กษิต ชี้การเมืองแทรกตำรวจ หนุนปฏิรูป-กระจายอำนาจ-เพิ่มโปร่งใส

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ ตั้งข้อสังเกตถึงการแทรกแซงทางการเมืองในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบถ่วงดุลได้ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้บัญชาการ รวมถึงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อสร้างตำรวจมืออาชีพที่น่าเชื่อถือในระบอบประชาธิปไตย โดยคัดค้านการประกาศความเป็นอิสระโดยไม่แก้ไขปัญหาภายใน และเรียกร้องให้จัดการกับการทุจริต การเอื้อประโยชน์กลุ่มอำนาจ และข้อบกพร่องขององค์กรอย่างจริงจัง

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ครับ ขณะที่เรากําลังอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ผมก็อดคิดไม่ได้เรื่องที่เพื่อนสมาชิกของเรา พลเรือเอก พะจุณณ์จะต้องมีคดีความกับ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และ ณ วันนี้ก็ได้มีข้อเสนอที่จะให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็นองค์กรอิสระ เสมือนเป็นรัฐอิสระปลอดจากการเมืองแล้วก็ภาคประชาชน แต่ว่าถ้าเผื่อ เรามุ่งมั่นในการที่จะปฏิรูปประเทศให้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยแบบเสรี ไม่ว่าองค์กร หรือสถาบันใดในสังคมประชาธิปไตยก็ต้องมีการตรวจสอบ ถ่วงดุล ถ่วงอํานาจ ภาษาอังกฤษ ใช้คําว่า เช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) แล้วองค์กรนั้น ๆ นอกจากจะถูก ตรวจสอบแล้ว ก็จะต้องมีความโปร่งใส แล้วก็รับผิดชอบต่อการกระทําได้ คราวนี้ทางผู้ที่คิด ห่วงใยสํานักงานตํารวจแห่งชาติก็เห็นว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้นถูกแทรกแซง โดยทางฝ่ายการเมือง เดี๋ยวนี้ก็เหมารวมว่าอะไรก็ง่ายหมดในสังคมไทยทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เลวร้ายก็อยู่ที่ฝ่ายการเมือง คนดีคนเลวก็อยู่ในทุกวงการนี้ ต้องขอเตือนสติพวกเราด้วยครับ ท่านประธาน ทีนี้จะเอาการเมืองออกไปก็ต้องถามว่าแล้วที่ผ่านมาการเมืองเข้าไปแทรกแซง สํานักงานตํารวจแห่งชาติหรือกรมตํารวจก่อนหน้านั้น หรือว่ามีบุคลากรในสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติไปเปิดประตูเชิญนักการเมืองเข้ามา ขอความกรุณาครับท่าน เข้ามาช่วย แทรกแซงด้วย ก็เป็นไปได้ทั้ง ๒ ทางใช่ไหมครับ ถ้าเผื่อผู้หลักผู้ใหญ่ของสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติโดยตลอดมามีความเข้มแข็งในจิตใจแล้วก็ไม่เปิดประตูให้ฝ่ายการเมืองเข้ามา ก็ไม่ได้มีประเด็นปัญหาอะไรนะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือจะมีสายการบังคับบัญชา เพราะว่าสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติก็เป็นองค์กรบริหารอันหนึ่ง จะอยู่ให้เป็นเอกเทศ เป็นรัฐฉานคงไม่ได้นะครับ ก็ต้องมีการตรวจสอบ คราวนี้ไม่อยากจะให้ฝ่ายการเมืองตรวจสอบ ณ ที่นี้ก็คือคณะรัฐมนตรี หรือจะตัวนายกรัฐมนตรี หรือจะตัวรองนายกรัฐมนตรี แล้วจะให้ใครตรวจสอบ บอกว่า ท่านจะตรวจสอบปกครองกันเอง แต่ว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาติไม่เป็นที่เชื่อถือ ไม่เป็นที่ น่าไว้ใจ แล้วก็เป็นที่หวาดกลัวของประชาชนโดยทั่ว ๆ ไป อันนี้เราพูดกันตรงไปตรงมา แล้วจะเป็นอิสระ สํานักงานตํารวจแห่งชาติอยากจะหนีการเมือง แต่พวกเรา พวกกระผม ประชาชนนั้นก็เหมือนกับหนีเสือปะจระเข้ ตํารวจที่มีการเมืองควบคุม กับตํารวจที่เป็นอิสระ จากการเมือง ทั้งขึ้นทั้งร่องก็ไม่ได้ดีต่อประชาชน แล้วที่คิดมาทั้งหมดเลยก็ไม่ได้คิดว่าจะให้ ใครตรวจสอบ ผมก็ขอเสนออย่างนี้ต่อท่านประธานกรรมาธิการ ต่อสมาชิก สปท. ต้องให้ ประชาชนเป็นผู้ตรวจสอบ แล้วผมขอเสนอนอกกรอบไปเลย ก็สมัครเป็นผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติสิครับแล้วให้ประชาชนเลือก คู่ขนานกันไปให้มีการกระจายอํานาจสิครับ ปรับโครงสร้างสํานักงานตํารวจแห่งชาติ กระจายลงให้ไปขึ้นกับท้องถิ่น และผู้ที่จะมาเป็น ผู้บัญชาการตํารวจในระดับเทศบาลเมืองดังในอารยประเทศที่เขาเป็นประชาธิปไตยทํา ก็สมัครสิครับที่จะมาเป็นหัวหน้าสํานักงานตํารวจตามหลักต่าง ๆ แล้วประชาชนจะได้เป็น ผู้ควบคุมโดยตรง เผื่อไม่อยากจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รองนายกรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีควบคุม ไม่เอาฝ่ายการเมือง ไม่มี ครม. ก็ว่าไปใช่ไหมครับ แต่จะปกครอง ตนเองไม่ได้ ไม่มีความเชื่อถือ เชื่อถือไม่ได้ เป็นความน่ากลัว จะเป็นรัฐตํารวจก็ต้อง ให้ประชาชนไปทํา ท่านก็ต้องเสนอมาสิว่าจะปรับปรุงโครงสร้างของตํารวจ ผมก็พูด หลายครั้งแล้วว่าไม่ได้มาอยู่ใน สปท. กันเพื่อจะมาเสริมสร้างอํานาจของหน่วยงานรัฐ เป็นเรื่องของการกระจายอํานาจให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบ และสิ่งที่ผมอยากจะฟัง มากกว่าก็คือว่าจะกระจายอํานาจไหม จะยุบโรงเรียนนายร้อยตํารวจสามพรานไม่ให้เป็น โรงเรียนแบบนายทหารไหม ให้เป็นโรงเรียนของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เป็นมืออาชีพ แต่ว่า ไม่ได้ฝึกมาให้เป็นเหมือนทหารถืออาวุธ มีรถถัง มีรถหุ้มเกราะต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าเรายังไม่ได้จัดลําดับความสําคัญกันที่นี่ในคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ว่าเราจะปฏิรูป สํานักงานตํารวจแห่งชาติให้ถูก ให้ควร ให้เป็นของประชาชน เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน อย่างไร ไม่ใช่ทํากันในลักษณะนี้นะครับ เมื่อเดือนที่แล้วเราก็มาพูดว่าจะปรับปรุงงาน ของสถานีตํารวจอย่างไร ผมก็บอกว่าเรื่องจิ๊บจ๊อย เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารก็ไปว่ากันไป มาที่นี่อยากจะเป็นอิสระแล้วไม่มีใครจะเข้าไปตรวจสอบได้ก็ไม่ใช่ในสังคมประชาธิปไตย และทั้งหมดที่ทํากันนั้นก็ลืม ลืมประชาชน

ส่วนประเด็นสุดท้ายไม่ให้เสียเวลา ที่บอกว่าอยากจะได้ปลอดการเมือง แล้วถามว่าที่ได้มีการแต่งตั้งผู้บัญชาการสํานักงานตํารวจแห่งชาติในยุคสมัยนี้ไม่มีการเมือง แต่ทําไมข่าวลือมากมาย เมื่อสักครู่ก็มีเพื่อนสมาชิกบอกว่ามีการข้าม เป็นเด็กของคนโน้น คนนี้ยังดีกันอยู่ ของอดีตผู้หลักผู้ใหญ่ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติเขาคุมกันอยู่ ท่านก็เป็น อดีตนายตํารวจ ท่านไม่ใช่นักการเมือง แต่ว่าท่านแสนจะแทรกแซงสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ณ วันนี้อย่างเต็มที่ เรื่องส่วย เรื่องจ่ายใต้โต๊ะ เรื่องตําแหน่งอะไรก็พูดกันมาก แล้วอยู่ดี ๆ จะมาให้เราพิจารณาให้ความเห็นชอบว่าจะให้มีสํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นอิสระ ก็จะมีความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ศักดิ์ศรีของนายตํารวจดี ๆ เป็นสําคัญ ก็จะหมดไป เราต้องเอาความจริงมาพูดกัน แล้วเราไม่เอาเรื่องที่อยากจะเกาหลังซึ่งกันและกัน แล้วก็ช่วยเหลือพยุงกันไปแบบนี้เพื่อจะเสริมฐานอํานาจของหมู่คน ของบางคน เพื่อประโยชน์ ของส่วนกลุ่มทั้งนั้น แต่ไม่ได้เพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อนายตํารวจ พลตํารวจน้อย ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้ที่เขายังจะต้องหาค่าน้ํามัน ต้องซื้อจักรยาน มอเตอร์ไซค์เอง ต้องหาปืนพกอาวุธเอง สภาพเป็นอยู่ของเขาแย่ เครื่องมือเครื่องใช้ไม่ดี จะปฏิรูปต้องปฏิรูปอย่างนั้น ไม่ใช่มาเสริมสร้าง อํานาจของตํารวจใหญ่ ๆ แล้วก็อ้างว่าทั้งหมดที่เลวเพราะการเมืองแทรกแซง ไม่ใช่ครับ เอาความจริงมาพูดกัน แล้วผมไม่อยากให้พวกเราไปในทิศทางนี้แล้วก็มาเออออห่อหมก มาชมกันเอง เรากําลังหลอกตัวเองแล้วก็หลอกประชาชน ท่านประธาน ผมว่าเราทํางานกัน แบบนี้ไม่ได้ครับ ขอขอบคุณครับ