รวีวรรณ ชูใช้ SEA แทน EIA แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเชิงนโยบาย

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒ · ๑๖ มกราคม ๒๕๖๐

รวีวรรณ ภูริเดช หารือประเด็นการปฏิรูประบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการใช้เครื่องมือการประเมินเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) แทนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับโครงการขนาดใหญ่หรือนโยบายที่มีผลกระทบกว้างขวาง ทั้งเพื่อป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่สำคัญอย่างป่าไม้และแหล่งน้ำ รวมถึงสนับสนุนให้มีการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความเป็นอิสระและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนย้ำความโปร่งใสและหลักวิชาการในการพิจารณาโครงการต่างๆ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างรอบด้าน

นางรวีวรรณ ภูริเดช กรรมาธิการ

ดิฉันก็กราบขอบพระคุณท่านสมาชิก ทุกท่านที่ได้ร่วมอภิปรายในวาระปฏิรูป เรื่อง การปฏิรูปด้านระบบการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ในวันนี้นะคะ แล้วก็มีผู้อภิปรายถึง ๑๑ ท่าน ดิฉันก็คิดว่า ส่วนหนึ่งดิฉันก็ดีใจที่เห็นว่าทุกท่านที่อยู่ตรงนี้ให้ความสําคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อมแล้ว

ดิฉันขออนุญาตตอบคําถามเป็นราย ๆ ไปเพื่อประหยัดเวลาด้วยนะคะ ท่านที่ ๑ ท่านนิกร จํานง ดิฉันขอกราบขอบพระคุณที่ท่านได้ให้การสนับสนุนในข้อเสนอ การปฏิรูปในเรื่องของเอสอีเอ (SEA) ท่านได้ช่วยยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดในเรื่องการทํา หมู่เหมืองหินปูนในจังหวัดสระบุรี เห็นไหมคะว่าถ้าหากเราไม่มีเครื่องมือในการสกรีน (Screen) รอบแรกในระดับนโยบาย เราก็จะมีเครื่องมือในการดูผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่ไม่เพียงพอ เพราะปัจจุบันเรามีแต่เครื่องมือทางกฎหมายที่เรียกว่าอีไอเอ (EIA) เราจับได้ อํานาจหน้าที่หรือเครื่องมือของมันอยู่แค่ระดับโครงการ เมื่อมีการกําหนดที่ตั้ง ของโครงการมาแล้วอีไอเอ (EIA) ก็ดูได้แค่นั้น แต่ดูบียอนด์ (Beyond) นั้นไม่ได้ มันไม่ใช่ เครื่องมือที่จะเปลี่ยนในแนวนโยบายของรัฐบาลเลย เช่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเครือข่ายถนน เครือข่ายรถไฟ หรือการสร้างเขื่อนต่าง ๆ อีไอเอ (EIA) ไม่ใช่ส่งมาแล้วอีไอเอ (EIA) จะบอกว่าไม่เอา ไม่ชอบที่นี้ คุณไปเลือกที่ใหม่ อันนี้มันเกินอํานาจหน้าที่ของรายงานอีไอเอ (EIA) ดังนั้นหมู่เหมือง ๑๐ หมู่เหมืองปล่อยมลพิษเท่า ๆ กันที่อยู่ในมาตรฐานที่เรามีกฎหมาย มาตรฐานฝุ่น มาตรฐานการปล่อยมลพิษทางอากาศ ทุกคนอยู่ภายใต้มาตรฐาน ไม่เกินมาตรฐาน แต่เมื่อรวมกันแล้วอาจจะเกินศักยภาพการรองรับของพื้นที่ นี่แหละค่ะ คือเราต้องมีเครื่องมืออีกตัวหนึ่งเข้ามาใช้ก็คือเครื่องมือที่เรียกว่าเอสอีเอ (SEA) ดิฉันก็ขอขอบคุณท่านนิกรที่ท่านได้ช่วยยกตัวอย่างตัวนี้ ดิฉันคิดว่าเห็นภาพชัดมากว่า ข้อจํากัดของเครื่องมืออีไอเอ (EIA) ที่มีอยู่ปัจจุบันนี้อยู่แค่ระดับโครงการ มันไม่เพียงพอ และท่านก็ให้การสนับสนุนในเรื่องของการเสริมความเข้มแข็งในกระบวนการ ติดตามตรวจสอบด้วยนะคะ เพราะท่านเคยอยู่ในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ว่าหลังจากที่อนุมัติหรือกําหนดเงื่อนไขในการทําแล้วจะต้องมีการเสริมในเรื่องนี้ แล้วก็ ในเรื่องของการทําหน่วยงานให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น

ในส่วนของท่านคุรุจิตนะคะ ก็ขอบคุณท่านที่อย่างน้อยท่านก็บอกว่า ท่านเห็นด้วยประมาณ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์กับข้อเสนอด้านปฏิรูป ก็คือในเรื่องของการสร้าง เครื่องมือใหม่ที่ประเทศไทยยังไม่มีการทํามาก่อนก็คือเอสอีเอ (SEA) เพื่อผลักดันให้มี การขับเคลื่อนการทํางานเรื่องของการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ให้มีความเหมาะสม ให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น ท่านยังให้ความสําคัญในเรื่องของการปรับ โครงสร้างขององค์กร เรื่องของปัญหาในเรื่องของการคัดสรรผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ได้มี เป็นข้อเสนอในข้อเสนอปฏิรูปทั้ง ๘ ประเด็นในเรื่องของพัฒนาระบบอยู่แล้ว ก็คือเราเสนอ ให้มีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรทางด้านการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็ง บางท่านขอให้เป็นอิสระ ดิฉันขอกราบเรียนว่าจะเป็น รูปแบบใดก็แล้วแต่คงต้องเป็นหน่วยงานของรัฐ เพราะว่าคําสั่งเหล่านั้นที่เราพิจารณา มีการศึกษาไว้บางส่วนแล้วว่าต้องเป็นโครงการของรัฐ เพราะเป็นคําสั่งทางปกครอง ประชาชนทุกฝ่าย รวมทั้งผู้เห็นชอบกับโครงการและไม่เห็นชอบกับโครงการ เขามีสิทธิ ที่จะคัดค้านในความเห็นชอบอีไอเอ (EIA) หรือไม่เห็นชอบไปที่ศาลปกครองได้ ก็เป็นสิทธิ โดยชอบธรรม ดังนั้นจะต้องเป็นองค์กรอิสระ แต่อาจจะเป็นในรูปแบบของ สตง. หรือองค์กรอื่น ๆ ที่เป็นของรัฐก็ได้ แต่ว่าคงจะต้องเป็นหน่วยงานของรัฐ เพราะว่าอันนี้ กราบเรียนว่าได้มีการตีความแล้วว่าคําสั่งเหล่านี้เป็นคําสั่งทางปกครองก็อาจจะเป็น รูปแบบอื่นที่มีความคล่องตัวและมีความอิสระ

ในส่วนของท่านคุรุจิตต่อของเอสอีเอ (SEA) ท่านถามว่าจะเป็นการเพิ่ม ขั้นตอนทําให้รายงานมีการยุ่งยากและไม่ผ่านบางโครงการหรือไม่ ดิฉันขอกราบเรียน ในเบื้องต้นว่าเนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ เพราะฉะนั้นทางกรรมาธิการจึงเสนอว่าให้ทําเฉพาะ โครงการของรัฐที่จะต้องมีการทํามาสเตอร์แพลน (Master Plan) และหน่วยงานของรัฐนั้น ๆ เป็นผู้นําเครื่องมือนี้มาใช้เองใน ๗ ประเภทที่ได้กราบเรียนไปเช่นการวางแผนแม่บท โครงสร้างพื้นฐาน อย่างเช่นถนนหรือรางรถไฟอย่างที่กราบเรียนมานะคะ

ดิฉันขออนุญาตเด้งไปที่คําถามของท่านดํารงค์ พิเดช เลย เพราะว่า เกี่ยวเนื่องกันที่ท่านถามเรื่องถนน ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องดีที่ท่านได้ถามมา ๑ โครงการ ผ่านเส้นน้ําหนาว ที่ท่านถามว่าอีไอเอ (EIA) ผ่านหรือยัง ขอกราบเรียนว่าโครงการพัฒนาของรัฐ คณะกรรมการมีหน้าที่เสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมให้ความเห็นประกอบ ไม่มี การเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่ออีไอเอ (EIA) นะคะ ให้ความเห็นประกอบต่อการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นอีไอเอ (EIA) ที่เรา ได้นําเข้าสู่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไม่ได้ให้ การเห็นชอบ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเสนอให้ไปหาเส้นอื่นเถอะ คุณไปพิจารณา แนวทางใหม่เถอะ ในเส้นอีสต์ เวสต์ คอริดอร์ (East West Corridor) ท่านทราบว่า เป็นแนวนโยบายของรัฐบาลที่เราต้องมีเส้นอีสต์ เวสต์ คอริดอร์ (East West Corridor) แต่ในช่วงบางตอนที่ผ่านพื้นที่ป่าไม้ที่สําคัญมันจะอ้อมได้ไหม มันจะไปเส้นอื่นได้ไหม อันนี้ ดิฉันคิดว่าต้องกราบขอบพระคุณคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติว่าท่านให้ความเห็น ในเชิงนโยบายคือสั่งให้ไปศึกษาเส้นทางอื่น ถ้าเรามีแต่อีไอเอ (EIA) เราสั่งแบบนี้ไม่ได้นะคะ ถ้าอีไอเอ (EIA) โครงการเข้ามาบอกเส้นนี้ไม่ดีสั่งให้เอากลับไปแล้วไปพิจารณาเส้นอื่นเถอะ อันนี้จะเกินขอบเขตของอีไอเอ (EIA) มันต้องเป็นเอสอีเอ (SEA) แล้วนะคะ ถึงกราบเรียนว่า เส้นนี้เผอิญว่าได้เสนอเข้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ท่านไม่ได้ให้ความเห็นชอบ ยังไม่ได้เสนอ ครม. สั่งให้กรมทางหลวงไปพิจารณาหาเส้นทางอื่นที่จะไม่ผ่านพื้นที่น้ําหนาว ได้หรือไม่ตามที่เป็นข่าว

ส่วนอีกเส้นหนึ่งที่ท่านได้ถามนะคะ เส้นอุ้มผาง ก็ขอกราบเรียนว่าเส้นนี้ ก็มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ก็ยังไม่ได้มีการทําอีไอเอ (EIA) เลย แต่ว่าเนื่องจากล่าสุดอาจจะมี การเคลื่อนไหวนิดหนึ่ง เพราะว่าประชาชนต้องการเส้นนี้แล้วก็ทําเรื่องมาที่คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ท่านกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็รับฟังความต้องการ ของประชาชนก็มีการเรียกไปให้ข้อมูล ก็คือสรุปว่าจริง ๆ แล้วช่วงที่ผ่านอุทยานตรงนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชยังไม่ได้อนุญาตให้เข้าไปศึกษา ดิฉันก็ขอ กราบเรียนอีกครั้งหนึ่งว่าการเข้าพื้นที่เส้นใดก็ตามที่จะเข้าไปศึกษาชีวิตสัตว์หรือว่าสัตว์ป่า ที่อยู่บริเวณนั้นต้องได้รับการอนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าไปศึกษาร่วมว่าสัตว์ขนาดใหญ่มีวิถีอย่างไร สัตว์ขนาดเล็กมีวิถีอย่างไร ก็กราบเรียนว่า ยังไม่ได้ผ่าน ยังไม่ได้มีการทํารายงานนะคะ

ดิฉันขออนุญาตกลับไปที่ของท่านคุรุจิตต่อนะคะว่าแล้วจะเพิ่มขั้นตอนหรือไม่ ก็กราบเรียนสรุปว่าในเบื้องต้นนี้เราขอให้เป็นเครื่องมือที่ผู้วางแผนเอง ไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒน์ หรือว่าการทําแผนแม่บทต่าง ๆ ใน ๗ ประเภท นําเครื่องมือที่เรียกว่าเอสอีเอ (SEA) ไปใช้ ในการออกแบบ ไปใช้ในการกําหนดนโยบาย เพื่อลดข้อขัดแย้งในการเดินหน้าทํางาน โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล แล้วก็เอกชนด้วย

ถัดไปของท่านเลิศรัตน์ ก็ขอบคุณท่านเลิศรัตน์มากที่ท่านได้เรส (Raise) ในเรื่องที่สําคัญ จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ดิฉันก็คิดว่าสําคัญที่สุดนะคะ คือเรื่องของการมีส่วนร่วม ของประชาชนในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นให้มีประสิทธิภาพ คือเราจะเน้นแต่โพรเซส (Process) ไปเพื่ออะไร ในเมื่อเอาต์คัม (Outcome) ของการรับฟังความคิดเห็นในบางครั้ง มันไม่ได้อย่างนั้น เราจะกําหนดให้มีการรับฟัง ๕ ครั้ง ๑๐ ครั้ง ๒๐ ครั้ง ก็คือเสียเงินไป เปล่า ๆ แต่ว่าการทํากระบวนการรับฟังความคิดเห็นให้เป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ทําอย่างไรให้ประชาชนคนไทยเข้าใจในกระบวนการวิเคราะห์ร่วมกัน ดิฉันไม่ได้มองแต่เรื่อง สิ่งแวดล้อม ทุกเรื่องที่ประชาชนจะเข้ามาและให้ความคิดเห็น เป็นการให้ความคิดเห็น อย่างสร้างสรรค์มันเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ประเทศเรากําลังพัฒนาเราต้องเดินหน้า เราจะต้องช่วยกันในการพัฒนาระบบตรงนี้ ซึ่งดิฉันคิดว่าเราก็มีความก้าวหน้ากว่า ประเทศอื่น ๆ พอสมควร แต่เราอยู่ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านเตรียมฐานคน เราจะต้องมี การทําเรื่องนี้และเข้าใจในกระบวนการเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมจะเห็นว่าเราให้มี การทําประชาพิจารณ์ เดี๋ยวนี้ไม่ใช้เวิร์ดดิง (Wording) นี้แล้วนะคะ เราปรับใหม่แล้ว ประชาพิจารณ์เป็นการเข้ามาแล้วบอกว่าให้โหวตเยส (Yes) หรือโน (No) อันนี้มีแต่ตีกัน ไม่สร้างสรรค์ เราจึงเปลี่ยน เราไม่ใช่เอาโครงการเข้าไปแล้วทําประชาพิจารณ์ให้ประชาชน บอกว่าโครงการนี้เอา โครงการนี้ไม่เอา ไม่ใช่นะคะ อันนี้ไม่ใช่หลักการของการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน แต่ว่าเราเปลี่ยนเป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี อันนี้เป็น พื้นฐานระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แล้วบอกว่าจะต้องมีช่องทางอะไรบ้างเป็นพื้นฐานขั้นต่ําในการดู เพราะฉะนั้นประชาพิจารณ์ ที่โหวตนี่ไม่มีแล้วนะคะ จะเป็นเรื่องของการรับฟังความคิดเห็น ดิฉันก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่มากเพราะว่าเรายังเน้นที่โพรเซส (Process) ขอให้มีการจัด แต่ว่าการจัดอย่างมีประสิทธิภาพ การให้มีการสื่อสาร ๒ ทาง การที่ทําเอกสารและประชาชนจะเข้าใจมันเป็นเรื่องสําคัญ ก็เห็นด้วยกับหลายท่านนะคะที่ให้ความสําคัญในเรื่องของการมีส่วนร่วม การสื่อสาร การนําประชาชนเข้ามาพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพในเรื่องนี้ แล้วก็รวมทั้งที่ท่านเสนอให้มี การปรับโครงสร้าง ซึ่งหลายท่านก็ได้ให้ความสนับสนุนว่าหน่วยงานของรัฐเราจะใช้ วัน ไซซ์ ฟิตส์ ออล (One size fits all) ฟรีซ (Freeze) ให้หน่วยงานเล็กขนาดนี้เหมือนเดิม ไม่มีการปรับโครงสร้าง ดิฉันไม่เห็นด้วยนะคะ ดิฉันขอบคุณท่านที่ใช้คําง่าย ๆ คือเราต้องตัด ไขมันส่วนเกินและมาโบลว์อัป (Blow up) บางหน่วยงานซึ่งมีความจําเป็นและต้องมีการเพิ่ม ศักยภาพ เพิ่มจํานวนบุคลากรให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศ

ถัดไปนะคะ ที่ท่านเสนอทําระบบคุณวุฒิวิชาชีพ ก็ขอกราบขอบพระคุณ เป็นอย่างสูง เราจะได้มีการประสานกับสภาวิชาชีพในเรื่องของวิชาชีพอีไอเอ (EIA) ต่อไป

ถัดไปคือท่าน พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ท่านพูดถึงเรื่องชะอํา เรื่องของ รีสอร์ต (Resort) บ้านพัก การกระจายอํานาจ ก็กราบเรียนว่าอันนี้เราได้กระจายอํานาจ ให้กับ คชก. ในระดับจังหวัด เพราะว่าอยู่ในโซน (Zone) พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ก็อย่างที่ หลายท่านก็สนับสนุนการกระจายอํานาจ แต่มีความกังวลว่าคงไม่กระจายโครงการสําคัญ ทั้งหมด อย่างที่ท่านคุรุจิตได้พูดว่าโครงการบางอันจังหวัดก็อาจจะไม่มีความเชี่ยวชาญ ในการพิจารณา ปัจจุบันนี้ก็จะกระจายอํานาจเฉพาะโครงการในเรื่องของอาคารเป็นหลัก เพราะเนื่องจากว่าไม่ยุ่งยากมากนัก แล้วก็มีผู้เชี่ยวชาญ วิศวกรโยธาและผังเมือง ของแต่ละจังหวัดก็สามารถช่วยดูได้ เพราะฉะนั้นหลัก ๆ ที่กระจายอํานาจตอนนี้ก็มี เรื่องอาคารและโรงงานขนาดเล็กที่เป็นการกําหนดเฉพาะในพื้นที่คุ้มครองเท่านั้น ก็จะกระจายไป แล้วก็กระจายอํานาจให้คณะกรรมการในเขตเศรษฐกิจพิเศษ อันนี้ก็เป็นไป ตามแนวนโยบายว่ามุ่งเน้นเฉพาะพื้นที่ที่ได้ประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็จะเข้า คณะกรรมการผู้ชํานาญการที่จังหวัดหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น ๆ เลยนะคะ

ในส่วนของท่านสุวิระ ดิฉันก็ต้องขออนุญาตใช้เวลานะคะ ดิฉันก็คิดว่า ท่านยกตัวอย่างเป็นเรื่องที่ดี แต่ขออนุญาตกราบเรียนดังนี้เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือมี ภาพพจน์ที่ไม่ดีต่อคณะกรรมการผู้ชํานาญการหรือแม้กระทั่งของสํานักงานเองว่าเราเยอะ เราให้เพิ่มประเด็นเรื่อย ๆ ดิฉันขอกราบเรียนว่าโครงการท่านนี่เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน ๖๐๐ เมกะวัตต์ (Megawatt) ถ้าดิฉันจําไม่ผิดนะคะ แต่เดิมก็ได้มีการทําอีไอเอ (EIA) แต่ว่ามี การปรับประกาศใหม่ก็ต้องกลับมาทําอีเอชไอเอ (EHIA) แล้วก็เข้าใจว่าอยู่ติดบริเวณผืนป่า ตะวันออกด้วย เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่าห่างออกไปตั้ง ๑๐ กิโลเมตรทําไมต้องไปดู ผลกระทบต่อสัตว์ป่าบริเวณนั้น คือเราดูจากเรื่องของโมเดล (Model) อากาศ แล้วก็จะมี การรันโมเดล (Run Model) ว่ามลพิษสูงสุด ตามโมเดล (Model) อากาศและทิศทางลม จะพัดไปที่ไหน ไม่ใช่มลพิษที่เกิดขึ้นจะเกิดในโรงงานของท่านแต่จุดเดียว จริง ๆ แล้ว ปริมาณความเข้มข้นของมลพิษสูงสุดอาจตกนอกเขตและประชาชนอาจได้รับผลกระทบ ในกรณีนี้ไปตกในป่า ยกตัวอย่าง ดิฉันไม่แน่ใจ เพราะท่านก็ไม่ได้ยกตัวอย่างมาว่า โครงการไหนให้ชัดเจนนะคะ แต่ว่าในกรณีแบบนี้ยกตัวอย่างเพราะมันก็เป็นเคส (Case) เหมือนกัน กรรมการก็เลยสั่งให้ไปสํารวจจุดที่มลพิษตกในป่าสูงสุดว่ามีสัตว์อะไรอาจได้รับ ผลกระทบเหล่านั้นบ้าง หรือพันธุ์ไม้อะไรที่อาจได้รับผลกระทบ ดิฉันมองว่าเราต้องดู รายละเอียดนะคะ เราอย่าอภิปรายเพื่อเอามันหรือว่าเรื่อย ๆ ไป ขอให้ความเป็นธรรมกับ ผู้ทรงคุณวุฒิในชุดของคณะกรรมการผู้ชํานาญการนะคะ แล้วก็ดูว่าท่านมีประเด็นอะไร ทําไมท่านถึงให้ไปสํารวจดินถึง ๔ ครั้ง อาจจะมีการขอเสนอการจัดเก็บถ่านหินเอาไว้ในดิน อันนี้เมื่อปรับเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บแมททีเรียล (Material) ในการใช้เป็นเชื้อเพลิงในดิน กรรมการท่านต้องให้ศึกษาแน่นอนค่ะเรื่องของการซึมในดิน ก็ต้องวิเคราะห์ออกมา มีการเพิ่มคือการเจาะดินสํารวจ วัดค่าความซึมน้ําว่าสิ่งที่เราจะเอาไปเก็บรักษาไว้ในดิน จะมีผลกระทบต่อดินและน้ําใต้ดินหรือไม่ อย่างไร

อีกประเด็นหนึ่ง ดิฉันก็ต้องขอนําเรียนอีกครั้งหนึ่งว่าประเด็นที่เพิ่มขึ้น มันมีได้นะคะ เราไม่สามารถจะกําหนดไว้ว่าประเด็นนี้เรา ๑๐ ข้อสังเกตแล้วปิดรับสมัคร ไม่ใช่ เพราะว่าประชาชนให้ความสําคัญ มีเรื่องร้องเรียนส่งมาตลอดเวลา หลายทาง สช. ทางสํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติให้การสนับสนุน ที่ทางคุณหมอพูดว่าคอมมูนิตี อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Community Impact Assessment) เข้ามา ชุมชนมีการทําแล้วก็เสนอคอมมูนิตี อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Community Impact Assessment) ซึ่งจริง ๆ แล้วปัจจุบันนี้ยังไม่ได้เป็นกฎหมาย มันคือรายงานอีไอเอ (EIA) ฉบับชุมชน พูดง่าย ๆ ให้ท่านเข้าใจ รายงานอีไอเอ (EIA) ฉบับชุมชนส่งเข้ามา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเอามาดูประกอบ ในนั้นเขียนอะไร บอกว่า อาจได้รับผลกระทบต่อเกษตรอินทรีย์ มีลําไย มะม่วง สิ่งเหล่านี้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ละเลยไม่ได้ ดิฉันกราบเรียนแล้ว เขาต้องเก็บประเด็นให้หมดเพื่อป้องกัน ดูให้รอบคอบ ดังนั้นขอความกรุณาว่าเราต้องให้ความเป็นธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งผู้พิจารณาและผู้เสนอ โครงการ ดิฉันเข้าใจว่าท่านอาจหงุดหงิดว่าแต่เดิมไม่เห็นเคยมีประเด็นให้ไปสํารวจเลย ทําไมเพิ่งมา เพราะว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปัจจุบันเราให้สิทธิต่อประชาชน ในการมีส่วนร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างกว้างขวาง อันนี้กําหนดไว้ เป็นหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไว้แล้ว เพราะฉะนั้นประชาชน มีสิทธิมีส่วนร่วมได้ทุกขั้นตอน ดิฉันก็ขอกราบเรียนว่าดิฉันรับฟังความเห็นของท่าน แล้วก็ เข้าใจท่านในฐานะที่หงุดหงิดในเรื่องของการทําโครงการ แต่ก็ขอกราบเรียนว่าทุก ๆ อย่าง ที่ทําไปดิฉันก็เชื่อมั่นว่าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเขาเจตนาดีที่จะดูให้รอบด้าน ส่วนหนึ่ง เขาอาจจะต้องดูให้รอบคอบ เพราะหากดูไม่ดีการฟ้องร้องนี่ฟ้องร้องที่บุคคลที่พิจารณา รายงานเพราะว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง เรามีเคส (Case) การนับจํานวนประชากร ที่ท่านบอกว่ารุงรัง แซมเปิลไซซ์ (Sample Size) ต้องเป็นไปตามหลักสถิติ จํานวนประชากร ที่สํารวจต้องเป็นไปตามหลักสถิติ เวลาทํามาคํานวณได้แล้ว สมมุติว่าพื้นที่นี้ต้องมีการสํารวจ ๑๐๐.๔ คน หากเราอยู่ในทั่ว ๆ ไปเราปัดลงเราก็สํารวจ ๑๐๐ คน แต่ในเชิงสังคม ท่านต้องสํารวจ ๑๐๑ คน เพื่อให้การใช้ข้อมูลที่ท่านบอกว่าบางครั้งใช้ยามาเน (Yamane) บางครั้งใช้สูตรนี้ สูตรนั้น ดิฉันคิดว่าเพื่อให้รายงานอีไอเอ (EIA) เป็นรายงานทางวิชาการ อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นการทําสํารวจต้องครบถ้วนตามหลักสถิติ ออกมาเป็น ๑๐๐.๔ คน นั่นคือท่านต้องทําสํารวจ ๑๐๑ คน ไม่ใช่ปัดเศษลง ไม่ใช่ ๑๐๐ คน อันนี้ไม่ได้ บางท่าน ก็อาจจะไม่เข้าใจตรงนี้ว่าทําไมต้องสํารวจใหม่ ทําไมต้องสํารวจเพิ่ม อะไรแบบนี้เป็นต้น ดิฉันก็ขอกราบเรียนว่าเป็นประเด็นปลีกย่อยนิดหนึ่ง แต่ขอให้เวลา ให้ความเป็นธรรม กับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ชํานาญการ ที่จริง ๆ แล้วท่านเป็นผู้เสียสละนะคะ ดิฉันยังยืนยันว่าท่านเป็นผู้เสียสละ เพราะอะไรคะ เพราะว่าถ้าหากท่านต้องการเงินมาก ๆ ท่านไปทํารายงานอีไอเอ (EIA) ดีกว่า การที่เราสกรีน (Screen) เบื้องต้นให้ท่านมาเป็น คชก. เราต้องมองแล้ว ๑. ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัทที่ปรึกษา ๒. ท่านไม่มีคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of Interest) ที่จะเข้ามา ดิฉันก็ต้องขออนุญาตลงรายละเอียด ในประเด็นนี้ด้วยนะคะ

ประเด็นของคุณหมอชูชัย ดิฉันก็ขอบพระคุณท่านที่ท่านได้เรส (Raise) และให้การสนับสนุนที่ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมีการนําเครื่องมือเอสอีเอ (SEA) มาใช้ในการกําหนดนโยบาย แผน แล้วก็แผนพัฒนาพื้นที่ แต่ท่านก็อยากจะกําหนด ให้เข้มเลยว่าให้อยู่ใน พ.ร.บ. กําหนดแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ ดิฉันก็อยากนะคะ แต่มันเดินยากมากค่ะคุณหมอ คงต้องมีกําลังทั้งภายในและภายนอกช่วยกันขับเคลื่อนเรื่องนี้ อย่างจริงจัง เพราะอย่าลืมว่าทุกอย่างในการพัฒนาประเทศไทยตอนนี้เราลีด (Lead) ด้วยภาคเซกเตอร์ (Sector) เศรษฐกิจ เราเหมือนฝ่ายค้านนะคะ การเพิ่มเครื่องมือใหม่ ๆ ต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชน และหลาย ๆ ด้านในเรื่องสร้างความตระหนัก ซึ่งจริง ๆ ท่านถวิลวดีก็พูดเรื่องนี้ว่าทําอย่างไรให้คนมีความตระหนัก มันเป็นเรื่องยากมากที่ทุกคนจะมี ความตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้วก็ทําเองโดยที่ไม่มีกฎหมายกําหนด เพราะฉะนั้น ในวันนี้จึงเสนอแบบขั้นพื้นฐานก่อนก็คือขอให้มีการขับเคลื่อนในเรื่องของเอสอีเอ (SEA) เสียทีเถอะ เพราะเครื่องมือเราไม่พอจริง ๆ เรามีแต่เครื่องมือสกรีน (Screen) ในระดับ โครงการคืออีไอเอ (EIA) มีอํานาจของมันแค่นั้น มีหน้าที่ของมันแค่นั้น เราขาดเครื่องมือ ในการกําหนดนโยบายและแผนโดยคํานึงถึงมิติทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้าไปด้วย ดังนั้นเครื่องมือใหม่ที่เสนอก็คือเรื่องของเอสอีเอ (SEA) จะช่วยในการดําเนินการเรื่องนี้ ให้เป็นกรอบด้วย อย่าลืมนะคะหลายท่านอภิปรายเรื่องของอีไอเอ (EIA)

ท่านวันชัยก็ได้พูดถึงเรื่องของความตระหนัก ดิฉันก็ขออนุญาตกราบเรียนว่า ดิฉันเห็นด้วยทุกประการ ข้อ ๑ หากเรามีความตระหนัก มีความรับผิดชอบต่อ ด้านสิ่งแวดล้อม เรื่องต่าง ๆ คงไม่เกิดขึ้น แล้วก็อีไอเอ (EIA) ไม่ใช่วิตามินรวม หรือไม่ใช่วิตามินที่เป็นยาสามัญรักษาได้ทุกโรค มันมีแค่สโคป (Scope) และอํานาจหน้าที่ ของมัน ณ วันนี้ดิฉันอยู่ในแวดวงด้านสิ่งแวดล้อมมานานบอกได้เลยว่าเครื่องมือไม่พอ จึงขอเสนอให้มีเครื่องมือสกรีน (Screen) ในระดับนโยบายคือเอสอีเอ (SEA) ขึ้นมา และถึงเวลาแล้วที่เราต้องเริ่ม แต่เริ่มที่หน่วยงานรัฐ การวางโครงการมาสเตอร์แพลน (Master Plan) ของรัฐเสียก่อน เพื่อ ๑. เพราะเนื่องจากโครงการรัฐใหญ่และมีอิมแพกต์ (Impact) ต่อประชาชนมาก ๒. เรายังไม่ได้สร้างภาระให้ภาคเอกชนที่จะต้องทํา โครงการใด ๆ จะต้องมาทําเอสอีเอ (SEA) ไม่ใช่นะคะ แต่เอสอีเอ (SEA) จะช่วยกําหนด สโคป (Scope) ว่าอะไรควรอยู่หรือไม่ควรอยู่ ตัวอีไอเอ (EIA) ที่บางท่านยกตัวอย่าง ในเรื่องของคอนโดมิเนียมว่าทําไมอีไอเอ (EIA) ผ่าน ทําไมตึกสูงผ่าน ทําไมตั้งอยู่ใกล้ริมทะเล แล้วผ่าน เพราะว่าอีไอเอ (EIA) ไม่ใช่ตัวกฎหมายที่จะห้ามอะไรได้ ถ้าผังเมืองไม่ได้กําหนด โซนนิง (Zoning) ว่าบริเวณนี้ห้ามขึ้นตึกสูงเท่าไร อีไอเอ (EIA) ก็ไปบล็อกไม่ได้ อีไอเอ (EIA) ได้แต่ใส่มาตรการให้เต็มที่ อย่างเช่นโรงงานหรืออะไรก็แล้วแต่ถ้าผังเมืองเป็นโซน (Zone) สีม่วง ไม่ได้เป็นสีเขียว อีไอเอ (EIA) จะบอกว่าไม่ให้คุณสร้างโซน (Zone) นี้ ไม่ได้ เพราะว่าคุณเป็นโซน (Zone) สีม่วง อีไอเอ (EIA) มีหน้าที่ได้แค่นั้น แต่ทําอย่างไร คือใส่มาตรการเต็มที่ นั่นคืออะไร หากผู้ประกอบการรับมาตรการทั้งหมดเพิ่มคอสต์ (Cost) เป็นภาระต้นทุนทางด้านสิ่งแวดล้อม เราให้ติดทั้งตัวดูดอากาศ ดูดซัลเฟอร์ (Sulfur) จับฝุ่น จับไนโตรเจน จับทุกตัวแล้วใช้รีไซเคิล (Recycle) น้ํา ถ้าผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนบอกว่า เยส (Yes) ทุกมาตรการโครงการก็เกิดได้นะคะ เพราะเราใส่มาตรการลดและป้องกัน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเต็มที่ แต่เขามีค่าใช้จ่ายในการลงทุนในการทําเพิ่มขึ้น แต่ว่า เราก็ไม่สามารถบล็อกได้เพราะอยู่ในโซน (Zone) ผังเมืองที่เป็นสีม่วง แล้วก็เป็นสิทธิเต็มที่ ของผู้จับจองพื้นที่ตรงนั้น เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าอีไอเอ (EIA) อย่างเดียวไม่พอ ต้องมี เรื่องของผังเมืองที่มาเป็นกรอบไว้ด้วย เราต้องมีเครื่องมือทางกฎหมายหลาย ๆ ตัว ที่จะมาช่วยนะคะ

ถัดไปท่านถวิลวดี ท่านก็สนับสนุนนะคะ ก็ขอขอบคุณท่าน ท่านเป็นอดีต คชก. ของเราด้านอาคารด้วยท่านก็มีความเข้าใจในเรื่องปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ เป็นอย่างดี ทั้งเรื่องของการทําพื้นที่สีเขียว เรื่องของผังเมือง ท่านก็สนับสนุนให้มีการนําเอสอีเอ (SEA) มาใช้ ดิฉันก็ขอกราบขอบพระคุณท่าน และท่านก็ยังเห็นจุดอ่อนในเรื่องของการติดตาม ตรวจสอบ ซึ่งเราได้เสนอไว้ในข้อเสนอปฏิรูปแล้วว่าเราต้องเน้นเรื่องกระบวนการต้นน้ํา และท้ายน้ํา ในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูล ดิฉันขอตอบท่านถวิลวดีเลยว่าเราใส่ไว้ใน หน้า ๓๔ ข้อเสนอการปฏิรูปของเราเลย ขอให้เปิดเผยรายงานอีไอเอ (EIA) ฉบับที่เสนอ สผ. และ คชก. พิจารณา เพราะท่านอาจจะหงุดหงิดว่าตอนนี้ทําไมถึงให้เฉพาะรายงาน ที่เห็นชอบแล้ว หรือเล่มรายงานอีไอเอ (EIA) ที่อยู่ระหว่างปรับปรุง สํานักงานไม่สามารถให้ได้ ให้ไปขอที่ผู้ยื่นเอง เพราะว่าท่านติ๊ก (Tick) มาในรายงานว่าท่านไม่เปิดเผย ก็ต้องไปเข้า คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารวินิจฉัยอีก เอกชนก็บอกเป็นความลับทางการค้า การเปิดเผย รายงานก็เห็นโพรเซส (Process) หรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตของท่านทั้งหมดอะไรแบบนี้ เป็นต้น ต่อไปนี้ดิฉันคิดว่าเพื่อไม่ต้องมาตีความก็เห็นด้วยกับท่านถวิลวดี เราก็เลยใส่ไว้เลยว่า ขอให้บอกไปเลยว่าเล่มรายงานอีไอเอ (EIA) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาให้เป็นข้อมูลข่าวสาร ที่ต้องเปิดเผยเลย ใส่ไว้แล้วในหน้า ๓๔ ในชาร์ต (Chart) นะคะ

ถัดไปของท่านวรวิทย์ ก็ขอบคุณท่านนะคะ จริง ๆ ท่านก็ให้ความสําคัญ ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย ท่านก็บอกว่าทําไมอีไอเอ (EIA) ดูเฉพาะโครงการในเมือง ไม่ได้ดูอื่น ๆ ดิฉันก็กราบเรียนว่าเรากําหนดขนาดและประเภทของโครงการ จริง ๆ ถ้าทํา ก็ดูทั้งเมือง ทั้งชนบทนะคะ อย่างเรื่องถนนผ่านอุทยาน ผ่านป่า ผ่านอะไรเราดูหมด แต่ขอกราบเรียนว่าเราก็สั่งเปลี่ยนเส้นไม่ได้ ได้แต่สั่งว่าให้เจาะอุโมงค์ ท่านจะเห็นว่า จริง ๆ แล้วเส้นที่ผ่านอุทยานนี่รายงานอีไอเอ (EIA) ในการลดผลกระทบทําได้แค่ ๑. ให้มุดดิน ให้เจาะอุโมงค์ ๒. ให้ยกข้ามไปเลย อะไรแบบนี้เป็นต้น ก็ต้องไปนับสัตว์ บางท่านก็ขํา แต่ว่าก็คือเรื่องจริงนะคะ เราต้องใช้เวลา เป็นปี อย่างในเส้น ๓๐๔ ที่เราขยายเส้นทางขึ้นเขาใหญ่ ซึ่งบริเวณนั้นดิฉันคิดว่าเป็นจุดโค้ง อันตราย คนที่ไม่ชํานาญเส้นทางวิ่ง ๔ เลน (Lane) มาลงเหว เพราะว่าอยู่ ๆ มันแคบ เหลือ ๒ เลน (Lane) ประเมินเรื่องของความเสี่ยงในการสูญเสียชีวิตกับการยอมให้ ขยายถนนนี่ ดิฉันคิดว่ารัฐบาลก็คงมองว่าเรื่องของการรักษาชีวิตของคนขับขี่ เพราะโค้ง คมมาก เส้นนั้นมีอยู่เดิมแต่ตัดเอาไว้ตั้งแต่สมัยสงครามโลก เส้นคมมากถ้าใครวิ่งเส้นนั้น ก็มีการขยายถนน แต่กว่าจะขยายได้ท่านทราบไหมคะเขาต้องทํางานร่วมกับกรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทางหลวงไปเฝ้าชีวิตสัตว์เป็นปี มองว่าช้างจะเดินเส้นไหน สัตว์เลื้อยคลานจะทําอย่างไรกับชีวิตของมัน แล้วก็สัตว์เล็กจะข้ามตรงไหน ก็จะมีจุดข้าม ที่เรียกว่าไวลด์ไลฟ์คอร์ริดอร์ (Wildlife Corridor) หรือทางเชื่อมผืนป่า เราก็ไม่ได้ยอมว่า ตัดขยายถนนแล้วป่า ๒ ฝั่งสัตว์จะถูกตัดขาดจากกัน อันนี้เป็นหัวใจหลักของการเสริมให้มี เรียกว่าทางสัตว์ข้ามหรือว่าไวลด์ไลฟ์คอร์ริดอร์ (Wildlife Corridor) เสริมเข้ามา ดังนั้น การขยายถนนเส้นนี้ดิฉันคิดว่าต้องขอบคุณรัฐบาลที่ตัดสินใจอย่างถูกต้องยอมเสียค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้นมากกว่าการขยายถนนปกติ ได้วินวิน (Win Win) ได้ถนน แล้วก็เซฟตี้ (Safety) ของถนน ได้ขยายถนน และเพิ่มในเรื่องของปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ทําให้สัตว์ ๒ ฝั่ง ตั้งแต่เดิมถนน ๒ เลน (Lane) สัตว์ก็ขาดกันอยู่แล้ว เวลาช้างเดินข้ามก็อาจจะถูกรถชน อยู่แล้ว แต่คราวนี้รัฐบาลบอกว่าให้สร้างคลุมเลยเป็นคอร์ริดอร์ (Corridor) คลุมข้างบน เพราะฉะนั้นสัตว์จาก ๒ ฝั่งก็จะโฟลว์ (Flow) ข้ามกันมา ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมหาศาลแต่คุ้ม ดิฉันคิดว่าอันนี้ก็เป็นแนวทางที่ถูกต้องนะคะ

ท่านถัดไป ท่านอําพล จินดาวัฒนะ ก็ขอบคุณท่านด้วยที่สนับสนุนว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการประเมินในระดับยุทธศาสตร์เพิ่มจากระดับโครงการ จริง ๆ แล้ว ท่านก็อยู่ในรุ่นบุกเบิกที่ทําเรื่องการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ หรือว่าเฮลท์ อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Health Impact Assessment) เข้ามาเสริมในกระบวนการอย่างเรื่องของ อีไอเอ (EIA) ซึ่งปัจจุบันเรามี พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติอีกอันหนึ่งที่ดูเรื่องผลกระทบ ต่อสุขภาพของประชาชนเป็นการเฉพาะ แต่ว่าท่านให้โจทย์ดิฉันค่อนข้างยาก ท่านบอกว่า ขอให้เครื่องมืออีไอเอ (EIA) เป็นเครื่องมือที่สร้างความสมานฉันท์ อันนี้ดิฉันคิดว่า การทําโครงการใด ๆ หากเราดูเชิงวิชาการอีไอเอ (EIA) ก็เป็นข้อมูลวิชาการที่เสนอแฟกต์ (Fact) ให้กับผู้ตัดสินใจในเชิงนโยบายประกอบการพิจารณาตัดสินใจ มันไม่มีไบแอส (Bias) มันเป็นข้อมูลแฟกต์ (Fact) ที่นําเสนอตามหลักวิชาการในเล่มรายงานประกอบการอนุมัติ อนุญาต ประกอบการตัดสินใจของรัฐบาล ประกอบการลงทุนของรัฐบาล เพียงแต่ว่าดูให้ดี ถ้าเราสุ่มสี่สุ่มห้าทําโครงการพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยไม่สนใจด้านสิ่งแวดล้อม การลงทุนอาจแค่ ๑๐๐ บาท แต่หากไม่มีมาตรการป้องกันผลกระทบอาจจะเกินเยียวยา ไปเลย ความสูญเสียหรือว่าผลกระทบเชิงสังคมที่คนได้รับผลกระทบยากเกินกว่าเยียวยา แต่หากมีมาตรการเราอาจลงทุนแค่ ๑๕๐ บาท โดยใช้ ๕๐ บาทสําหรับวิเคราะห์ ในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ดิฉันคิดว่าคุ้มค่า แล้วก็อันนี้ยืนยันนะคะ มันเป็นเครื่องมือทางวิชาการที่นําเสนอข้อมูลมากางออกว่ากรณีดําเนินโครงการแล้ว ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมคืออะไร และต้องมีมาตรการอะไร หากรับได้แล้วเรายอมลงทุนเพิ่ม ในต้นทุนสิ่งแวดล้อมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมด้านสังคมเราก็เอาเม็ดเงินตรงนี้ใส่เข้าไป อาจจะเพิ่มต้นทุนของโครงการพัฒนาอีกสักนิดหนึ่ง แต่ว่าเราเน้นเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน

สุดท้ายดิฉันก็ขออีกครั้งหนึ่งว่าข้อเสนอของ สปท. ในหมวดนี้ แล้วหลายท่าน ก็ได้บอกว่าดิฉันก็เป็นเลขาธิการด้วย ดิฉันก็ขอกราบเรียนว่าเรามีเจตนามุ่งหวังเป็นอย่างมาก ที่จะมีการขับเคลื่อนในเรื่องของการพัฒนาระบบการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ของประเทศไทยให้มีความก้าวหน้า ให้เป็นการทํางานในเชิงรุก แล้วก็ขอกราบขอบพระคุณ ทุกท่านที่ให้ฟีดแบ็ก (Feedback) ให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ ดิฉันคิดว่าก็จะพยายาม ทํางานในเรื่องนี้เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต่อไป ก็ขอความกรุณาให้ท่านช่วยสนับสนุนในหลักการของข้อเสนอปฏิรูปเพื่อเราสามารถ ที่จะเสนอรัฐบาลที่จะให้มีความก้าวหน้าในการดําเนินงานในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม ของประเทศไทยให้มีความก้าวหน้าขึ้นเป็นลําดับ ขออนุญาตกราบขอบพระคุณค่ะ