วลัยรัตน์ ชี้ปัญหาพิจารณาอีไอเอล่าช้า ผลตอบแทนต่ำ ขวางการลงทุน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒ · ๑๖ มกราคม ๒๕๖๐

วลัยรัตน์ ศรีอรุณ หารือประเด็นการปรับปรุงกระบวนการพิจารณาโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความล่าช้า ซ้ำซ้อน และขาดความชัดเจน โดยเสนอให้มีการพัฒนาองค์กร เพิ่มบุคลากร ปรับปรุงผลตอบแทนของผู้เชี่ยวชาญ และเปลี่ยนมาใช้ระบบแนวปฏิบัติมาตรฐาน (CoP) สำหรับแต่ละประเภทกิจกรรม เพื่อเร่งรัดกระบวนการพิจารณาให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และลดภาระให้ผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันยังเน้นย้ำความจำเป็นในการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิอย่างมีคุณภาพและเป็นธรรม เพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและรักษามาตรฐานการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปท่านสุดท้าย ท่าน พลตํารวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนที่ปรึกษา สบ ๑๐ สํานักงานตํารวจ แห่งชาติค่ะ

พลตํารวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตํารวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา ที่ปรึกษาสัญญาบัตร ๑๐ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ ท่านคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่ได้เสนอ ในเรื่องนี้ ผมเห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่งและเห็นด้วยทุกข้อ แต่ผมมีประเด็นที่จะเสนอให้ท่าน ดําเนินการเพิ่มเติมทั้งเร่งด่วนทําได้ทันที ระยะกลาง และระยะยาว ใน ๔ ประเด็นดังนี้ ประเด็นที่ ๑ คือเรื่องการพัฒนาองค์กร รวมทั้งการสรรหาบุคลากร เรียกว่าองค์กร ประเด็นที่ ๒ การพัฒนาในเรื่องของผลตอบแทนของบุคลากรและของคณะกรรมการ ประเด็นที่ ๓ เรื่องกระบวนการและวิธีการในการพิจารณา ประเด็นที่ ๔ เรื่องการเปลี่ยน รูปแบบจากเดิมเป็นรูปแบบใหม่ที่ดีกว่า ในฐานะที่ผมมีประสบการณ์ตรงและเคยเข้าร่วม ประชุมหลายครั้งกับคณะกรรมการในการพิจารณาผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อม จึงขอนําเสนอ ดังนี้นะครับ

เรื่ององค์กร อันดับแรกผมเห็นว่าขณะนี้ปริมาณงานล้นมาก แต่เดิมนั้น กฎหมายกําหนดไว้ว่าเรื่องที่จะต้องทําอีไอเอ (EIA) ต้องขออนุมัติเป็นเพียงบางหัวข้อ บางประเภทเท่านั้น แต่ต่อมากฎหมายได้เพิ่มให้มากขึ้น แต่ปริมาณคนของท่านยังเท่าเดิม ตรงนี้ผมทราบว่าเจ้าหน้าที่ของ สผ. ลูกน้องท่านประธานทํางานถึง ๒ ทุ่ม ๔ ทุ่มบ่อยครั้ง เป็นประจํา รวมทั้งท่านประธานด้วยก็เคยเห็นว่าทํางานดึก ตรงนี้ละครับเมื่อทํางานเกินกว่า ขีดความสามารถที่จะรับได้คุณภาพงานก็จะต้องดรอป (Drop) เป็นของธรรมดา แล้วก็ เกิดการล้าขึ้น ประการที่ ๑ เพราะฉะนั้นจะต้องปรับองค์กรให้มีบุคลากรอย่างเพียงพอ สอดคล้องกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น

ประการที่ ๒ ก็คือว่าผลตอบแทนของบุคลากรของท่าน ท่านใดที่มี ความเชี่ยวชาญสูงที่จะต้องอ่านเรื่องก่อนที่จะผ่านคณะกรรมการจะต้องมีผลตอบแทนสูง จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญสูง เพราะฉะนั้นผลตอบแทนต้องสอดคล้องกัน

อีกส่วนหนึ่งในเรื่องขององค์กรก็คือการสรรหาคณะกรรมการ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญ อยากให้มีปริมาณให้มาก แล้วก็ให้เพียงพอ แล้วก็ให้คลีน (Clean) หรือว่าเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง ซึ่งขณะนี้มีไม่เพียงพอ พอมีไม่เพียงพอ การพิจารณาก็ทําได้ล่าช้า และบางครั้งก็เกิดการคอมเมนต์ (Comment) ซ้ําแล้วซ้ําอีก

ประการที่ ๒ ที่จะต้องแก้ไขคือเรื่องผลตอบแทน ผลตอบแทนของ คณะกรรมการที่พิจารณาผมคิดว่าน้อยเกินไป แล้วก็เรียนนะครับว่าผู้ประกอบการที่ยื่น ขออนุญาตพร้อมที่จะเสียเงินมากกว่านี้ แต่ขอให้พิจารณาเขาด้วยความรวดเร็ว ด้วยความมี ประสิทธิภาพ แล้วก็ด้วยความถูกต้อง แม่นยํา แน่นอนละครับ ไม่มีอะไรหรอกครับ ที่จะจ่ายถูกและได้ของดี ผู้ทรงคุณวุฒิที่เก่ง ๆ เชี่ยวชาญสูงดี ๆ หลายคนเขาก็ไม่มาเป็น คณะกรรมการเพราะผลตอบแทนแค่ ๑,๐๐๐ บาทต่อการประชุม แต่ถ้าให้สัก ๑๐,๐๐๐ บาท ให้สัก ๓๐,๐๐๐ บาท ให้สัก ๕๐,๐๐๐ บาทจะมีคนมาช่วยอีกเยอะ และผมมั่นใจว่าผู้ประกอบการพร้อมที่จะเสีย เพราะทุกวันนี้เขาเสียหายเรื่องโอกาสทางธุรกิจไป มากกว่าค่าเสียหายนั้นมาก บางรายเดี๋ยวผมยกตัวอย่างเรื่องจริงมีนะครับ ขออนุญาตทํา เรื่องอีไอเอ (EIA) ขออนุญาตมาแล้ว ๔ ปี ทําอย่างต่อเนื่องมา ๔ ปี ผ่านการพิจารณามาแล้ว ๗ ครั้ง แต่ก็ยังไม่ผ่าน เพราะอะไรเดี๋ยวผมจะพูดต่อไปนะครับ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องแก้ เพราะเกิดความเสียหายครับ นักลงทุนที่จะมาลงทุนในประเทศไทยที่เป็นธุรกิจใหญ่ หรือธุรกิจข้ามชาตินั้นอย่าว่าแต่ ๑ ปีเลยครับ ๔ เดือนยังนานเกินไป แต่นี่ ๔ ปีผมมั่นใจว่า นักลงทุนใหญ่ ๆ เขาไปลงทุนประเทศอื่น เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องแก้ไขด่วนครับ เพราะตรงนี้ คือเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ และเป็นอุปสรรคในการส่งเสริมการลงทุน หรือว่า การลงทุนที่จะมีขึ้นในบ้านเรา ในขณะที่บีโอไอ (BOI) ส่งเสริมการลงทุน ในขณะที่รัฐบาลไปชักชวนให้คนอื่นเข้ามาลงทุน ในบ้านเรา แต่พอมาเริ่มลงทุนปรากฏว่าต้องขออีไอเอ (EIA) ๔ ปี ธุรกิจเปลี่ยนแล้วครับ เทคโนโลยีเปลี่ยนแล้วครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขด่วน ถ้าผลตอบแทน มาก ๆ จะได้มีคนพิจารณามาก ๆ จะได้คนดีมาด้วยนะครับ

ประการที่ ๓ ที่จะต้องแก้ไขด่วนคือกระบวนการและวิธีการในการพิจารณา ผมขอยกตัวอย่างเรื่องจริงนะครับ ในการพิจารณาผู้ประกอบการที่ขออนุญาตเป็น เขตอุตสาหกรรมรายหนึ่งใช้เวลา ๔ ปีแล้วยังไม่สําเร็จ แต่อันนี้ไม่ได้โทษท่านประธานนะครับ ไม่ได้โทษท่านเลขาธิการ แล้วก็ไม่ได้โทษท่านข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เพราะทุกส่วน พยายามช่วยเหลือ แล้วก็การเข้าประชุมแต่ละครั้งเจ้าหน้าที่ของ สผ. พิจารณาผ่านแล้ว แต่ไปตกที่คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิครับ ผมยกตัวอย่างนะครับ ในครั้งแรก เขายื่นเข้าที่ประชุมวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๖ เรื่องไม่ผ่านครับ คอมเมนต์ (Comment) มา ๓๙ ประเด็น เอาเข้าใหม่ครับ ทําตามที่คอมเมนต์ (Comment) เรียบร้อย เจ้าหน้าที่ ของ สผ. พิจารณาแล้วว่าทําครบถ้วนตามที่คอมเมนต์ (Comment) เข้าเป็นครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๖ ปรากฏว่าคอมเมนต์ (Comment) กลับมาใหม่อีก ๔๒ ประเด็น ในเรื่องที่คอมเมนต์ (Comment) ครั้งที่ ๒ ใน ๔๒ ประเด็น เป็นให้ดําเนินการ เพิ่มเติมในหัวข้อเรื่องเก่า แต่บอกว่าทําเพิ่มอีกหน่อยถึง ๓๙ ประเด็น และเปิดประเด็น ขึ้นมาใหม่ ๓ ประเด็น อันนี้ครั้งที่ ๒ นะครับ ผู้ประกอบการก็ไปทํามาใหม่ตามที่บอก ครบ ๔๒ ประเด็นเรียบร้อยแล้วยื่นมาใหม่ ในวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เจ้าหน้าที่พิจารณา เรียบร้อยผ่านครับว่าทําครบ แต่พอเข้า คชก. คอมเมนต์ (Comment) ใหม่บอกว่า ต้องทําเพิ่มเติม แก้ไขเพิ่มเติมในอีก ๓๕ ประเด็นครับ ใน ๓๕ ประเด็นนี้หัวข้อเก่า เรื่องเก่า ๑๓ เรื่อง คือคราวที่แล้วบอกให้ทําอย่างนี้ คราวนี้บอกทําเพิ่มอีกนิดหนึ่ง แล้วก็เปิด ประเด็นใหม่เลยครับ ไม่เคยมีคอมเมนต์ (Comment) มาเลยอีก ๒๒ เรื่อง นี่ครั้งที่ ๓ ผู้ประกอบการก็ไปทํามาใหม่ครับ ทําจนครบถ้วน ๓๕ ข้อ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้ว ทําครบถ้วนแล้วยื่นใหม่ครับ หมายถึงว่าพิจารณาใหม่ครั้งที่ ๔ วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๗ คณะกรรมการคอมเมนต์ (Comment) มาใหม่ครับ ๓๖ ประเด็น ใน ๓๖ ประเด็นนี้ เป็นหัวข้อเรื่องเดิมแล้วก็คนเดิมคอมเมนต์ (Comment) ขอให้ทําเพิ่มอีกหน่อย ๓๕ เรื่อง แล้วเปิดประเด็นใหม่ ๑ เรื่อง ผู้ประกอบการไปทํามาใหม่ครบเลยครับ ๓๖ เรื่อง ให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ รวมทั้งท่านเลขาธิการด้วยครับตรวจสอบว่าทําครบถ้วน เสนอเข้าที่ประชุมใหม่ ครั้งที่ ๕ วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ที่ประชุมตีกลับมาบอก ให้ทําเพิ่มอีก ๔๘ ประเด็น ใน ๔๘ ประเด็นนี้เป็นในหัวข้อเรื่องเดิมเสีย ๑๑ เรื่อง คือพูดง่าย ๆ ว่าหัวข้อเดิมแต่คราวนี้ขอให้ทําเพิ่มอีกหน่อย และเปิดประเด็นใหม่ ๓๗ เรื่อง ผู้ประกอบการไปทํามาอีกครับครบ ๔๘ เรื่อง ทางท่านเลขาธิการตรวจสอบแล้วว่าทําครบ ๔๘ เรื่อง เสนอเข้ามาใหม่ครับ พิจารณาครั้งที่ ๖ วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๙ ที่ประชุม คชก. คอมเมนต์ (Comment) ว่าต้องทําเพิ่มเติมอีก ๖๐ ประเด็น ใน ๖๐ ประเด็นนั้นเป็นซ้ํา ของเก่าเสีย ๕๘ ประเด็น เปิดประเด็นใหม่อีก ๒ เรื่อง เป็นหัวข้อใหม่ขึ้นมาเลยครับ ผู้ประกอบการก็กลับไปทํามาใหม่ ทําครบเลยครับ ๖๐ เรื่อง แล้วใน ๖๐ เรื่องนี้ ท่านทราบไหมครับว่ามีเรื่องอะไรขึ้นด้วย เปิดประเด็นมาว่าให้ไปสํารวจสัตว์ป่าในป่าสงวน ว่ามีชนิดอะไรบ้าง อย่างละกี่ตัว ในขณะที่สถานประกอบการแห่งนี้ห่างจากป่าสงวน เป็นสิบกิโลเมตร ให้ไปสํารวจเลียงผา ชีวิตเลียงผา มีหลายข้อเดี๋ยวผมจะอ่านให้ฟังครับ ผู้ประกอบการก็ไปทําครับ หาวิธีการไปทําจนได้ ผมอยากรู้ว่ากรมป่าไม้หรือผู้ที่ดูแล เรื่องสัตว์ป่ารู้หรือเปล่าว่าสัตว์ป่าที่นั่นมีกี่ตัว แต่ว่าผู้ประกอบการทําเขตอุตสาหกรรมต้องรู้ ก็ไปทําครับ ทํามาครบถ้วนแล้วเสนอ พอเสนอเข้าที่ประชุมคณะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้ว ทําถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ เพอร์เฟกต์ (Perfect) พอเสนอเข้าที่ประชุม ครั้งที่ ๗ วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุมมีมติให้ไปทําเพิ่มเติม ไม่ผ่านนะครับ มีมติไม่ผ่านด้วย และให้ไปทําเพิ่มเติมอีก ๒๔ ประเด็น เป็นซ้ําของเดิมเสีย ๑๔ ประเด็น เปิดประเด็นใหม่เสีย ๑๐ ประเด็นครับ นี่คือตัวอย่างของจริงที่เกิดขึ้น ตรงนี้ เป็นความเสียหายอย่างยิ่งใหญ่นะครับ ผมจะขอยกตัวอย่างว่ามีอะไรบ้างที่ให้คอมเมนต์ (Comment) แล้วทํา และท่านฟังประเด็นแล้วดูนะครับว่ามันน่าทําไหม ยกตัวอย่าง ประเด็นแรก สิ่งที่คอมเมนต์ (Comment) บอกว่าอัตราการซึมของน้ําผ่านดิน คอมเมนต์ (Comment) ให้ทําในแบบต่าง ๆ กันถึง ๔ ครั้งครับ ครั้งนี้สั่งให้ทําอย่างนี้ ครั้งต่อไปสั่งให้ทํา อย่างนั้น ครั้งต่อไปสั่งให้ทําอย่างโน้น ไม่จบไม่สิ้นสักทีในคนคนเดียวกันด้วย คณะกรรมการ คนเดียวกันด้วยนะครับ มีบางครั้งคณะกรรมการสลับกันมาครับ เพราะเนื่องจากอาจจะ เบี้ยประชุมถูก ครั้งนี้คนนี้มา อีกครั้งหนึ่งคนนั้นมา ครั้งนี้คนนั้นไม่มาอีกคนหนึ่งมา มาแล้ว ก็คนละความเห็น คนละความคิด หนักกว่านั้นอีกครับบางคนบอกว่างวดนี้เอาแค่นี้ก่อนนะ เบาะ ๆ เดี๋ยวคราวหน้ามาใหม่ นั่นคือคําพูดของคณะกรรมการที่ออกมา ผมได้ยินกับหู ที่ผมพูดนี่นะครับ ที่ผมมาพูดนี่เรื่องจริงทั้งหมดที่ปรากฏจริง เพราะฉะนั้นคณะกรรมการ ต้องไม่มีอย่างนี้ครับ เพราะนี่คือตัวอุปสรรค ผมไม่รู้ว่าทําอย่างนี้เพื่อประโยชน์อะไรหรือเปล่า เพราะฉะนั้นอยากจะฝากท่านด้วยต้องแก้ตรงนี้ครับ ยกตัวอย่างประเด็นที่ ๒ การตรวจ มาตรวัดคุณภาพน้ํา ครั้งแรกคอมเมนต์ (Comment) ไป เขาก็แก้มาตามคอมเมนต์ (Comment) แล้ว ครั้งที่ ๒ บอกอีกแบบหนึ่ง ครั้งที่ ๓ บอกอีกแบบหนึ่ง ครั้งที่ ๔ บอก อีกแบบหนึ่ง ถึง ๔ ครั้งครับ อันนี้ยกตัวอย่างนะครับ

มาดูในเรื่องของอีกแบบหนึ่งก็คือในเรื่องการคมนาคม ให้ทบทวนมาตรการ ป้องกันผลกระทบด้านคมนาคม คอมเมนต์ (Comment) ถึง ๕ ครั้งครับ ในแบบที่ต่าง ๆ กัน ครั้งแรกคอมเมนต์ (Comment) ไป เขาทําตามเรียบร้อย ครั้งที่ ๒ มาคอมเมนต์ (Comment) ใหม่ ทําแบบนี้ถึง ๕ ครั้ง มาดูนะครับ ๗ ครั้ง สิ่งที่คอมเมนต์ (Comment) ทั้ง ๗ ครั้งมีอะไรบ้าง ขั้นตอนการสุ่มตัวอย่างในการสํารวจความคิดเห็นครับ พอไปครั้งแรก บอกว่าสุ่มให้ใช้อะไร ยามาเน (Yamane) หรืออะไรสักอย่างครับ ผู้ประกอบการก็ไปทําตาม ทําครบถ้วนแล้วมาครั้งที่ ๒ บอกไม่เอาแบบนั้น เอาแบบนี้ พอครั้งที่ ๓ มาเอาอีกแล้วครับ ทําแบบนี้ ๗ ครั้ง นี่คือตัวอย่างครับ

มาดูอีกเรื่องครับ อัตราการเปลี่ยนแปลงประชากร ครั้งนี้บอกว่าต้องใช้วิธี แบบนี้ ครั้งนั้นใช้วิธีนั้น เปลี่ยนแปลงถึง ๔ ครั้งครับ

และอีกอันหนึ่งครับ ขั้นตอนการดําเนินงานการมีส่วนร่วมของประชาชน ครั้งนี้แนะนําแบบนี้ พอทําครบให้ไปทําใหม่ ทํามาอีก ทํามาครบบอกให้ทําอีกแบบหนึ่ง ทําแบบนี้ ๗ ครั้ง แล้วเวลาสํารวจประชาชนนี่รัศมี ๑ กิโลเมตร ๕ กิโลเมตร มันต้องใช้ งบประมาณ มันต้องใช้เวลา แล้วก็คอมเมนต์ (Comment) แบบนี้ ๗ รอบครับ นั่นคือ ความเหมาะสมหรือสร้างภาระเกินควรกับผู้ประกอบการหรือเปล่าครับ

อีกอันหนึ่ง ๗ รอบเหมือนกันนะครับ วิถีชีวิตเกษตรกรรม เรื่องมลพิษ ภาวะโลกร้อน การเกษตร ปศุสัตว์ และการขาดแคลนแรงงาน ให้ไปทําเพิ่มเติมมา ๗ ครั้ง

อีกอันหนึ่งครับ พื้นที่อ่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อม ป่าต้นน้ํา ป่าสงวน ช้างป่า และเลียงผา ให้ไปศึกษามา ๓ ครั้งครับ สั่งให้ไปทําเพิ่มเติมแบบนี้ ๓ ครั้ง ทั้งที่ครั้งแรก เขาก็ทําครบตามที่สั่งแล้วนะครับ ครั้งที่ ๒ มาบอกต้องทําเพิ่มอีกหน่อย ครั้งที่ ๓ มาเพิ่ม อีกนิดหนึ่ง

มีอีกนะครับ การสูญเสียโอกาสการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เกษตรอินทรีย์ พืชสมุนไพรและองค์การเภสัชกรรม ตรงนั้นเขาเป็นไร่มันสําปะหลัง ต้องให้ไปศึกษาเรื่องนี้ ด้วยนะครับ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เสร็จแล้วคอมเมนต์ (Comment) แบบนี้นะครับ ๓ รอบ เขาไปทําครบรอบแรกแล้วไม่เอา เอาใหม่ครั้งที่ ๒ เอาใหม่ครั้งที่ ๓ และครั้งสุดท้ายที่ผมไป ได้ยินกับหูแล้วได้ฟังมาผมตกใจครับ บอกว่าให้ไปสํารวจสัตว์ป่าที่นั่น ผมตกใจครับ อันนั้น อยากให้ท่านชี้แจงเหมือนกันว่าทําไมต้องสํารวจสัตว์ป่าด้วย ทั้ง ๆ ที่เขาก็อยู่ไกล จากป่าสงวนตั้งเยอะ

แล้วก็เรียนท่านนะครับว่าคณะกรรมการเพียงคนหนึ่งใครก็ตาม มาร่วมประชุมตั้งข้อสังเกตมาประเด็นหนึ่งเรื่องนั้นไม่ผ่านเลยครับต้องไปทําใหม่ แล้วคณะกรรมการมีกี่คน หลายคน ทุกคนต่างความเห็น ทุกคนต่างความคิด แล้ว ๑ ความคิดก็มีผลแล้ว และเรื่องพิจารณาทําครบหมดแล้ว แต่ว่ามีผู้มายื่นหนังสือร้องเรียนก็บอกต้องไปทําตามที่ ผู้ร้องเรียนนั่นมาก่อน ทั้งที่ผู้ร้องเรียนร้องเรียนซ้ํากับเรื่องเดิม และเคยตอบมาแล้วก็ให้ไป ทําใหม่ อันนี้ปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้น จึงอยากให้ท่านไปแก้ไขโดยเปลี่ยนกําหนดใหม่เลยว่า ต่อไปนี้ คชก. ประชุมครั้งแรกเอาให้ละเอียดเลยครับว่าจะให้ผู้ประกอบการนั้นทําอะไรบ้าง กําหนดไปเลยครับกี่ร้อยประเด็น แล้วถ้าเขาทําครบตามนั้นแล้วอย่าไปเปิดประเด็นใหม่ อยากจะเปิดประเด็นอะไรทําให้เต็มที่ เปรียบเสมือนเราทําดิกเทชัน (Dictation) ทําวิจัย ส่งอาจารย์ ขอให้อาจารย์คอมเมนต์ (Comment) มาให้ครบเถอะครับเราจะทําให้ครบ แต่ถ้าบอกทําตามอาจารย์สั่งแล้วเดี๋ยวอาจารย์สั่งอีก อาจารย์สั่งอีกไปเรื่อย ๆ นักเรียน ก็ไม่จบสักที อันนี้ฉันใดก็ฉันนั้นครับ อยากจะฝากท่านครับว่าไม่ให้สร้างภาระแก่ประชาชน เกินควร แล้วก็ขอให้คอมเมนต์ (Comment) ครั้งเดียวในประเด็นนั้นจบไป แล้วก็ครั้งที่ ๒ ต้องไม่เปิดเพิ่ม แล้วก็คณะกรรมการคนที่เข้าก็ขอให้คนเดิมเข้าและเข้าอย่างต่อเนื่อง และคนที่เข้านั้นก็คอมเมนต์ (Comment) ครั้งเดียวอย่าไปแบ่งคอมเมนต์ (Comment) หลายครั้งเพราะเกิดความเสียหาย อันนี้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยส่วนรวมนะครับ

และประการที่ ๔ สิ่งที่ผมอยากให้เปลี่ยนก็คือเปลี่ยนรูปแบบจากการ พิจารณาว่าผู้ขออนุญาตเขียนรายงานมาว่าจะต้องทําอะไรบ้าง แล้วสิ่งที่ทํานั้นคณะ คชก. ก็จะมาพิจารณาว่าถูกต้องไหม สิ่งที่มากกว่าถูกต้องคือถูกใจคณะกรรมการไหม อันนี้ สําคัญครับ แล้วก็ไม่ค่อยจะถูกใจแต่ละคนหรอก เพราะแต่ละคนก็คิดไม่เหมือนกัน บางคน ก็จบคนละมหาวิทยาลัย วิธีการก็ไม่เหมือนกัน แต่ก็ยึดของตัวเองเป็นหลัก ตรงนี้ ต้องแก้ เปลี่ยนใหม่ครับ เปลี่ยนเป็นออกข้อกําหนดไปเลยว่าในการปฏิบัติแต่ละธุรกิจ หรือแต่ละประเภทโรงงานจะต้องปฏิบัติอย่างไร เรียกว่าซีโอพี (CoP) หรือโค้ด ออฟ แพร็กทิซ (Code of Practice) แล้วก็ให้ทําตามนั้นไปเลยครับ แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ไปตรวจ ถ้าไม่ทําก็ยกเลิกใบอนุญาต หรือก็ปรับ หรือลงโทษทางอาญา ตรงนี้จะมีประสิทธิภาพ มากกว่า และให้ คชก. ที่ทุกวันนี้นั่งพิจารณาทีละเรื่อง เปลี่ยนเป็นกําหนดเลยครับว่า ถ้าจะขออนุญาตโรงงานประเภทนี้ทําอย่างไรบ้าง เป็นกี่ร้อยข้อพันข้อ กําหนดไปเลย แล้วเขาปฏิบัติตามจะมีประสิทธิภาพมากกว่าครับ เพราะฉะนั้นก็อยากให้เปลี่ยนแปลง ในเรื่องนี้แล้วจะประหยัดและเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ประชาชนด้วยครับ ท่านทราบไหมว่าต้นทุนของการทําอีไอเอ (EIA) เป็นต้นทุนที่สูงมาก และเป็นต้นทุนแฝง อีกหลายประการที่ภาคเอกชนต้องรับภาระ แต่ถ้าบอกเป็นซีโอพี (CoP) ต้นทุนจะหายไปเลย แล้วก็เอาเวลา เอางบประมาณไปเตรียมในเรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม แล้วก็ทําโรงงาน ให้ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมนั้นจะดีเสียกว่า เพราะจะเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาวครับ

เรื่องที่ผมนําเรียนมานั้นก็เป็นเรื่องที่แก้ไขได้เลย ดําเนินการได้เลย คือเรื่องผลตอบแทนกับเรื่องกระบวนการในการพิจารณานะครับ ส่วนที่ท่านต้องใช้เวลาคือ เรื่ององค์กร เรื่องการสรรหาบุคลากรและพัฒนาบุคลากร รวมตลอดถึงอยากให้ท่าน เปิดการสอนผู้ที่จะทํา บริษัทที่จะมารับทําอีไอเอ (EIA) เพราะว่าขณะนี้ก็ทํากัน คนละทิศละทางแล้วก็ไม่โดนใจกรรมการ ก็จะเกิดความเสียหายและทําให้ล่าช้า ส่วนประการสุดท้ายที่ต้องใช้เวลาคือเปลี่ยนรูปแบบจากมาคอยพิจารณาว่าเขาจะทํารายงาน มาอย่างไร เขาบอกว่าเขาจะทําอย่างไรในอนาคตและมาดูว่าถูกใจหรือเปล่า เปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนเป็นกําหนดซีโอพี (CoP) และประกาศใช้ให้ทั่วประเทศพร้อมกัน เพื่อประสิทธิภาพ สูงสุด แล้วก็เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีของประเทศชาติเราครับ ขอบคุณครับ

ต่อไปมีสมาชิกขออภิปรายเพิ่มเติมคือท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการ แพทยสภา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรียนเชิญค่ะ