สมพงษ์ สระกวี ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ โดยวิพากษ์วิจารณ์การรวมศูนย์อำนาจและความพยายามผลักภาระความผิดให้ฝ่ายการเมือง พร้อมย้ำถึงหลักการประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมพงษ์ สระกวี จริง ๆ เรื่องของตํารวจนั้นคณะกรรมาธิการที่ได้ยกร่างมาก็เป็นตํารวจกันโดยเนื้อแท้ อยู่แล้ว แต่ในฐานะที่เป็นสมาชิกเป็นเสียงสะท้อนของประชาชนและโดยความรับผิดชอบ ในฐานะสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเพียงแต่อยากให้ตั้งข้อสังเกตเพียงบางประการ เท่านั้นนะครับ เพราะดูจากเหตุผลในหลายสิบหน้านั้นทางคณะกรรมาธิการที่มุ่งหวังจะแก้ไข ปัญหานี้จะไปรวมศูนย์ อยู่ที่ว่าถ้าใครตั้งตํารวจแล้วจะแก้ปัญหาทุกสรรพสิ่งของตํารวจได้ และดูเหมือนจะรวมศูนย์ความชั่วร้ายทั้งหมดไว้ที่นักการเมืองที่เรียกว่านายกรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องประหลาดโดยแท้นะครับ ผมคิดว่ากรรมาธิการเองก็คงจะได้อ่าน ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๒ แล้วกระมัง เปิดดูเดี๋ยวนี้ก็คงเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญของประเทศนี้ ทุกฉบับเขียนตรงกัน เห็นพ้องต้องกันว่าอํานาจอธิปไตยที่เรียกว่าอํานาจสูงสุดนั้น เป็นของประชาชน พระมหากษัตริย์ทรงใช้อํานาจนี้ทางรัฐสภา ทางคณะรัฐมนตรี และทางศาล เราถึงเรียกระบอบนี้ว่าระบอบประชาธิปไตยที่ได้ให้อํานาจสูงสุดนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย ครั้นต่อมาเมื่ออํานาจทางหนึ่งที่เรียกว่าทางคณะรัฐมนตรีที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้นั้น ปรากฏว่าองค์กรหนึ่งที่ชื่อองค์กรตํารวจซึ่งรู้ดีว่าเป็นหน่วยราชการ กินเงินเดือนภาษีอากร ประชาชน ประชาชนเลี้ยงดูอยู่ และผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานราชการนี้เมื่อก่อน ก็อยู่กับกระทรวงมหาดไทยบ้าง อยู่กับใครต่อใครมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว บัดนี้มาอยู่กับ นายกรัฐมนตรี ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี วันดีคืนดีก็บอกว่านายกรัฐมนตรีเป็นนักการเมือง อย่ามานั่งตรงหัวโต๊ะเพื่อเลือกผู้บังคับบัญชาหน่วยงานสูงสุดที่เรียกว่าผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ แล้วก็รวมศูนย์ความชั่วร้ายทั้งหมด คําอธิบายทั้งหมดว่าความชั่วร้ายของกรมตํารวจนั้น ผมเรียกเป็นกรมตํารวจอยู่ตลอดนะครับ ของตํารวจนั้นมาจากผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ถูกแต่งตั้งโดยนักการเมืองที่เรียกว่านายกรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพครับ ผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติคนสุดท้ายนี่ชาวบ้านเขานินทาว่าข้ามหัวคนเยอะเหลือเกิน เป็นผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติที่ข้ามหัวคนเยอะเหลือเกิน ชาวบ้านเขาพูดกันนะครับ เท็จจริงท่านอํานวย คงบอกได้ว่าข้ามหัวใครบ้าง ผมถามว่าผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติคนนี้อุตส่าห์แก้กฎหมาย โดยมติของ คสช. เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๘ ให้ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติถูกเสนอชื่อ เมื่อก่อนบอกว่าถูกเสนอชื่อโดยนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ต่อไปนี้ถูกเสนอชื่อ โดยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติที่เป็นอยู่ในขณะนั้น เอาละนักการเมืองไม่ได้เสนอแล้วนะครับ ก็เสนอโดยตํารวจด้วยกันเองนั่นละ และเป็นอย่างไรครับ มีตํารวจกี่คนที่เดินตามผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติที่เป็นคนเสนอชื่อ ไปประมูลพระกัน ใครประมูลได้ ใครประมูลไม่ได้ เห็นชมกันนักกันหนาว่าใครประมูลพระองค์นี้ได้มีหน่วยก้านเป็นผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ คนต่อไป แล้วก็ได้เป็นจริง ๆ ครับ ทําไมพูดอยู่แต่เพียงว่ารองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ต้องเดินตามนักการเมือง ต่อมาก็ต้องมาประมูลพระกับผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติคนที่แล้ว ถึงจะได้เป็นผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ และในที่สุดท่านก็มาสรุปว่าเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็ยังใช้ไม่ได้อีก แม้ว่าผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติเป็นคนเสนอชื่อแล้วก็ยังใช้ไม่ได้อีก เพราะประธาน ก.ต.ช. นั้นคือนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง เอาละสิท่านประธาน ที่เคารพครับ นี่ท่านกําลังว่าใครครับ ผู้บัญชาการตํารวจคนสุดท้ายแต่งตั้งในยุคที่ นายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้ง ท่านก็บอกว่ายังถูกครอบงําจากฝ่ายการเมืองเช่นเดิม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่อยากจะให้สุดโต่ง ผมไม่ได้มาเห็นด้วยนะครับ เปลี่ยนการเสนอชื่อ เปลี่ยนประธานในการแต่งตั้งตํารวจอะไรก็ตามทําไปเถอะครับ เพราะท่านย่อมรู้มากกว่า ประชาชนคนธรรมดาอย่างพวกผม ซึ่งเป็นประชาชนมองไม่เห็นภาพปรากฏการณ์ ผมเพียงแต่ตั้งข้อสังเกตนะครับว่าถ้าท่านเปลี่ยนไป ทุกรูปแบบแล้วต่อไปเวลาใครจะด่าตํารวจ เหมือนท่านนิกรได้กล่าวไว้ ท่านก็ด่าได้แต่เพียง พวกตํารวจด้วยกันเอง เพราะเลือกกันเอง ตั้งกันเอง และมีดีมีชั่ว ชั่วขึ้นมาใครจะรับ แต่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ท่านประธานที่เคารพ เวลาชั่วเขาจะด่าผู้นําประเทศ เขาจะด่านายกรัฐมนตรี เวลาดีเขาก็จะชมนายกรัฐมนตรีที่เขาเลือกมา แล้วเขาก็จะบอกว่า นายกรัฐมนตรีคนนี้ตั้งผู้บัญชาการตํารวจที่ชอบเดินตามหลัง ไม่ตั้งคนดี และในที่สุดเขาก็จะ ไม่เลือกพรรคการเมืองนี้ หรืออะไรวิธีนี้อีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตามกระผมไม่อยากให้เกิดแนวโน้ม ที่ส่วนราชการ ต้องไม่ลืมนะครับ ส่วนราชการที่ขึ้นเป็นส่วนราชการนั้นต้องตระหนักตลอดเวลา ว่าท่านเป็นหน่วยหนึ่งที่ขึ้นต่อรัฐบาล รัฐบาลขึ้นต่อประชาชนเจ้าของอํานาจสูงสุดที่เรียกว่า อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย รัฐบาล หรือนักการเมืองที่ท่านกล่าวนั้นไม่ว่าดีไม่ว่าชั่ว เขาเป็นตัวแทนอํานาจสูงสุดของราษฎรทั้งหลาย อาจมีบางช่วงจะดีจะชั่ว เขายึดอํานาจมา แต่เขาก็มาเพียงชั่วคราว เขาประกาศอยู่ทุกวัน ข้าพเจ้ามาเพียงชั่วคราวและข้าพเจ้าก็จะไป แต่คนที่จะมาคนต่อไปท่านก็รู้ว่าเขามาจากการเลือกตั้ง และเขาใช้อํานาจอธิปไตยของ ปวงชนชาวไทยถูกต้องตามมาตรา ๒ แห่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วเอาอย่างไรครับ ในเมื่อท่านบอกเสียแล้วว่านักการเมืองชั่ว ตํารวจถ้าให้นักการเมืองแต่งตั้ง ให้นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะก็จะเป็นขี้ข้ารับใช้นักการเมือง ก็จะมีรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติเดินตามนักการเมือง แม้ว่าไม่ไปประมูลพระแต่ก็คงจะไปทําอย่างอื่นกันต่อ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ การที่ไม่ตระหนักว่าองค์กรตํารวจคือองค์กรข้าราชการ คือองค์กรที่ตรงไปตรงมาที่สุด ต้องรับใช้ประชาชน เพราะประชาชนเขาจะพูดกรอกหูอยู่ทุกวันว่าพวกท่านนั้นกินเงินเดือน กินภาษีอากรประชาชนจากผม จากพวกผม จากประชาชน ท่านจะถอยองค์กรของท่าน ให้ห่างประชาชนไปเรื่อย ๆ เพราะท่านพูดอยู่แต่ว่าตัวแทนประชาชนชั่วร้าย เป็นนักการเมืองชั่ว ถ้าเป็นเช่นนี้บ้านเมืองเดินหน้ามิได้ครับ ถ้าเป็นเช่นนี้อย่าได้บรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒ ว่าอํานาจสูงสุด หรือเรียกว่าอํานาจอธิปไตยนั้นเป็นของปวงชนชาวไทย เพราะอํานาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยนั้นเชื่อถือมิได้แล้ว ชั่วร้ายเสียแล้ว ข้าราชการ ทั้งหลายก็ไม่อาจขึ้นเป็นหน่วยงานราชการ ขอแต่ภาษี ขอแต่เงินเดือน แต่ไม่ขึ้นต่อประชาชน ได้ไหม คําถามเหมือนจะพูดเช่นนั้น เงินเดือนผมดูแลดี ๆ หน่อย ผมจะรับใช้ประชาชนเอง แต่อย่าระบุได้ไหมว่าประชาชนมีอํานาจสูงสุด และพวกผมต้องรับใช้ประชาชน ประหนึ่ง จะพูดเป็นเช่นนั้น ขอประทานอภัยครับอาจจะแรงไป แต่ถ้าไม่ตระหนักเช่นนี้ มาตรา ๒ แห่งร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็หาคุณค่าใด ๆ มิได้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ