้มีเพียงคดีเดียวก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนา ไม่สมควรมีครับ ประเด็นก็คือจะทําอย่างไรต่อปัญหานี้ และนี่ก็คือที่มาของแนวคิด เพื่อการปฏิรูป แนวคิดตามร่างพระราชบัญญัตินี้ก็คือการให้มีกระบวนการไกล่เกลี่ย อย่างมีเหตุผลและเป็นธรรม มีกองทุนเพื่อการเยียวยาชดเชยอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องพิสูจน์ ความผิด โดยที่ผู้เสียหายหรือผู้ได้รับผลกระทบที่ตกลงยินยอมจากมาตรการไกล่เกลี่ย รับการเยียวยาชดเชยจะมีการทําสัญญาประนีประนอมยอมความไว้เพื่อจะไม่เป็นคดีความ ในศาลยุติธรรม แต่การที่เรียกว่าไม่ต้องพิสูจน์ความผิด ซึ่งบางท่านอาจจะกังวล ก็คงไม่ใช่ การละเลยข้อผิดพลาดบกพร่องที่เกิดขึ้น โดยจะมีมาตรการที่จะกํากับดูแลรวบรวมเป็นข้อมูล เป็นบทเรียน เป็นการปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเรียนให้ทราบในขั้นต่อไป อย่างไรก็ตามแม้มีกระบวนการไกล่เกลี่ยเยียวยาชดเชยตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว ผู้เสียหาย ก็ยังคงสามารถรักษาสิทธิในการฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมได้เสมอ หากแต่ถ้าเป็นคดีอาญา พระราชบัญญัตินี้กําหนดให้ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจในการบรรเทาโทษหรือไม่ลงโทษ ผู้ให้บริการสาธารณสุขได้ด้วย ซึ่งก็มีเงื่อนไข กรรมวิธี ปัจจัยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อการพิจารณาของศาล โดยจะเรียนให้ทราบในขั้นต่อไป

โดยสรุปแล้วผลลัพธ์ผลสําเร็จตามร่างพระราชบัญญัตินี้นอกจาก เจตนารมณ์หลักเพื่อลดการฟ้องร้องเป็นคดีความแล้ว ยังก่อให้เกิดประโยชน์ในแนวทาง สร้างสรรค์อีกหลายประการ ที่สําคัญก็คือมีเจตนาเพื่อให้แพทย์สามารถใช้ดุลยพินิจ เพื่อการปฏิบัติตามจรรยาบรรณแพทย์ได้อย่างเต็มที่ ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุด มั่นใจ ในประสิทธิภาพสูงสุดที่จะได้รับในการรักษาพยาบาล หัวใจสําคัญของความสําเร็จต่อ การดําเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ก็คือการมีกองทุน ต้องมีเงินครับ ต้องมีเงิน เพื่อการเยียวยาชดเชย ถามว่าเงินมาจากไหน มาจากการหักเงินจํานวนไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ จากค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาพยาบาลที่ ๓ กองทุนหลักจะต้องจ่ายให้สถานพยาบาล โดยหักส่งเข้ากองทุนเป็นรายเดือน หลักการนี้ไม่ใช่หลักการใหม่ครับ เป็นหลักการที่ได้ ดําเนินการอยู่แล้ว ตามแนวคิดที่ได้ปฏิบัติตามมาตรา ๔๑ ของพระราชบัญญัติหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ ซึ่งได้ดําเนินการอยู่แล้วอย่างได้ผลในปัจจุบัน เป็นการขยายกรอบ การดําเนินการให้ครอบคลุมทั้ง ๓ กองทุน หรือหากมองอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นการขยายกรอบ การคุ้มครองสิทธิที่รัฐได้จัดให้เพื่อการรักษาพยาบาลให้ครอบคลุมถึงการคุ้มครองผลกระทบ ที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลด้วย กองทุนมีเงินเท่าไรครับ พระราชบัญญัตินี้ระบุ เงินจํานวนไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์จาก ๓ กองทุนดังกล่าว หากจะถามว่าเป็นเงินเท่าใด ณ เวลานี้คงต้องตอบว่ายังไม่ทราบ เพราะคําว่าไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์นั้นหมายถึงว่า ได้ให้อํานาจแก่คณะกรรมการในระดับนโยบายเป็นผู้กําหนดเป็นปี ๆ ไป อาจขึ้นอยู่กับข้อมูล ความจําเป็น เช่นในขั้นต้นอาจใช้น้อย ต่อไปอาจมากขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งก็อาจจะเป็นได้ หากจะถามว่า ๑ เปอร์เซ็นต์เต็มอัตรา ณ ปัจจุบันเป็นเงินเท่าใด ท่านสมาชิกอาจจะเห็นจาก แผ่นฉายนะครับ ในส่วนของหลักการใช้เงินกองทุนใช้เพื่อจ่ายชดเชยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ หรือทายาทเป็นหลัก ใช้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการสนับสนุนหรือส่งเสริมการดําเนินการ เพื่อการพัฒนาระบบความปลอดภัยและการป้องกันผลกระทบ เพื่อลดความเสี่ยงจาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นให้น้อยที่สุด และเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรการได้ไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในประเด็นที่ ๒ ซึ่งบางท่านอาจจะกังวลสงสัย มีหลักเกณฑ์ระบุไว้ในหมวด ๕ ของร่างพระราชบัญญัติ เป็นหมวดที่ว่าด้วยการเสริมสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีและการพัฒนาระบบความปลอดภัย คือระบุไว้ในมาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๕ ด้วยหลักการดังกล่าวถามว่าจะจัดการอย่างไร ก็ขออนุญาตเรียนในหลักการ ด้านการบริหารจัดการดําเนินการโดยคณะกรรมการ ๔ รูปแบบ คือคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้ได้รับผลกระทบจากการบริการสาธารณสุข เป็นคณะกรรมการในระดับนโยบาย มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน คณะอนุกรรมการกลั่นกรองการขอรับ เงินชดเชยระดับเขต คณะอนุกรรมการพิจารณาเงินชดเชยระดับเขต และคณะกรรมการ วินิจฉัยอุทธรณ์ โดยมีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเป็นสํานักงานเลขานุการ และแบ่งพื้นที่ รับผิดชอบเป็น ๑๓ เขตตามการแบ่งพื้นที่งานของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการทุกรูปแบบทุกระดับจะจัดจากองค์ประกอบที่มาจาก ทุกภาคส่วน ทั้งส่วนราชการ องค์กร ราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนบุคลากร จากองค์กรภาคประชาชน คณะกรรมการแรกก็คือคณะกรรมการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ จากการบริการสาธารณสุข ซึ่งเป็นคณะกรรมการในระดับนโยบาย ประกอบด้วย กรรมการ รวมทั้งสิ้น ๑๙ คน เป็นคณะกรรมการที่มีอํานาจปฏิบัติตามรายละเอียดต่าง ๆ ตามที่กําหนด ไว้ใน พ.ร.บ. นี้ เช่นกําหนดจํานวนร้อยละของเงินที่จะหักเข้ากองทุน การจัดสัดส่วน การบริหารกองทุน กําหนดแผนและแนวทางการพัฒนาระบบ ตลอดจนมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

คณะอนุกรรมการกลั่นกรองการขอรับเงินชดเชยระดับเขต จะประกอบด้วย คณะกรรมการ ๖ คนจากทุกภาคส่วนตามที่ได้กล่าวแล้ว มีหน้าที่สําคัญก็คือการพิจารณา วินิจฉัยคําขอว่าอยู่ในหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ ตามมาตรา ๕ และมาตรา ๖ คือมีกรณียกเว้น ๒ ประการที่ไม่อยู่ในกรอบของการชดเชยก็คือผลกระทบที่เกิดขึ้น เป็นผลกระทบตามปกติธรรมดาของโรค และผลกระทบนั้นเป็นผลกระทบซึ่งหลีกเลี่ยงมิได้ จากการให้หรือรับบริการสาธารณสุขตามมาตรฐาน ซึ่งอาจจะมีรายละเอียดต่าง ๆ ได้ตามที่ คณะกรรมการมีอํานาจกําหนด

คณะกรรมการพิจารณาจ่ายเงินชดเชยระดับเขต ประกอบด้วย คณะกรรมการ ๖ คน มีหน้าที่พิจารณาเงินชดเชยตามวงเงินที่คณะกรรมการกําหนด คําว่า ตามวงเงินที่คณะกรรมการกําหนด ซึ่งขยายความได้ว่าคณะกรรมการระดับนโยบาย จะกําหนดวงเงินเพื่อการชดเชยที่อยู่ในอํานาจของระดับเขต หากเกินอํานาจต้องเสนอให้ คณะกรรมการเห็นชอบก่อน

ในส่วนของหลักเกณฑ์การพิจารณาจ่ายเงินชดเชย ในร่าง พ.ร.บ. กําหนด หลักเกณฑ์การพิจารณาโดยพิจารณาจากผลกระทบหรือความเดือดร้อนที่ได้รับ พฤติการณ์ แวดล้อม ระดับความรุนแรง การบรรเทาเยียวยา หรือความจําเป็นอื่น ๆ ประกอบกัน หรืออาจเยียวยาด้วยประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่มิใช่ตัวเงินด้วยก็ได้ เช่นอาจช่วยเหลือ เป็นเครื่องช่วยเหลือจากกรณีพิการเพื่อช่วยเหลือการดํารงชีพที่จําเป็นได้อย่างทันท่วงที ให้แก่ผู้เสียหาย เป็นต้น หรืออาจจ่ายเงินชดเชยจํานวนแรกให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ ไปพลางก่อนได้ตามความจําเป็น ซึ่งอาจจะด้วยเหตุที่ผู้ขอรับการชดเชยมีความจําเป็น เร่งด่วนเกิดระทมทุกข์ เกิดทุกขเวทนาอย่างเห็นได้ชัด แม้พระราชบัญญัตินี้จะกําหนดเวลา ให้ดําเนินการอย่างรวดเร็วแล้วก็ตามก็ยังไม่ทันต่อการเยียวยาเป็นต้น

คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ ประกอบด้วย กรรมการ ๗ คน จากภาคส่วนต่าง ๆ ที่สมควรเกี่ยวข้อง มีหน้าที่วินิจฉัยคําขอในกรณีที่ผู้ได้รับผลกระทบ ไม่เห็นพ้องกับการไกล่เกลี่ยตามขั้นตอนต่าง ๆ ทั้งการตัดสินตามมาตรา ๖ ของคณะกรรมการกลั่นกรอง หรือกําหนดจํานวนเงินเพื่อการเยียวยาชดเชย ของคณะกรรมการพิจารณาเงินชดเชย คําตัดสินของคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้ถือเป็นที่สุด ซึ่งหมายความว่าหากผู้ได้รับผลกระทบไม่ตกลงยินยอมตามคําวินิจฉัย ของคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ก็ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมด้วยตนเอง

ในขั้นตอนต่าง ๆ ของกระบวนการที่จะปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ เป็นรายละเอียดตามเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ฉายนะครับ จะเห็นได้ว่าแต่ละขั้นตอน ระบุจํานวนวันที่จะดําเนินการให้แล้วเสร็จไว้โดยชัดเจน ซึ่งโดยรวมแล้วจะดําเนินการ ให้แล้วเสร็จภายในไม่เกิน ๙๐ วัน ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติ ที่ต้องการให้การดําเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะมีผลให้การเยียวยาชดเชยดําเนินการได้ อย่างทันเวลา ทันต่อการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ได้รับความเสียหาย ซึ่งต่างกัน อย่างชัดเจนกับการฟ้องร้องเป็นคดีความซึ่งต้องใช้เวลานานแน่นอน และมิได้แก้ปัญหา ในแนวทางสร้างสรรค์แต่อย่างใด

นอกจากนี้พระราชบัญญัตินี้ยังเกี่ยวโยงกับสิทธิในการดําเนินการ เพื่อการฟ้องคดีในศาลยุติธรรม ก็คือผู้ได้รับผลกระทบในเรื่องการรักษาพยาบาลนี้ จะต้องดําเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัตินี้เสียก่อน ก่อนที่จะนําเรื่องราวขึ้นฟ้อง ในศาลยุติธรรม โดยในมาตรา ๒๕ ระบุว่าให้ศาลมีอํานาจจําหน่ายคดีออกจากสารบบ หากผู้เสียหายยังมิได้ดําเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ และในขณะเดียวกันหากอยู่ระหว่าง การดําเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งอาจจะอยู่ในขั้นตอนการไกล่เกลี่ย หรือขั้นตอนใดก็ตาม และผู้เสียหายดําเนินการฟ้องศาลยุติธรรม คณะกรรมการมีอํานาจยุติ การดําเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ทันที โดยที่ไม่สามารถนําเรื่องกลับมาดําเนินการ ตามขั้นตอนของพระราชบัญญัตินี้ได้อีก

อีกประการที่ควรทราบก็คือการจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ ที่เป็นผู้ให้บริการซึ่งก็คือฝ่ายแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จะไม่เป็นการรอนสิทธิ ที่จะได้รับการช่วยเหลือจากทางราชการหรือหน่วยงานต้นสังกัด

ในส่วนสําคัญอีกประการก็คือในส่วนที่ควรต้องทําความเข้าใจเกี่ยวกับ อายุความ อายุความเกี่ยวกับสิทธิในการขอรับเงินชดเชย กําหนด ๓ ปีนับแต่วันที่รู้ถึง ผลกระทบ แต่ไม่เกิน ๑๐ ปี และเมื่อยื่นคําขอชดเชยให้หยุดการนับอายุความไว้จนกว่า การชดเชยจะสิ้นสุดหรือยุติการดําเนินการ ทั้งนี้ เพื่อมิให้เสียสิทธิทางคดีความในกรณี การเจรจาไกล่เกลี่ยไม่สัมฤทธิผล และหากอายุความในการฟ้องคดีแพ่งเหลืออยู่ไม่ถึง ๖๐ วัน จะขยายอายุความในการฟ้องคดีแพ่งออกไปอีก ๖ เดือน ทั้งนี้ เจตนาเพื่อที่จะให้โอกาส ในการฟ้องคดีแพ่งได้ เพื่อลดการฟ้องคดีอาญา เพราะคดีอาญามีอายุความที่ยาวกว่าคดีแพ่ง ในขณะเดียวกัน หากผู้ให้บริการคือฝ่ายแพทย์ถูกฟ้องเป็นจําเลยในคดีอาญา ศาลอาจลงโทษน้อยกว่า ที่กําหนดไว้หรืออาจไม่ลงโทษเลยก็ได้ ทั้งนี้ จะพิจารณาจากประวัติ พฤติกรรมแห่งคดี มาตรฐานทางวิชาชีพ การบรรเทาผลร้ายแห่งคดี การประนีประนอมยอมความ การชดใช้ เยียวยา ตลอดจนการที่ผู้เสียหายไม่ติดใจให้รับโทษเป็นปัจจัยในการพิจารณา

สุดท้าย เนื่องจากพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวโยงกับการดําเนินการที่ได้ดําเนินการ อยู่เดิมหรือดําเนินการค้างคาอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้ จึงกําหนดให้มี บทเฉพาะกาลเพื่อให้สามารถดําเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ราบรื่น เรียบร้อย ตามมาตรา ๓๘ ถึงมาตรา ๔๓ และที่สําคัญยังมีความเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติที่สําคัญอีก ๒ ฉบับ ที่จําเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมก็คือพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ รายละเอียดอื่น ๆ คงเป็นไปตาม เอกสารรายงานและร่างพระราชบัญญัติที่นําเสนอ ซึ่งคณะกรรมาธิการหวังเป็นอย่างยิ่ง ในความเห็นหรือข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ เพื่อที่จะดําเนินการในวาระปฏิรูปนี้มีโอกาส ได้เป็นช่องทางสําคัญในการเสริมสร้างความก้าวหน้าให้แก่กระบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป ขอบคุณครับ