สังศิต พิริยะรังสรรค์ ตั้งข้อกังวลต่อการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ โดยเห็นว่าการตัดความเกี่ยวข้องกับนักการเมืองอาจนำไปสู่การผูกขาดอำนาจภายใน และหากไม่แก้ไขวัฒนธรรมองค์กร ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ และระบบพวกพ้อง ก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง จึงเสนอให้มีการตรวจสอบองค์กรตำรวจอย่างโปร่งใสและเป็นอิสระ เพื่อให้การปฏิรูปนำไปสู่ความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าความพยายามที่จะมีการปฏิรูปองค์กร โครงสร้างของตํารวจเป็นเรื่องที่ผมอยากให้กําลังใจแก่ผู้ที่ทํางานนะครับ การปฏิรูปแม้ว่า จะเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ถ้าหากว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ได้รับประโยชน์ที่ดีขึ้น กว่าเดิม ได้รับความยุติธรรมที่ดีขึ้นกว่าเดิม ผมยินดีนะครับ ถึงแม้ว่าผมจะเห็นแตกต่างบ้าง แต่ถ้าหากว่ามีสิ่งใดก็ตามที่ทําให้ดีขึ้นกว่าเดิมเพียงเล็กน้อยผมก็เต็มใจและยินดีให้ การสนับสนุน แต่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ ท่านประธานครับ ผมเกรงว่า การปฏิรูปคราวนี้จะเป็นการหยุดการแทรกแซงของนักการเมือง เป็นการตัดอํานาจ ของนักการเมืองให้มาสู่ระบบการผูกขาดอํานาจโดยกลุ่มตํารวจกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะความกังวลใจที่ว่าจะมีนักการเมืองมาแทรกแซงการบริหารของระบบตํารวจนั้น ผมคิดว่าเราต้องอยู่ในโลกความเป็นจริงว่านายตํารวจส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ แล้วบางส่วนก็เป็นผู้นําหรือเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองบางพรรคด้วยซ้ําไป แล้วตํารวจ เหล่านี้ก็ยังคงมีอิทธิพลอยู่ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงว่าจะแยก นักการเมืองออกไป ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่คิดโดยที่ไม่ได้มองถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมา ของปัญหา เป็นวิธีการมองปัญหาแบบแยกประวัติศาสตร์ออกจากความเป็นจริงในปัจจุบัน ผมจึงอยากจะเรียนด้วยความเคารพว่าการที่ท่านยังให้ตํารวจที่เกษียณอายุแล้วก็ยังมีอิทธิพล อยู่ทั้งในวงการเมืองและในวงการตํารวจก็เป็นส่วนที่จะทําให้อํานาจอิทธิพลของนักการเมือง สามารถที่จะเข้ามาแทรกแซงสํานักงานตํารวจแห่งชาติอยู่ดี
ท่านประธานครับ ความกังวลใจประการที่ ๒ ของผมก็คือการที่เราบอกว่า ตํารวจเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม ผมคิดว่าใคร ๆ ก็เห็นด้วยนะครับ แต่สิ่งที่ผมยัง มองไม่เห็นก็คือว่าการปฏิรูปคราวนี้จะทําให้กระบวนการยุติธรรมของตํารวจดีขึ้นกว่าเดิม ได้อย่างไร ผมคิดว่าตรงนี้เป็นปมสําคัญที่สุดของการปฏิรูป เพราะถ้าหากว่าประชาชน ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการได้รับความยุติธรรมในการปรับปรุงสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ผมว่าอันนี้ก็จะไม่เป็นประโยชน์หรอกครับ เพราะจะกลายเป็นประโยชน์แก่ข้าราชการ มากกว่าที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ท่านประธานครับ ระบบของตํารวจที่เป็นปัญหาใหญ่ แล้วก็ไม่ได้มีการพูดถึงว่าจะทําให้วัฒนธรรมของตํารวจดีขึ้น ไม่มีการกล่าวถึง ผมคิดว่า วิธีการมองปัญหาของคณะกรรมาธิการที่ทํางานด้วยความตั้งอกตั้งใจและด้วยความเสียสละ เป็นสิ่งที่ผมให้กําลังใจแล้วก็ให้การสนับสนุน แต่ผมคิดว่าวัฒนธรรมขององค์กรตํารวจ ที่เกิดขึ้นจากการที่มาในสถาบันการศึกษาเดียวกัน ทําให้เกิดความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ก็ดี ความสัมพันธ์แบบสถาบันนิยมก็ดี ความสัมพันธ์แบบพวกพ้องก็ดี ไม่ได้มีการพิจารณาแก้ไข ระบบพวกนี้เรามองด้วยสายตาไม่เห็นหรอกครับ แต่ว่าสามารถที่จะแสดงออกได้เมื่อถึงเวลา เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าไม่มีการพูดถึงการปฏิรูปวัฒนธรรมของตํารวจด้วย ผมก็มีความวิตกว่า การปฏิรูปเพียงแต่ทําให้โครงสร้างเปลี่ยนแปลงไปโดยที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไรไม่ค่อยได้หรอกครับ
ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมกังวลใจอีกประการหนึ่งก็คือ ผมพบว่าระบบ การเลือกตั้งของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งเล็ก ๆ แม้กระทั่งในมหาวิทยาลัย ในองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หรือว่าในระดับชาติ สิ่งที่แปลกประหลาดมากสําหรับสังคมไทย ก็คือเรามักจะได้คนที่หาคะแนนเก่ง แต่เรามักจะไม่ได้คนดีและคนเก่งเข้ามาทํางาน ผมก็ไม่ทราบจะอธิบายอย่างไรว่าระบบการเลือกตั้งที่หลาย ๆ ประเทศในโลกที่เราเรียกว่า เป็นต้นแบบทําไมเลือกแล้วได้คนดีมา แต่ของเราเลือกทีไรได้แต่คนที่หาคะแนนได้มา เพราะฉะนั้นระบบการเลือกตั้งโดยหลักการดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่ดีและผมก็สนับสนุนมาตลอด แต่สิ่งที่ผมกังวลใจก็คือผมเกรงว่าวัฒนธรรมการเลือกตั้งแบบนี้เมื่อเอาไปใช้กับตํารวจแล้วเราก็ จะได้ผลเหมือนกับที่องค์กรต่าง ๆ เกิดขึ้น แล้ววังวนปัญหาของตํารวจก็จะไม่จบ ในประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ด้วยความกังวลใจก็คือว่า สิ่งที่คณะกรรมาธิการมีความตั้งอกตั้งใจที่จะทํางานก็คือทําให้องค์กรตํารวจด้านหนึ่ง เป็นอิสระจากภาคการเมือง อีกด้านหนึ่งก็เป็นอิสระจากประชาชน ผมเห็นด้วยกับท่านกษิต ภิรมย์ ไม่ว่าองค์กรไหนก็ตามที่เป็นองค์กรสาธารณะที่รับเงิน จากภาษีอากรของประชาชนไปเป็นงบประมาณในการบริหารประเทศ จําเป็นที่จะต้องมี การตรวจสอบเพื่อให้องค์กรนั้นมีความโปร่งใส มีความน่าเชื่อถือ ที่ผ่านมาองค์กรตํารวจ แม้กระทั่งในยุคที่นักการเมืองสามารถที่จะเข้าไปแทรกแซงได้ก็ไม่มีระบบการตรวจสอบครับ บางท่านอาจจะเห็นว่าเรามีคณะกรรมาธิการการตํารวจอยู่ในสภา แต่ว่าบทบาทของ คณะกรรมาธิการการตํารวจในสภาไม่มีศักยภาพพอที่จะตรวจสอบ ปรับปรุงการบริหารงาน ของตํารวจได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าระบบ การตรวจสอบของตํารวจที่ดีควรจะเป็นอย่างไร ก็ขอฝากถึงท่านกรรมาธิการด้วยว่า ทําอย่างไรประชาชนจึงจะเชื่อใจได้ว่าองค์กรนี้จะมีการตรวจสอบเพื่อให้การทํางาน มีความโปร่งใส มีความน่าเชื่อถือ ท่านกษิต ภิรมย์ ก็ได้ให้ข้อเสนอแนะที่สําคัญอันหนึ่งซึ่งเป็น ระบบในประเทศที่เจริญแล้วทําก็คือการกระจายอํานาจของตํารวจออกไปยังท้องถิ่น แล้วผู้บัญชาการ หัวหน้าตํารวจก็มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน นั่นก็เป็นรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผมก็ยังไม่แน่ใจว่าเมื่อเอามาใช้กับสังคมไทยแล้วเราจะได้ตํารวจที่ดีและเก่งหรือเปล่า แต่อย่างน้อยที่สุดผมคิดว่าระบบการกระจายอํานาจอย่างจํากัดในบางระดับอาจจะ เป็นประโยชน์กับระบบการตรวจสอบ เพราะอย่างน้อยถ้าหากว่าเป็นตํารวจในระดับจังหวัด การตรวจสอบก็จะดีขึ้น การปฏิรูปไม่ควรจะทําให้องค์กรตํารวจกลายเป็นองค์กรที่มีอํานาจ เบ็ดเสร็จในตัวเอง เป็นอิสระจากการเมืองและภาคประชาสังคม ถ้าการปฏิรูปเป็นแบบนี้ ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องน่าเสียใจที่มาเกิดขึ้นในยุคที่เรากําลังมีความพยายามจะปฏิรูป แล้วผมก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าองค์กรที่สมควรได้รับการปฏิรูปควรส่งสัญญาณ บางประการให้ประชาชนได้มีความชื่นใจว่าเขาพร้อมแล้วที่จะปฏิรูปตัวเอง แต่ว่าคดีของ พลเรือเอก พะจุณณ์ เป็นสัญญาณอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าตํารวจอาจจะยังไม่มีความพร้อม ที่จะปฏิรูป ทั้ง ๆ ที่ปัญหาตํารวจเป็นปัญหาที่สังคมรับรู้โดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ไปเก็บเงินส่วย เป็นปัญหาเรื่องการซื้อขายตําแหน่ง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไป ผมคิดว่า ณ เวลานี้ถ้าต้องการเห็นการปฏิรูปองค์กรตํารวจ ตํารวจควรส่งสัญญาณเชิงบวกให้แก่สังคม ได้เห็นว่าเราพร้อมที่จะเป็นตํารวจที่ดี และเป็นตํารวจที่ยืนอยู่กับผลประโยชน์ของประชาชน ขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ