อําพล จินดาวัฒนะ หารือถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้เป็นเครื่องมือที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เน้นความเรียบง่าย ประชาชนเข้าถึงได้ และสอดคล้องกับหลักความพอเพียง โดยเสนอให้ขยายความหมายของการประเมินให้ครอบคลุมวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสุขภาวะของชุมชน เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืนและสร้างสมานฉันท์แทนความขัดแย้ง
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมขอขอบคุณและชื่นชม ทางคณะกรรมาธิการที่ได้ขยับเรื่องนี้ไปสู่การขับเคลื่อนให้เป็นจริงเป็นจังต่อไป เป็นการพัฒนาต่อยอดนะครับ เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกส่วนใหญ่ที่ได้มีการให้ความคิดเห็น ไปแล้วนะครับ ผมจะขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเพื่อจะเติมเต็มบางประเด็น หรืออาจจะ เป็นการมองที่น้ําหนักนะครับ ผมคิดว่าเรื่องที่ท่านเสนอเพื่อการปฏิรูปครั้งนี้ที่ต่อยอดมานี่ ว่าไปแล้วเรื่องของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสากลซึ่งประเทศเรา ก็ต้องพัฒนาไปในแนวทางสากลนะครับ จะเห็นว่าเรื่องนี้มีบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ ตอนปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญนั้นก็มีการเขียนไว้แล้วก็มีความเข้มข้นมากขึ้น จนขณะนี้เราก็กําลังรอรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็เป็นทิศทางที่น่าจะดีที่เราจะต้องมี การทบทวน แล้วก็มีการปรับปรุงการทํางานเรื่องนี้ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ว่าการคิดครั้งนี้ เรามองการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ (EIA) ก้าวไปถึงเรื่องเอสไอเอ (SIA) หรือสทราทีจิก อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Strategic Impact Assessment) คือ การประเมินผลกระทบในระดับยุทธศาสตร์ เมื่อสักครู่ก็มีเพื่อนสมาชิกได้พูดประเด็นนี้ ผมคิดว่าเรากําลังพัฒนาเครื่องมือที่จะคาดประเมินผลกระทบ ถ้าไปสู่ระดับยุทธศาสตร์ ก็น่าจะต้องนําไปสู่ถึงการกําหนดทิศทางการพัฒนาประเทศและทิศทางการกําหนดนโยบาย สาธารณะที่เป็นภาพใหญ่ ไม่เช่นนั้นการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเราจะกลายเป็น แค่เครื่องมืออนุมัติ อนุญาตในระดับโครงการ ซึ่งในอดีตนั้นเราก็เป็นในลักษณะแบบนั้น ถ้าเราสามารถพัฒนาเครื่องมือนี้ไปสู่การประเมินผลกระทบหรือคาดประเมินผลที่จะกระทบ ต่อทิศทางการพัฒนา ต่อทิศทางการกําหนดนโยบายสาธารณะ อันนี้ก็จะเป็นความก้าวหน้า ในระดับสากลซึ่งเขาทําอยู่แล้วนะครับ ขณะนี้เขาก็ไปเรื่องนี้กันอย่างมาก ซึ่งท่านก็ได้ แตะเอาไว้แล้วก็พยายามจะผลักดันสิ่งเหล่านี้ เพื่อให้การประเมินผลกระทบระดับ ยุทธศาสตร์เป็นภาพใหญ่ เป็นทิศทางนํา เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกก็ได้ถามไว้ว่ามันจะเป็น อย่างนั้นไหม การขัดแย้งในระดับการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโครงการ มันจะได้ลดลง เบาบางลง ถ้าเรามีการประเมินในระดับยุทธศาสตร์สามารถจะบอกว่า ประเทศไทยเราเดินไปทางไหน ซึ่งวันนี้ทั้งโลกก็มองอยู่แล้วว่าการพัฒนาประเทศ ในประเทศต่าง ๆ ในโลกจะต้องไปในทิศทางที่เป็นกรีนดีเวลอปเมนต์ (Green Development) คือการพัฒนาในทิศทางยั่งยืนและสีเขียว การพัฒนาจะต้องเป็นมิตร กับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่สิ่งแวดล้อมอย่างเดียวแล้ว ฮิวแมน แอนด์ เอนไวรอนเมนต์ เฟรนด์ลี (Human and Environment Friendly) เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ และการเป็นอยู่ร่วมกัน คําว่าสิ่งแวดล้อมกว้างกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมทางกายภาพไปแล้ว ประเทศเรานั้นมีทิศทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ท่านชี้สอนไว้ เรื่องความพอดี พอเพียง ทิศทางการพัฒนาประเทศเราก็จะต้องไปทางนี้ การประเมิน ผลกระทบระดับยุทธศาสตร์ก็ควรจะมุ่งไปสู่ทิศทางเหล่านี้ และที่สําคัญคือการพัฒนา ประเทศของเราควรจะต้องสอดคล้องและเหมาะสมกับจุดแข็งของประเทศเรา ประเทศไทยนั้นอยู่ในพื้นที่ที่เป็นสุวรรณภูมิ เป็นชัยภูมิที่สุดยอดมีจุดแข็งมากมาย เราไม่จําเป็นเลยที่จะต้องพัฒนาประเทศไปแล้วทําลายจุดแข็ง เสริมจุดอ่อนให้มากขึ้น แล้วทําลายจุดแข็ง เราไม่จําเป็นต้องพัฒนาประเทศเหมือนกับประเทศตะวันตกที่เขา ขาดแคลนทรัพยากรอย่างมาก ของเราอุดมสมบูรณ์ ร่ํารวยในทางทรัพยากร ทั้งทรัพยากร ที่เป็นเรื่องของกายภาพ สินแร่ต่าง ๆ ชัยภูมิ ดินฟ้าอากาศ รวมทั้งวัฒนธรรม ประเพณี ความเป็นคนไทยหรือแผ่นดินไทยที่อยู่ในสุวรรณภูมินี้ เพราะฉะนั้นการประเมินในระดับ ยุทธศาสตร์ผมคิดว่าสําคัญ จะเป็นการกําหนดทิศทางที่เราไม่ต้องไปตามก้นใครครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนคือเครื่องมือการประเมินผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมที่ท่านว่านี้ผมคิดว่าน่าจะต้องเน้นอยู่สัก ๒-๓ เรื่องครับ เรื่องที่ ๑ คือเมื่อกี้ ผมเรียนไปแล้ว จะต้องไม่เป็นเพียงแค่เครื่องมืออนุมัติ อนุญาตอีกต่อไป ควรจะต้องนํามาสู่ การทําเครื่องมือนี้ให้เป็นเครื่องมือสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมครับ ทุกภาคส่วนในสังคมเขามีส่วนได้ส่วนเสียทั้งสิ้น ต่อนโยบายสาธารณะ ต่อทิศทางการพัฒนา ประเทศ ต่อโครงการต่าง ๆ เมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิกกล่าวไปแล้ว ทําอย่างไรให้เครื่องมือนี้ เป็นเครื่องมือที่ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันตั้งแต่ต้น แล้วก็มีการทํางานร่วมกันเพื่อกําหนด ทิศทาง กําหนดประเด็นต่าง ๆ ซึ่งท่านมีเขียนไว้ไม่ว่าจะเป็นการกําหนดขอบเขต การดําเนินงาน แต่ผมอยากจะเน้นย้ําว่าควรจะต้องให้ความสําคัญกับสิ่งเหล่านี้สูงกว่า ในเรื่องของเครื่องมือในเชิงเทคนิควิชาการ ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องของนักวิชาการ และจะกลายเป็นเรื่องของฝ่ายทุนที่เป็นผู้ดําเนินโครงการเป็นหลัก ประชาชน ชุมชน ภาคส่วนต่าง ๆ ก็จะมีส่วนร่วมน้อย ต้องทําเครื่องมือนี้ให้ทุกคนสามารถที่จะใช้ร่วมกันได้ ผมขีดเส้นใต้ ๓ เส้นเลยก็คือสร้างเครื่องมือนี้ให้ง่ายและมีส่วนร่วมจริง ๆ ครับ
ประเด็นที่ ๒ เครื่องมืออีไอเอ (EIA) หรือการประเมินผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมที่ท่านปฏิรูปนี้จะต้องเป็นกระบวนการสร้างความสมานฉันท์ของคนไทย เราอยู่ด้วยกันเราควรจะไปในทิศเดียวกันและไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ขณะนี้ คสช. และรัฐบาลก็มุ่งอย่างนั้นที่เราจะไปสู่เป้าหมายคืออยู่ร่วมกันอย่างช่วยเหลือเกื้อกูล สมานฉันท์ ปรองดอง การพัฒนาประเทศในทิศทางที่ว่านี้รวมทั้งนโยบายสาธารณะ ถ้าไปในทิศทางที่มีคนได้มาก คนส่วนน้อยได้มาก คนส่วนใหญ่เสียมาก มันไม่สมานฉันท์ ละครับ มันจะมีแต่ความขัดแย้ง แม้แต่โครงการนั้นผ่านการประเมินไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตาม แต่ถ้าไม่ลงตัวและไม่เห็นด้วยกันมันก็เกิดความขัดแย้งแตกแยกครับ อันนั้นก็จะเป็นรากเหง้า ทําให้เกิดปัญหาในบ้านเมืองที่เราจะต้องมาพูดถึงการปฏิรูปทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเครื่องมือนี้ ที่ผมเรียนมาจะต้องมีการปฏิรูปและพัฒนาให้ไปสู่เครื่องมือสมานฉันท์ครับ
ประเด็นที่ ๑ ที่ผมเรียนไปแล้วสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่ เพื่ออนุมัติ อนุญาตให้ผ่าน ประเด็นที่ ๒ ต้องทําให้เครื่องมือนี้ง่าย แล้วก็นําไปสู่ การสมานฉันท์ ฟังกันให้มาก ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาร่วมกัน เพราะเขามีส่วนได้ส่วนเสียครับ ยกตัวอย่างเช่นโครงการ ก ที่ลงไปในที่ใดที่หนึ่ง ถ้ามีกระบวนการอนุมัติ อนุญาตโดยรัฐ แล้วก็มีการทําข้อมูลวิชาการ แต่ชุมชนท้องถิ่นแห่งนั้นเขาไม่ได้รับรู้ด้วย เขาไม่ได้เอาด้วย เขาจะต้องเป็นผู้รับผลนั้นครับ เพราะเขาอยู่ในชุมชนท้องถิ่นเขาหนีไปไหนไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทําอย่างไรให้เกิดการมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง กระผมเคยมีบทบาทอยู่ในส่วนของการทํา สนับสนุนเรื่องเอชไอเอ (HIA) คือเฮลท์ อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Health Impact Assessment) ซึ่งมีการนําไปใส่ไว้ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย ในเรื่องสุขภาพเราพยายาม เน้นเรื่องกระบวนการการประเมินในระดับชุมชนท้องถิ่น ในระดับชุมชนท้องถิ่นจะทําให้เกิด ความเข้าอกเข้าใจกัน ไม่ใช่กลายมาเป็นเครื่องมือแต่อยู่แต่ข้างบนแล้วข้างล่างก็ไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่เกิดการสมานฉันท์ ไม่มีการทําให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกันครับ ด้วยข้อนี้ ผมอยากจะกราบเรียนว่าไม่ว่าท่านจะปฏิรูปไปอย่างไร แก้กฎหมาย ปรับกติกาอย่างไร ต้องทําให้เครื่องมือและระบบนี้ง่ายต่อฝ่ายต่าง ๆ ในสังคมเข้ามาร่วมกันใช้ครับ
ประเด็นสุดท้าย ประเด็นที่ ๓ สิ่งแวดล้อมในความหมายของท่าน ผมเห็น ท่านยังใส่อีเอชไอเอ (EHIA) ไว้ เอนไวรอนเมนทัล เฮลท์ อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Environmental Health Impact Assessment) ก็ดีใจ ผมคิดว่าสิ่งแวดล้อมความหมาย ในโลกปัจจุบันนี้ไม่ควรจะหมายถึงสิ่งแวดล้อมที่เป็นกายภาพ ทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่สิ่งแวดล้อมในที่นี้ควรจะหมายถึงวัฒนธรรม วิถีชุมชน จิตวิญญาณต่าง ๆ การเป็นอยู่ ร่วมกันของผู้คนในชุมชนท้องถิ่น ซึ่งประเทศไทยเรามีผู้คน กลุ่มคนที่หลากหลาย และมี ชุมชนท้องถิ่นที่หลากหลายอยู่ร่วมกัน ทําอย่างไรให้เครื่องมือนี้มองเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ไปถึง ชีวิตของผู้คนและความเป็นอยู่ ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ การเจ็บไข้ได้ป่วย แต่หมายถึงสุขภาวะ ของการอยู่ร่วมกัน ๓ ประเด็นนี้ผมอยากจะกราบเรียนฝากท่านว่าท่านเดินหน้าต่อไป แล้วก็ ถ้าทําให้สิ่งเหล่านี้มีครบถ้วนอยู่ในเครื่องมือนี้ก็จะเป็นคุณต่อประเทศชาติอย่างสูงครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ