อลงกรณ์ สนับสนุนปฏิรูปตำรวจ ชูความเป็นอิสระ-เพิ่มส่วนร่วมประชาชน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

อลงกรณ์ พลบุตร หารือการปฏิรูปตำรวจ โดยสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ที่ส่งเสริมความเป็นอิสระ แต่เสนอให้มีการปรับปรุงกระบวนการแต่งตั้งกรรมการ ก.ตร. ให้มีความโปร่งใสและเพิ่มบทบาทของภาคประชาชน เพื่อเสริมสร้างความยุติธรรมและคืนวัฒนธรรมที่ดีให้แก้องค์กร พร้อมเน้นความจำเป็นในการฟื้นฟูระบบการบริหารจัดการตำรวจให้ผู้บังคับบัญชาเป็นแบบอย่างที่ดี มีระบบตัวชี้วัดที่ชัดเจน และการแต่งตั้งที่เป็นธรรม เพื่อคืนความเชื่อมั่นและลดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองและภายในองค์กร

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ยังเหลือผู้อภิปรายที่แสดงความจํานงขณะนี้อีก ๔ ท่าน หลังจากนั้นก็จะมี การชี้แจงโดยกรรมาธิการ และลงมติ ต่อไปท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ขอเชิญครับ

พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่รักทุกท่านนะครับ ผมเองนั่งฟังก็มีความรู้สึกว่าต้องอภิปรายนะครับ สําหรับคนเป็นข้าราชการตํารวจหรือเป็นข้าราชการตํารวจมาก่อนนั้นทุกคนเรียกร้องหา ความยุติธรรมตลอดชีวิต ต้องขอขอบคุณท่านวิรัชกับกรรมาธิการที่ได้หยิกยกเรื่องนี้ ขึ้นมาถึงแม้ว่าจะมีคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยหรือตั้งข้อสังเกตต่าง ๆ ก็กรุณารับไปเถอะครับ เป็นเรื่องที่จะช่วยข้าราชการตํารวจได้ สําหรับข้าราชการตํารวจเมื่อมารับราชการตํารวจ อยากได้มากที่สุดคือเรื่องความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง โยกย้าย ในการพิจารณาความดีความชอบ ผมมองย้อนหลังไปเห็นใจข้าราชการตํารวจนะครับ เพราะชีวิตเขาเข้ามาเป็นตํารวจแล้ว ต้องวิ่งเต้นตลอดชีวิต ผมรับราชการมาเมื่อปี ๒๕๑๒-๒๕๑๓ เมื่อครั้งเป็นกรมตํารวจ ผู้กํากับยังเป็นสารวัตรใหญ่ ผู้กํากับเป็นผู้กํากับจังหวัด ในระบบนั้นถึงแม้ว่าขณะนั้นดูว่า ไม่มีความเป็นธรรม แต่ผมมองย้อนหลังว่าขณะนั้นมีความเป็นธรรมที่สุดเพราะผู้ใหญ่ เป็นหลักให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ไม่ว่าจะเป็นอธิบดีกรมตํารวจก็ดี หรือผู้บัญชาการก็ดี หรือผู้การก็ดี เป็นหลักให้ครับ ซึ่งอันนี้ผมถือว่าเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ที่ตํารวจสูญหายไป ผู้บังคับบัญชาในขณะนั้นสามารถที่จะเป็นหลักให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นรูปแบบตัวอย่าง ในการทํางาน รูปแบบตัวอย่างในการดํารงชีวิต อันนี้ที่ตอบท่านจํานงว่าสิ่งที่หายไป คือวัฒนธรรมที่ดีงามของตํารวจนะครับ แต่พอพัฒนามาเรื่อยซึ่งส่วนหนึ่งผมยอมรับว่า เป็นความผิดของผมเหมือนกันที่ผมเข้ามายุ่งกับการปฏิรูปตํารวจตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ ซึ่งเมื่อ ทุกรัฐบาลเข้ามาประเด็นหนึ่งก็คือจะต้องมาผ่าตัดตํารวจ ผมเองก็ได้รับเกียรติไปอยู่ ในเกือบทุกกรรมการตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ จนมาเป็นผู้บริหารตํารวจ มองเห็นการพัฒนาที่ลดต่ําลง ในเรื่องของมาตรฐาน ต้องยอมรับนะครับ เพราะฉะนั้นการเสนอกฎหมายครั้งนี้มีความสําคัญ แต่ก็มีท่านผู้มีเกียรติหลาย ๆ ท่านไม่ว่าจะเป็นท่านนิกรก็ดี ท่านวันชัยก็ดี ท่านสมพงษ์ก็ดี หรือท่านธวัชชัยก็ดี ได้ตั้งข้อสังเกต เป็นข้อสังเกตที่ดีครับ ซึ่งร่าง พ.ร.บ. นี้ในหลักการ ความเป็นอิสระของตํารวจนั้นถูกต้อง แต่วิธีการที่จะให้สําเร็จหรือผ่านไปได้หรือไม่ผมยังไม่แน่ใจ ทั้ง ๆ ที่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับ เพราะท่านอํานวยก็มาปรึกษาหารือบอกว่าผมเห็นด้วย แต่กลัวจะไม่ผ่านเท่านั้นเอง สําหรับผมเองผมก็ขอตั้งข้อสังเกตว่าอดีตข้าราชการตํารวจ ที่ท่านจะให้ไปเป็นประธาน ก.ตร. ก็ดี หรือเป็นกรรมการ ก.ตร. ก็ดี ผมอยากให้มีอายุระหว่าง ๖๕ ปีไม่เกิน ๗๐ ปี นี่คงจะไม่เกี่ยวข้องกับผม เพราะปีนี้ผม ๗๐ ปีแล้วคงไม่อยู่ในวิสัย ที่จะไปสมัครได้ เหตุที่ผมว่า ๖๕ ปี เพราะว่า ๑. รากเหง้าในองค์กรผมเชื่อว่าพอเหลืออยู่บ้าง แต่ไม่มากนะครับ ๖๕-๗๐ ปี ผมยังเชื่อว่ามีความแข็งแรงทางด้านร่างกายและสติปัญญา ยังสามารถทํางานได้ ๖๕-๗๐ ปี ผมถือว่าเป็นช่วงบั้นปลายของชีวิตคงไม่มีใครที่จะไปคิด หรือมีก็น้อยที่จะไป ทําสิ่งไม่ดีที่จะนําไปสู่ความเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียงของตัวเองที่สร้างมา ผมอยากให้ เป็นอย่างนี้ ส่วนข้อสังเกตที่มี ก.ต.ช. หลาย ๆ ท่าน ซึ่งกําหนดนโยบายก็ควรจะมีภาคประชาชน เข้าไปเพิ่มจํานวนมากขึ้น เพราะเสียงของประชาชนนี้จะเป็นเสียงที่ถูกต้องในการช่วยพูด ให้กับตํารวจนะครับ แต่อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจะมีองค์ประกอบในเรื่อง ก.ต.ช. ใน ก.ตร. ตามที่ท่านเสนอมา รวมทั้งมีอํานาจหน้าที่แล้วผมเชื่อว่ายังไม่พอนะครับ

ประเด็นแรก ที่ผมได้พูดไปแล้วก็คือท่านจะต้องสร้างวัฒนธรรมตํารวจ คือเอาวัฒนธรรมที่ดีงามของตํารวจกลับมาใช้ ผู้บังคับบัญชาต้องเป็นหลักให้ ร่วมทุกข์ร่วมสุข เป็นหลักให้ทั้งหน้าที่การงานและส่วนตัว ตัวนี้ต้องนํากลับมาใช้ ไม่ใช่ว่าผลักดันให้ลูกน้อง

อันที่ ๒ ท่านอํานวยก็พูดไปแล้ว ท่านต้องมีเคพีไอ (KPI) ที่ชัดเจนนะครับ เป็นเรื่องที่ผมผลักดันมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ แต่ไม่สําเร็จ ตลอดชีวิตนี้ไม่สําเร็จ แต่กลับเป็นผลให้ ผู้บังคับบัญชาในระดับต่าง ๆ รวมทั้งการเมืองเข้ามาแทรกแซงได้ ไม่ใช่ว่าท่านมี ก.ตร. อย่างนี้ ท่านมีอํานาจอย่างนี้แล้วจะปราศจากการแทรกแซง เผลอ ๆ การแทรกแซงภายใน ก็ยังมีจากผู้บังคับบัญชาที่ไม่อยู่ในคุณธรรม อีกอันหนึ่งก็คือการกําหนดตําแหน่งต่าง ๆ ระดับ ตําแหน่งต้องมีครับ การเข้าสู่ตําแหน่งสําคัญ คือปกติแล้วการเลื่อนชั้นใหม่ ๆ ต้องอยู่ใน ตําแหน่งเหมือนกับตําแหน่งในระดับที่ต้องมีความสําคัญน้อยก่อน แล้วก็ค่อยปรับมาสู่ตําแหน่ง ที่มีความสําคัญสูง อันนี้ในอดีตเราก็มีคล้าย ๆ กับศาลของท่านวิรัชนะครับ ในอดีตเราก็มี แต่เราลืมสิ่งนี้ไปว่าตํารวจมีกี่ระดับ จังหวัดมีกี่ระดับ สิ่งเหล่านี้ลืมกันไปหมด กรุณาหยิบเอา สิ่งดีงามของตํารวจในอดีตมาใช้เถอะครับ

สําหรับสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดถึงนะครับ ไม่ว่าท่านจะปฏิรูปอย่างไรก็ตาม ตัวบุคคลยังมีส่วนสําคัญ ท่านกับผมหรือพวกท่านที่เป็นอดีตข้าราชการตํารวจเราก็จะมีแผล เกี่ยวกับเรื่องนี้ในใจตลอด จะเห็นว่าผู้บังคับบัญชาในอดีตของตํารวจนี้ไม่ว่าเป็นตํารวจขนาดเล็ก เราจะเห็นว่าใครเป็นอธิบดีกรมตํารวจ ใครเป็นผู้บังคับบัญชาที่ดี ท่านครับ ตํารวจเรารู้ แต่งตั้งพลตํารวจเอก ก เป็น ผบ.ตร. จะนําองค์กรไปอย่างไรตํารวจเรารู้ แต่งตั้งพลตํารวจโทคนนี้ เป็นผู้บัญชาการรู้แล้วว่าจะเป็นลบหรือบวก แต่เราก็หนีไม่พ้นจากวงจรนี้ ผมถึงบอกว่า คนเมื่อตัดสินใจมาเป็นตํารวจแล้วก็ต้องยอมรับชะตากรรมของการเป็นตํารวจ ขอเวลา ท่านประธานอีกนิดหนึ่งครับ สิ่งที่ผมอภิปรายในการร่างรัฐธรรมนูญนี้ ผมจะพูดถึงเรื่อง มาตรา ๗๒ แนวนโยบายแห่งรัฐว่าด้วยเรื่องการให้หลักประกันความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง ข้าราชการ ซึ่งผมอภิปรายตรงกับท่าน สปท. หลายเรื่องว่าเรื่องเหล่านี้ต้องย้ายมาเป็นหน้าที่ มาอยู่หมวดหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดให้มี ผมมองว่าวันนี้เราพูดเรื่องตํารวจ ในเรื่องยุทธศาสตร์ผมอยากฝากไปว่าควรจะไปถึงข้าราชการกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ด้วยนะครับ เพียงแต่ว่าข่าวตํารวจเราดังกว่า ให้ท่านไปดูข้าราชการในกระทรวง ทบวงอื่น จะมีการแต่งตั้งโยกย้ายที่ต้องมีสิ่งที่ส่งมาด้วยตามมาทั้งนั้นละครับ เป็นสิ่งที่เราจะต้อง แก้ไขทั้งระบบ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน

ต่อไปขอเชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน อดีต ส.ว. อดีต สปช. และอดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ