วันชัย สอนศิริ สนับสนุนการปฏิรูปตำรวจผ่านมาตรา 44 โดยเรียกร้องให้ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นในสถาบัน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาความโปร่งใสในการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจ การมีส่วนร่วมของอดีตตำรวจในคณะกรรมการที่อาจทำให้การบริหารถูกครอบงำ และการมีตัวแทนภาครัฐมากเกินไปในคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างเพียงพอ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียนว่าถ้า สปท. เราทําเรื่องการปฏิรูปตํารวจได้ สักเรื่องหนึ่ง ท่านประธานนั่งอยู่ตรงนี้มาประมาณ ๔-๕ เดือนแล้ว แล้วพวกเราก็อยู่มาพร้อม กับท่านประธานนี่ละ ถ้าทําเรื่องนี้ได้สักเรื่องหนึ่ง ผมว่า สปท. จะมีชื่อเสียง เกียรติยศปรากฏ ต่อประชาชน เพราะสมัยที่ผมเป็น สปช. รวมทั้งหลายท่านก็จะถามกันอยู่ตลอดเวลาว่าอยู่มา ปีหนึ่งแล้วไม่เห็นปฏิรูปอะไรได้เลย ตํารวจไปถึงไหน สปช. ทําอะไรยังไม่เห็นเป็นชิ้นเป็นอันเลย ผมเชื่อว่าท่านประธานก็ดี ท่านรองประธานก็ดี พวกเราก็ดี อยู่ในสภานี้มา ๔-๕ เดือนก็เริ่มมี เสียงลึ่ม ๆ มาแล้ว คุณปฏิรูปอะไรกัน ขับเคลื่อนอะไรกันบ้าง วันนี้ผมจึงดีใจครับ ท่านประธาน ฟังดูแล้วเรื่องง่าย ๆ แต่ยาก ผมอยากให้สําเร็จ ผมจึงเรียนเลยว่าถ้าทําเรื่องนี้ ได้สําเร็จ เป็นหน้าเป็นตาของท่านประธานเลยทีเดียวที่นําโดยท่านทินพันธุ์นี่ละครับ เรื่องนี้จะเป็นเรื่องสําคัญ เป็นเรื่องใหญ่ ใช้มาตรา ๔๔ แบบท่านอํานวยว่าก็เยี่ยม ขึ้นมาละครับ เห็นผลเลย อยากให้เกิดครับ ผมเองไม่มีประเด็นอะไรที่จะพูดมาก เพราะท่านอํานวยได้พูดไว้ครบถ้วน วันนี้ผมตั้งใจฟัง นั่งฟังลําดับความมาตั้งแต่ต้นจนถึง ปัจจุบันชัดแจ้งแดงแจ๋หมดแล้ว และไม่เคยเห็นตํารวจคนไหนกล้าพูดเหมือนท่านอํานวย เพิ่งเห็นท่านเป็น สปท. สปช. ตอนประชุมร่วมกัน พูดได้ตรงมาก แต่ผมเชื่อว่าตอนที่ ท่านมีตําแหน่งอยู่คงไม่ค่อยกล้าพูดเท่าไร เพราะว่าตอนนั้นอาจจะมีปัญหาในระบบราชการ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่วันนี้ถือว่าเป็นตํารวจปอกเปลือกของตํารวจได้ตรงใจ เพราะสมัย ผมพูดเองก็โดนด่าหาว่าไม่รู้เรื่องของตํารวจ แต่เรื่องก็ไม่ค่อยได้ต่างอะไรกันหรอก แต่ว่า เป็นเรื่องของคนพูด เอาละประเด็นที่ผมอยากจะถามก็แล้วกัน เนื้อหาท่านพูดได้ละเอียด ดีอยู่แล้ว เอาเบา ๆ ก่อนครับว่าเขาแก้โดยใช้มาตรา ๔๔ ถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง เพื่อต้องการ แก้ปัญหาของตํารวจ ท่านเป็นตํารวจมา ปัจจุบันระบบการวิ่งเต้นโยกย้ายตํารวจ ซื้อขาย ตําแหน่ง ตลอดจนการโกงกิน ทุจริต คอร์รัปชัน กินสินบาทคาดสินบน มาตรา ๔๔ ที่เขาแก้มาเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ดี ก่อนหน้านี้ก็ดี แก้อะไรได้ไหม นั่นเรื่องหนึ่งครับ
ประเด็นต่อมา การที่ท่านแก้โครงสร้างของ ก.ต.ช. แล้วก็ ก.ตร. ถามว่า ท่านทําอย่างนี้จะทําให้การทุจริต โกงกิน คอร์รัปชัน แวดวงของตํารวจซึ่งเป็นข้อกล่าวหา ลําดับต้น ๆ ลดน้อยถอยลงไปไหม
ประการที่ ๒ ทําแบบนี้จะทําให้การวิ่งเต้นโยกย้าย ซื้อขายตําแหน่งในระดับต่าง ๆ ลดน้อยถอยลงไปหรือไม่ แล้วก็จะทําให้ตํารวจเป็นตํารวจ ไม่เป็นลูกน้อง ลูกมือของพ่อค้า ของเจ้าของบ่อน เจ้าของซ่อง ลดน้อยถอยลงไปไหม และรู้ว่าดีอย่างนี้แล้วตามที่ท่านอํานวยพูด รู้ว่าดีอย่างนี้แล้วติดขัดตรงไหน และเพราะเหตุอะไรเขาจึงไม่ทํากัน นี่เป็นคําถาม ๑ ๒ ๓ แต่ผมมีข้อสังเกตที่อยากจะอภิปรายแล้วให้ท่านช่วยชี้แจงด้วย ท่านบอกว่าการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ต่อไปนี้ให้ ก.ตร. เป็นผู้พิจารณาโดยเอารอง ผบ. รวมทั้งจเรตํารวจมาแสดงวิสัยทัศน์ แล้วให้ ก.ตร. เลือก ๑ คน จากนั้นก็ให้นายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป ถ้าท่านดู โครงสร้างแล้วจะเห็นได้ว่ามีรอง ผบ.ตร. และจเรตํารวจจํานวนหนึ่งอยู่ใน ก.ตร. อย่างน้อย น่าจะประมาณสัก ๖ คนตามโครงสร้างที่ท่านเสนอมาใหม่ และรอง ผบ.ตร. เท่าที่ผมทราบ สิริรวมแล้วน่าจะประมาณ ๑๕ คน น่าจะประมาณอย่างนั้นนะครับท่านวรพงษ์ ใกล้เคียงไหมครับ ผมก็ไม่ค่อยรู้ของตํารวจเท่าไร แต่น่าจะประมาณนั้น ท่านลองดูครับ มีรอง ผบ.ตร. จํานวนหนึ่ง ๖ คนนั่งอยู่ใน ก.ตร. กับมีรอง ผบ. อีกจํานวนหนึ่งประมาณ ๘-๙ คนไม่ได้เป็น ก.ตร. ความได้เปรียบเสียเปรียบ ต่างกันนะครับ เพราะว่าคนที่เป็น ก.ตร. จะใกล้ชิดสนิทสนมตั้งแต่ประธานยันคณะกรรมการ คนอื่น ๆ แปลว่าความโน้มเอียงของคนที่เป็น ก.ตร. ๖ คนจะมีพวกอยู่ในนั้นมากกว่า แล้วก็ทํางานร่วมกันมาอย่างน้อย ๑ ปี หรือ ๒ ปี เพราะว่าโดยระบบสังคมประเทศไทยเรา ผมว่าถ้าเท่า ๆ กันหรือเหลื่อมกันนิดหน่อย เผลอ ๆ คนที่เป็น ก.ตร. อยู่โดยการเลือกมา หรืออย่างไรก็แล้วแต่นั้น ซึ่งจะต้องเป็นตัวที่จะได้เป็น ผบ.ตร. ด้วย จะได้เปรียบกว่าเขา ประเด็นตรงนี้ท่านคิดว่าจะก่อให้เกิดความสมดุล ความเสมอภาค การได้เปรียบเสียเปรียบ อย่างไร ประเด็นนี้ผมว่าสําคัญ ไม่อย่างนั้นคนอยู่วงนอกตายเลยชาตินี้ไม่ได้เป็น ผบ.ตร. แน่ นั่นประการที่ ๑
ประการต่อมา น่าสังเกตมากว่าจะมีอดีตตํารวจยศพลตํารวจเอก ๑ คน ได้รับเลือกเป็นประธาน ก.ตร. มีอดีตตํารวจยศพลตํารวจเอกขึ้นไปอีก ๓ คนมาเป็น ก.ตร. แปลว่ามีอดีตตํารวจเกษียณพลตํารวจเอก ๔ คนเข้าไปแล้วนะครับ ผู้แทนวุฒิสภาอีก ๑ คน ส่วนใหญ่เท่าที่ผมเคยเห็นก็จะเป็นอดีตตํารวจเก่านั่นละครับอีก ๑ คน ถ้ามาเทียบกันระหว่าง ภาคประชาชนกับตํารวจด้วยกันผมสังเกตตํารวจเก่าเอาไปกินครับท่านประธาน ปาเข้าไป ๔ คนแล้ว เผลอ ๆ ผู้แทนจาก ครม. ก็อาจจะส่งตํารวจมาอีกละครับ ไป ๆ มา ๆ ตํารวจเกษียณ ตํารวจเก่าอย่างท่านอํานวย อย่างท่านวรพงษ์นี่ละครับ ยังจะต้องมีบทบาทสําคัญใน ก.ตร. ต่อไป ถามว่าโดยโครงสร้างรูปแบบแบบนี้ ก.ตร. จะขับเคลื่อนโดยตํารวจเกษียณหรืออย่างไร ผมดูโครงสร้างขององค์กรอื่น ๆ ขับเคลื่อนโดยข้าราชการประจําเป็นหัวหลัก องค์ประกอบ ส่วนอื่น ๆ ผมเรียนด้วยความเคารพ ผมเองก็เคยเป็นกรรมการในองค์กรอื่นบ้าง เวลาบุคคลภายนอก มาอยู่ในองค์กรอื่นท่านประธาน ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกครับ พูดน้อย ไม่ค่อยกล้าพูด เพราะพูดแล้ว ไม่แน่ใจว่าผิดหรือเปล่า เพราะไม่รู้เรื่องของตํารวจเขา ผมไปอยู่ในสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผมก็ไม่รู้เรื่องของสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเขา ผมไปอยู่กระทรวงการคลังผมก็ไม่รู้ เรื่องของกระทรวงการคลังเขา เราจะพูดน้อย พูดด้วยความระมัดระวัง แล้วก็จะถูกขับเคลื่อน ด้วยคนในองค์กรนั้นครับ อันนี้ผมจึงตั้งเป็นข้อสังเกตว่าไป ๆ มา ๆ ตํารวจเกษียณ ตํารวจเก่า เผลอ ๆ ดึงตํารวจที่มีอํานาจอยู่ในปัจจุบันมาเป็นพวกสักคนสองคน กลายเป็นคนเกษียณ มีอํานาจ บทบาทสําคัญต่อไปในองค์กรตํารวจ บางคนพูดกับผมหนัก ๆ ว่าจะรากงอกไปหรือเปล่า อันนี้ก็ขออภัยนะครับ บางคนเขาตั้งข้อสังเกต
ประการต่อมา สุดท้ายแล้วเรื่อง ก.ต.ช. ผมมาดูองค์ประกอบของท่าน ที่เสนอมานี้ มีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม อัยการสูงสุด ผู้อํานวยสํานักงบประมาณ ผู้แทนสภาทนายความ ผู้ทรงคุณวุฒิจากวุฒิสภา ผู้แทนกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ตรงนี้ละครับท่านประธาน เรื่องกํากับระดับนโยบายไม่ใช่เป็นเรื่องการบริหารงานบุคคล ผมอยากจะกราบเรียนว่าทําไมให้ความสําคัญในภาคส่วนของประชาชนน้อยไปนัก ท่านจะเห็นได้ว่ามีนายกรัฐมนตรี และนอกนั้นเป็นส่วนของราชการประจําเสีย ๑๑ คน ปาเข้าไป ๘-๙ คน