คํานูณ สิทธิสมาน หารือประเด็นการปฏิรูปตำรวจ โดยตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการทำให้ตำรวจเป็นอิสระ เนื่องจากยังอยู่ภายใต้ฝ่ายบริหารที่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐบาลและรัฐสภา จึงควรมีการกำกับดูแลโดยรัฐมนตรี ไม่ควรตัดการรับผิดชอบทางการเมืองออกอย่างเด็ดขาด พร้อมเสนอให้มีการถกเถียงอย่างลึกซึ้งในหลักการประชาธิปไตย ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และการบูรณาการการปฏิรูปอย่างเป็นภาพรวม รวมถึงการกระจายอำนาจจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อลดความเสี่ยงจากการรวมศูนย์อำนาจ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ ทีแรกผมก็ไม่ได้คิดว่า จะอภิปรายเพราะว่ายังไม่ตกผลึกอยู่หลายประการ แต่ว่าจําเป็นจะต้องขออนุญาต ตั้งข้อสังเกต และบางกรณีอาจจะเป็นคําถามไว้สักเล็กน้อยนะครับ
ประการแรก ก็คือเมื่อดูภาพรวมของการปฏิรูปที่เสนอมาเหมือน ๆ กับจะให้ องค์กรตํารวจดูแลกันเองโดยเป็นผู้เลือกหัวหน้าหน่วยงานของตัวเอง ผมมีข้อสังเกตที่สําคัญ อย่างยิ่งประการหนึ่งก็คือไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามแต่ ณ นาทีนี้ก็ต้องถือว่าตํารวจเป็นข้าราชการ ประเภทหนึ่ง ก็ต้องอยู่ในสังกัดของฝ่ายบริหาร แน่นอนครับเป็นหนึ่งในอํานาจอธิปไตย เพราะฉะนั้นคําอธิบายที่ว่าจะนําเอารูปแบบการแต่งตั้งผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ หรือการบริหารงานภายในไปเปรียบเทียบกับ ก.ต. คณะกรรมการตุลาการ หรือ ก.อ. คณะกรรมการอัยการ กระผมว่าจําเป็นจะต้องอธิบายมากกว่านี้ครับ ท่านประธานเอง ท่านประธานกรรมาธิการเองก็อยู่ในแวดวงตุลาการมา กระผมเข้าใจว่าตุลาการนั้นเป็น ๑ ใน ๓ ของอํานาจอธิปไตย ประเพณี การฝึกอบรม สั่งสอนของตุลาการในประเทศไทยนั้น มีลักษณะต่อเนื่องกันมายาวนานจนกลายเป็นความคิด เป็นความเชื่อที่ว่าตุลาการ คือหลักประกันสุดท้ายของบ้านเมือง แต่แม้กระนั้นก็ดีในระยะหลังตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ก็เริ่มมีข้อที่จะเสนอให้คณะกรรมการตุลาการจะต้องมีคนนอกเข้าไปซึ่งผ่านความเห็นชอบ จากวุฒิสภา ซึ่งก็ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกัน ตุลาการบางส่วนก็ไม่เห็นด้วย อดีตตุลาการ ชั้นผู้ใหญ่บางท่านก็ทําจดหมายเสนอมาว่าตุลาการต้องดูแลกันเองเท่านั้น แต่กระผมเห็นว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาสําคัญที่จะต้องตีให้แตกว่าลักษณะพิเศษของตุลาการนั้นแตกต่างจากตํารวจ แม้กระทั่งคณะกรรมการอัยการ กระผมเห็นว่าจนบัดนี้ก็ยังมีข้อพิจารณา ข้อถกเถียงถึงว่า อัยการควรจะเป็นอิสระจากรัฐบาลเต็มรูปแบบ หรือว่าอัยการควรจะเป็นทนายแผ่นดิน ที่จะต้องผูกโยงอยู่กับรัฐบาลต่อไป เพราะไม่เช่นนั้นแล้วรัฐบาลก็จะขาดเครื่องไม้เครื่องมือ กระผมเห็นว่าในประเด็นนี้เป็นหลักการสําคัญที่จะต้องตอบโจทย์นี้ให้ได้ จริงอยู่ตํารวจ ใกล้เคียงกับตุลาการตรงที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แต่ตํารวจนั้นอยู่ใน กระบวนการยุติธรรมทางอาญาขั้นต้น ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของรัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ พี่น้องประชาชน และต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา ประเด็นนี้สําคัญนะครับ หลักการของ ระบอบประชาธิปไตยที่เรายึดถือกันมาโดยตลอดก็คือรัฐบาลรับผิดชอบต่อรัฐสภา ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติไม่ได้รับผิดชอบต่อรัฐสภาโดยตรง แต่ถ้าผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ หรือตํารวจทําผิดนั้น แต่ก่อนก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อมาในปัจจุบันก็เป็น นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงก็ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา ทีนี้ถ้าเรา เอานายกรัฐมนตรี เอาคณะรัฐมนตรีออกไปเสียจากการกําหนดตัวผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ เพราะว่าเรามีประสบการณ์อันไม่ดี และกลายเป็นประสบการณ์ที่เป็นความเชื่อว่านักการเมืองนั้น ไม่ดี โดยเฉพาะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั้นค่อนข้างที่จะไม่ดี ประเด็นนี้กระผมเห็นว่า ก็เป็นโจทย์ที่จะต้องพูดกันยาวอยู่เหมือนกัน ก็ในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือฉบับไหน ๆ ก็ตามก่อนหน้านี้ สิ่งที่พยายามทํากันมากที่สุดก็คือว่าพยายามจะทําให้การเมืองดี พยายาม ที่จะทําให้คนที่เข้าสู่การเมืองนั้นมีตําหนิสักเล็กน้อยก็ไม่ได้เลย แล้วก็มีบทบัญญัติที่กํากับ ควบคุมไว้ทุกอย่าง ทั้งด้านมาตรฐานทางจริยธรรมส่วนตัว ทั้งกรอบนโยบายที่จะต้องทําตาม ยุทธศาสตร์ชาติให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติ ๒๐ ปี พูดง่าย ๆ ว่าเข้ายากออกง่าย คือจะไปสมัครผู้แทนสักทีหนึ่งต้องตัดสินใจให้ดีครับ เพราะว่าจะต้องถูกกํากับควบคุมหนักหนา สาหัสมาก กว่าจะเข้าไปก็ผ่านการตรวจสอบอย่างหนัก เมื่อเข้าไปแล้วขั้นตอนการตรวจสอบ ที่จะทําให้ท่านออกจากตําแหน่งได้โดยง่ายก็มาก แต่เมื่อเข้าไปแล้วหนึ่งในนโยบายสําคัญก็คือ ความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งจําเป็นจะต้องอาศัย ข้าราชการประจําคือสํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้น นักการเมืองที่เข้าไปเป็นรัฐมนตรี เข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรีไม่มีส่วนเลยครับ ได้แต่ดูองค์กรตํารวจนั้นเลือกกันเอง ไม่ผ่านแม้แต่ วุฒิสภา องค์กรอิสระทุกองค์กร กรรมการอัยการ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการตุลาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือแม้กระทั่งอัยการสูงสุดต้องมาผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา เพราะฉะนั้น กระผมเห็นว่าในประเด็นนี้อยากจะขอหารือ ผมไม่ใช่ไม่เห็นด้วยครับ แต่อยากขอหารือว่า เรากําลังจะทําให้ข้าราชการที่มีความสําคัญประเภทหนึ่งออกมาเป็นอิสระเพราะต้องการถอยเขา ออกมาจากการเมือง ถามว่าถูกหรือไม่ถูก ประเด็นนี้สําคัญที่สุดที่กระผมอยากจะอภิปราย เป็นปฐมบท แล้วถ้าเป็นแบบนี้นะครับท่านประธาน ผมกราบเรียนว่าเมื่อเราคิดแล้ว ก็ต้องให้สุดทางครับ หน่วยงานที่กึ่ง ๆ ตํารวจอย่างเช่นกรมสอบสวนคดีพิเศษอยู่ในสังกัด กระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นคนแต่งตั้งเขาก็ใช้ระบบเดิม แล้วจะเป็นอย่างไรครับ ถ้าเผื่อว่าการเป็นหลักประกันของกระบวนการยุติธรรม การแยกออกมาจากการเมืองไม่ว่าการเมืองจะถูกจํากัดกรอบให้เข้ายากออกง่ายประการใดก็ตาม แต่เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว อธิบดีดีเอสไอ (DSI) ต่อไปจะต้องมาจากการเลือกกันเองหรือเปล่า ถ้าบอกว่าไม่ใช่ กระผมก็ขอทราบเหตุผลด้วย เพราะถ้ากระผมเป็นข้าราชการดีเอสไอ (DSI) กระผมก็ต้องนึกเหมือนกันว่าเราก็ทํางานคดีสําคัญนะครับ ทําไมเราจะต้องการผู้บังคับบัญชา ที่ปลอดจากการเมืองไม่ได้ ที่จริงกระผมมีประเด็นที่จะอภิปรายอยู่อีก ๗-๘ ประเด็น แต่ว่าโดยเวลาคงไม่เอื้ออํานวยนะครับ จึงขอฝากประเด็นนี้เป็นประเด็นหลักว่าจะเป็นต้นแบบ หรือเป็นตัวแบบที่สําคัญ
ขออีกสักประเด็นครับ สมมุติว่าถ้าเราออกแบบเป็นแบบนี้แล้วมีการปฏิรูป ผ่านออกมาแบบนี้ตํารวจเลือกกันเอง กระบวนการที่ดียิ่ง แต่ฝ่ายการเมืองคือนายกรัฐมนตรี เขาไม่เห็นด้วย หรือเขาเล็งเห็นอีกประการหนึ่งว่าเกิดความไม่ชอบธรรมในกระบวนการสรรหา ภายในเขาทําอะไรได้ บังคับให้เขาต้องนําความขึ้นกราบบังคมทูลหรือครับ ท่านออกแบบสิทธิวีโต้ (Veto) ของนายกรัฐมนตรีไว้บ้างไหมครับ นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นนี้ ที่จะขอฝากนะครับ
ประเด็นสุดท้าย ผมพูดสั้น ๆ ก็แล้วกันนะครับว่าในเมื่อ สปท. มีหน้าที่ทํา แผนปฏิรูปตํารวจ แล้วแผนปฏิรูปตํารวจนี้ก็อยู่ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กระผมขอฝากว่าถ้าเผื่อจะสร้าง ภาพรวมให้กระผมเห็นในวันนี้หรือในวันต่อไปว่า ๑ ปี ๖ เดือน กระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยจะเดินหน้าไปอย่างไร ให้สอดคล้องกัน เพราะผมเชื่อว่าปฏิรูปตํารวจอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้คิดถึงดีเอสไอ (DSI) ไม่ได้คิดถึงอัยการ ไม่ได้คิดถึงแม้กระทั่งศาลก็คงจะไม่ได้ ถ้า ๑ ปี ๖ เดือนไม่เสร็จ ท่านก็ได้รับมอบหมายภารกิจ พวกเราก็ได้รับมอบหมายภารกิจว่าต้องคิดอยู่ในส่วนของ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีด้วยครับ เพราะฉะนั้นภาพรวมในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าที่เป็นขั้นเป็นตอน กระผมจะพอเห็นได้ไหมครับ เพราะผมเชื่อว่าตราบใดที่เรารวมศูนย์อยู่กับ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ผบ.ตร. ตําแหน่งเดียว ในขณะที่ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ตําแหน่งนี้ยังคงบังคับบัญชาข้าราชการตํารวจทั่วประเทศมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน ผมเชื่อโดยส่วนตัวครับว่าไม่ว่าจะออกแบบอย่างไร กระบวนการแทรกแซงหรือกระบวนการ ทําให้ผิดเพี้ยนไปย่อมสามารถจะเกิดขึ้นได้เพราะตัวโครงสร้างมันยั่วยุ คุ้มค่ากับการกระทํา ให้ผิดเพี้ยน เพราะถ้าเผื่อว่าได้เข้าไปนั่งตรงนั้นแล้วจะมีอํานาจค่อนข้างสูง เราจะมีทิศทาง อย่างไรบ้าง ๑ ปี ๖ เดือนนี้ทําไม่ได้แน่ ๕ ปีต่อไป ๑๐ ปีต่อไป หรือ ๒๐ ปี เราจะเห็น การกระจายตัวของตํารวจออกไปบ้างหรือไม่ อย่างไร ด้วยเวลาอันจํากัดก็ขอฝากเพียงแค่นี้ กราบขอบพระคุณครับ