นิกร จํานง หารือการปฏิรูปตำรวจทั้งในด้านโครงสร้างอำนาจหน้าที่ ความเป็นธรรมในการแต่งตั้งและรายได้ รวมถึงการพัฒนาระบบเพื่อให้ตำรวจเข้มแข็งและเป็นอิสระ โดยเน้นความจำเป็นในการจัดตั้งองค์กรอิสระภายใต้กลไกการตรวจสอบที่โปร่งใส และตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงจากการเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองและการใช้อำนาจโดยมิชอบ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๙ ที่จริงแล้วขอลงชื่อไว้เป็นบุคคลที่ ๒ คงมีคนที่จะพูดเรื่องนี้กันน้อย ไม่มีบุคคลที่ ๑ มาแทรกก็เลยต้องพูดเป็นคนที่ ๑ คราวที่แล้ว ก็พูดเรื่องการสอบสวน ที่จริงแล้วเป็นเรื่องของตํารวจ ท่านอํานวยเองก็มีประสบการณ์อยู่มาก ที่จะเสนอเรื่องเหล่านี้ซึ่งเหมือนเป็นอุดมการณ์ของท่านมาตลอด ก็ด้วยความเคารพ ผมเอง ก็ผูกพันกับตํารวจเหมือนกัน เพราะว่าจะโดยอะไรก็แล้วแต่ บังเอิญไปสอนหนังสือตํารวจอยู่ ชั้นประทวนมาเรียนกันแล้วก็ได้พูดคุย ได้รับทราบปัญหา ตอนศึกษาอยู่ก็เรียนเรื่องตํารวจ ในต่างประเทศ ก็มีประสบการณ์แปลก ๆ เช่นตอนเป็น ส.ส. อยู่ที่จังหวัดสงขลา เขาอภิปรายกันอยู่ผมต้องลงไปใต้ เพราะว่ามีโจรเป็นผู้ร้ายหนีศาลแล้วเพื่อนก็ไปล้อมจับแล้วถูกยิงตาย เขาเป็นตํารวจนะครับ คราวนั้นผมเองไปร่วมงานเพราะว่าไปสวดศพ และระหว่างนั้นมีประสบการณ์แปลก ๆ ที่วัดแหลมทราย ท่านอํานวยคงทราบดีท่านก็อยู่จังหวัดสงขลาเหมือนกัน ระหว่างที่มี การสวดกันอยู่เขาก็เปิดทีวี (TV) แล้วศพก็คลุมธงชาติ ตํารวจระดับนายสิบนั่นละ คือทํางานเพื่อชาติ และตายในตําแหน่ง แต่ขณะเดียวกันที่สภามีการถ่ายทอด วันนั้นผมไม่ได้มาประชุมสภา ผมเป็น ส.ส. อยู่ ปรากฏว่าในสภาเรามีการอภิปรายโจมตีตํารวจกันอย่างรุนแรง ผมก็สะท้อนใจมาก กลับมาอภิปรายในสภาว่าบางทีเราก็ต้องมองทุกอย่างเป็น ๒ ด้านเสมอ ลูกของเพื่อน ที่ตายเขาก็ภูมิใจว่าพ่อเขามีธงชาติคลุม ทํางานเพื่อชาติ แต่ขณะเดียวกันที่เขานั่งเฝ้าศพ พ่อของเขาก็ปรากฏว่าพวกเราโจมตีเขาอย่างรุนแรงว่าตํารวจชั่วอย่างนั้น ตํารวจร้ายอย่างนี้ เด็กเขาจะคิดอย่างไร เขาจะรู้สึกอย่างไรในความรู้สึกของเขา ตกลงพ่อเขาเป็นคนชั่ว หรือคนดี สิ่งเหล่านี้เองที่เราต้องพิจารณา แล้วผมมองว่าอย่างที่เคยอภิปรายแล้วว่าตํารวจ ใกล้ชิดประชาชนมาก ฉะนั้นจุดตรงนี้ตํารวจมีอํานาจเยอะ ซึ่งจําเป็น ประเทศไหนก็ต้องมี ตํารวจจับรัฐมนตรีได้ เป็นคนดูแลกฎหมายทุกอย่าง ดังนั้นการให้ความสําคัญตรงนี้ ถ้ามีการพิจารณาเรื่องอื่นผมก็จะอภิปรายอีกเพราะเป็นความรู้สึกที่ว่าผมก็ต้องรับผิดชอบ ต่อเขาเหมือนกัน เพียงแต่ว่าคราวนี้อยู่คนละด้าน ผมอยู่ฝ่ายการเมืองนะครับ ซึ่งคงจะเป็น จําเลยของกรณีนี้เพราะถูกกล่าวหาว่าเข้าไปแทรกแซง ไปใช้อํานาจ ก็ต้องพิจารณากัน เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานก็บอกว่าอยากจะฟังความเห็น ผมดูไปที่ความจําเป็นนะครับ ในร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กล่าวถึงมาตราเมื่อสักครู่นี้ จะเห็นว่าเราปฏิรูปเรื่องตํารวจทั้งหมด ๙ เรื่อง ผมก็ตีความเหมือนกันในร่างรัฐธรรมนูญที่มีการเขียนไว้ในมาตรา ๒๐๐ กว่า ว่าให้ปรับปรุงเรื่องอํานาจและกิจการตํารวจให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับ การบริหารงานบุคคลของข้าราชการตํารวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่าตํารวจ จะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ผมเห็นว่าการเขียนเรียงตรงนี้คือเรียงจากลําดับสําคัญมาก ไปหาสําคัญน้อย ให้ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง โยกย้าย และพิจารณาบําเหน็จความชอบ เพื่อให้ข้าราชการตํารวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติ ของบุคคลใด หมายความว่าสิ่งที่เราจะพิจารณาเมื่อสักครู่ในเรื่องอํานาจหน้าที่ ภารกิจ แยกเป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องของตํารวจเขาเอง ตัวตํารวจ ข้าราชการตํารวจ เป็นคน ๆ ไป ตั้งแต่นายสิบขึ้นไปจนถึงผู้บัญชาการอะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าตํารวจเป็นคน ๆ ไม่ใช่ระบบตํารวจทั้งระบบ ทีนี้เรื่องที่เราพิจารณาผมมองว่าตรงนี้สําคัญ ถ้าเราจะทําให้ เขาเป็นต้นไม้ที่แข็งแรง อย่างน้อยอะไรครอบอยู่เขาก็ดันแตกได้ถ้าเขามีกําลังพอ ตํารวจอ่อนแอมาก ได้รับค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสม ทํางาน ๒๔ ชั่วโมง เป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการยุติธรรม แต่ว่าเคยได้รับเงินทดแทนไหม ค่าล่วงเวลาก็ไม่มี เขาเป็นบุคคล ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่ได้เงินน้อยที่สุดแต่ทํางานมากที่สุด ดูแลตัวเองก็ไม่ได้ แล้วทีนี้ ก็เลยกลายเป็นว่าจะขึ้นไปสู่แสง เลยต้องไปอาศัยเหมือนกับเป็นต้นไม้ที่ไม่ใช่ต้นไม้ล้มลุก เพราะว่ามีชีวิตจนถึงเกษียณก็ต้องอยู่ ต้องพันสิ่งที่อยู่ใกล้ขึ้นไป เราจะพยายามให้เขา แข็งแรงกันไหม ผมมองว่าเรื่องนี้สําคัญที่สุดแล้วมีการเขียนไว้ในประเด็นนี้ แต่ที่เรากําลังพูด คือเราพูดเรื่องอํานาจจากภายนอก ประเด็นที่เราพัฒนาจากภายในอาจจะอยู่ในข้อนี้ แต่ใน ๙ ข้อตรงนี้ผมจะทักตั้งแต่คราวที่แล้ว เราพูดถึงการสืบสวนสอบสวน เราพูดถึง การแทรกแซง เราพูดถึงมาตรฐานการแต่งตั้ง โยกย้าย ซึ่งตรงนี้ที่ คสช. ออกไปก็มีอยู่แล้ว การโอนภารกิจหน่วยงาน ระบบงบประมาณตํารวจ สร้างการมีส่วนร่วมภาคประชาชน แต่เราไม่ได้พูดถึงตํารวจเป็นคน ๆ ด้วยตัวเขาเอง ถ้าตรงนี้แข็งไม่พอเวลาถูกกดดันโดยอํานาจก็เซไปเองเพราะว่าเป็นเหมือนต้นไม้ที่ผมเรียน แล้วเมื่อสักครู่นี้ เราอยากให้เป็นเขาเป็นต้นไม้ยืนต้นที่แข็งแกร่ง ทนทานกับแรงกดดัน ทุก ๆ ทาง มีศักยภาพ มีคุณธรรมในตัวเอง แล้วก็มีความแข็งแกร่ง ตรงนี้สําคัญ คือการพัฒนา จากภายใน ผมมองแล้วเรื่องตํารวจที่เป็นคนแยกแม้จะบอกว่ามี แต่ว่าไม่ชัด จริง ๆ ข้อนี้ เป็นข้อหนึ่ง แต่ถ้าเราจะทํางานผมกราบเรียนว่าระยะเวลาที่รัฐบาลอยู่แบบนี้มีน้อยมาก ต้องเลือกเอาข้อที่สําคัญที่สุด แล้วข้อสําคัญที่สุดคือพัฒนาตํารวจเป็นบุคคลมากกว่าเรื่องนี้ เรื่องนี้ยกตัวอย่างว่า เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้มามีการปรับปรุงแก้ไขโดยใช้มาตรา ๔๔ มีการเคลียร์ (Clear) เรื่องการแต่งตั้ง โยกย้ายแล้ว มีการจัดระบบแล้ว คําถามที่ผมจะถาม จริง ๆ ข้อนี้จะถามเป็นข้อสุดท้ายว่าทางกรรมาธิการได้ถามรัฐบาลนี้หรือยัง ได้ถาม ท่านนายกรัฐมนตรีหรือยัง เพราะเรากําลังจะขอตัดอํานาจนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ที่มีออกไป ประเด็นตรงนี้สําคัญ เพราะว่าปกติ สปท. เรา ๑ ในแม่น้ํา ๕ สาย เราจะถาม แม่น้ําต้นทางเสมอ เราได้ส่งเรื่องไปถามหรือยัง เพราะตรงนี้จะชี้ว่าจะทําให้สําเร็จหรือไม่สําเร็จ นี่เป็นคําถามข้อที่ ๑ ที่จะถาม แต่จริง ๆ ที่จะถามมากกว่าก็คือว่าแล้วเรื่องของตํารวจที่เป็น คน ๆ เรื่องรายได้ของเขาที่เขาบ่นกัน เขารู้ว่าไม่แข็งแรงเลย เขาลําบากมาก ที่เราจะพัฒนา ให้เขาเข้มแข็งจะอยู่ตรงไหน เราจะเอาเข้าเมื่อไร ผมว่าเรื่องนี้ผมขอสลับเรื่องที่จะถาม ท่านนายกรัฐมนตรี ถามเป็นข้อที่ ๒ ก็แล้วกัน เรื่องนี้อย่างไรก็ยังสําคัญกว่า เรื่องตํารวจนี่ละ เป็นคน ๆ นี่ละ คือพัฒนาหน่วยว่าด้วยเรื่องบุคคลกัน ไม่ใช่เรื่องการแต่งตั้งยศ ตรงนั้น จะเป็นปลายเหตุ ถ้าเขาเข้มแข็งเสียแล้วใครก็กดดันเขาไม่ได้ แต่ปัจจุบันเขาอ่อนแอมาก เราต้องยอมรับ นั่นเป็นคําถามข้อที่ ๑
ประเด็นต่อมา ข้อที่ ๒ ทีนี้เราจะแก้ไข วิธีการแก้ไขของเราก็คือเรามองว่า ถูกแทรกแซงตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ จริง ๆ ก็คงถูกแทรกแซงมาก่อนแล้วละ เมื่อก่อนหน้านี้ ก็ไปอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอํานาจเหนือกรมตํารวจ ก็เลยแยกเอาอํานาจจากตรงนั้นไปอยู่กับนายกรัฐมนตรี เพราะนายกรัฐมนตรีถือว่าเป็นคนกลางไม่เข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งยศ ตรงนั้นแรงกว่านี้อีก แต่ปัญหาก็มีว่าพอไปอยู่กับท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว นายกรัฐมนตรีก็มอบให้ รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งมาดูแล ซึ่งจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีเสมอมา ผมเองได้มี โอกาสช่วยทําเรื่องกฎหมายส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับขนส่ง เรื่องงบประมาณที่ไม่มี ผมยัง แซวกันว่าพวกคุณเหมือนกับเด็กกําพร้าไม่มีพ่อ พ่อไม่ค่อยดูแล ต้องให้ลุงหรืออามาดูแล เพราะพ่อมัวแต่ยุ่งก็คือนายกรัฐมนตรี ต้องดีเฟนด์ (Defend) เอาเองหมด ต้องพยายามเอาเองหมด ตํารวจลําบากมากนะครับ ตรงนี้เดิมอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ายมาอยู่กับ นายกรัฐมนตรี ถือว่าหลุดการควบคุมมาแล้ว แต่ขณะนี้เรากําลังถอดออกไปจาก นายกรัฐมนตรี เรากําลังจะถอดเป็นอะไร ให้เหมือนอัยการ อัยการเป็นองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ เป็นหน่วยงานอิสระหนึ่ง กึ่งอิสระเหมือนกัน แต่ตํารวจไม่ใช่ ตํารวจก็คือ กรมหนึ่งในกระทรวงหนึ่งเดิม มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ในต่างประเทศ เราจะเห็นว่าหนักกว่านี้อีก ตํารวจจะไปขึ้นกับเมเยอร์ (Mayor) ไปขึ้นกับนายกเทศมนตรี เมืองนั้น ๆ ถ้าเมืองใหญ่ ๆ เขาก็ไม่มีปัญหา เพราะประเด็นที่สําคัญก็คือว่าทําไมการเมืองอยู่ตรงนี้ ในมุมหนึ่งเป็นการแทรกแซงถูกต้องแล้วก็ไม่ดีเลย แต่อีกด้านเป็นกลไกของระบบการเมือง ที่เขาบอกกันว่าตํารวจเกรงใจนักการเมือง นักการเมืองเกรงใจใคร เกรงใจประชาชน แล้วประชาชนกลัวใคร กลัวตํารวจ จะหมุนเป็นวง เป็นกลไก ในการคอนโทรล (Control) ในเชิงระบบ เพราะถ้าหากว่าเป็นแบบนี้เรากําลังจะขอว่าให้ตํารวจออกไปเป็นรัฐอิสระเต็มตัว เพราะว่าในการนําเสนอขึ้นมาฝ่ายการเมืองจะมีวุฒิสภาคนเดียวในกลไกนี้ที่จะมีการเสนอ ขึ้นมาใหม่ ประเด็นที่สําคัญคือว่ามุมด้านหนึ่งฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงไม่ได้เลย เป็นเรื่องที่ดี แต่ในมุมกลับถ้าหากว่ากลไกตรงนี้กินตัวเองล่ะ ถ้าเกิดมีการใช้อํานาจกันเอง เพราะเราดูว่าจากข้างนอกมา ๑๖ คน เป็นคนนอก ๕ คนเท่านั้นเองนอกนั้นตํารวจหมด แล้วถ้าไปประกอบกําลังกันขึ้นเอง แล้วก็มีโครงสร้างเป็นรัฐตํารวจเต็มตัว ใครจะเป็นคนควบคุม เอาละ ให้ทําตามนายกรัฐมนตรี เพราะนายกรัฐมนตรีเข้าไปดู ควบคุมนโยบายได้ ถ้าอย่างนั้นปลัดกระทรวงที่รัฐมนตรีตั้งได้ก็ต้องให้ตั้งเองหมด แล้วก็ไปตั้งองค์กรขึ้นมา ควบคุมกระทรวงอีกที กลไกก็คือว่าใครเป็นคนถือดาบคนนั้นมีอํานาจ ใช่ นายกรัฐมนตรี ถือดาบ แต่ดาบจากนายกรัฐมนตรีประชาชนมอบให้ยังอยู่ ประชาชนเอาคืนทุก ๔ ปี ถ้าในระบบเลือกตั้ง ดังนั้นนายกรัฐมนตรีก็ต้องกลัวเจ้าของอํานาจจริง ๆ ก็คือประชาชน ตํารวจก็ต้องเป็นห่วงนายกรัฐมนตรี เพราะว่านายกรัฐมนตรีเองต้องดูแลเรื่องนโยบาย ถ้าทําผิดพลาดไป กลไกที่มีโดยสภา การอภิปรายไม่ไว้วางใจยังมีอยู่ การตั้งกระทู้ถาม นายกรัฐมนตรีว่าคนที่คุณตั้งเขาทําอะไรอยู่ ผบ. ทําอะไรอยู่ แต่ถ้าหากว่าขาดไปจากนี้ นายกรัฐมนตรีก็บอกว่าผมไม่ได้ตั้ง จะขาดการเชื่อมโยงเชิงระบบในการควบคุมไปเสีย ทั้งหมด จุดตรงนี้ต้องพิจารณา ผมก็ตั้งคําถามว่าถ้าในกรณีที่เกิดมีการใช้อํานาจกันตรงนี้ กันเองแล้วไม่สามารถจะแซงก์ชัน (Sanction) โดยฝ่ายอื่นเลยจะทํากันอย่างไร แล้วจะเกิด ปัญหากับตํารวจเอง แล้วคราวนี้ไม่เฉพาะตํารวจ ถ้าสมมุติว่าไม่ทํางานเพื่อตอบสนอง ประชาชนเพราะว่าฝ่ายการเมืองเขาต้องมากํากับดูแลว่าให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่เขา แถลงไว้ เรื่องเหล่านี้เขาต้องรับผิดชอบที่เราจะเขียนเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐเสียด้วยซ้ํา ตรงนี้จะขาดตอนของการเชื่อมโยง ผมก็เลยใช้เวลาเกินมาหน่อยหนึ่งแล้ว
ก็อยากจะฝากคําถามที่ ๑ ก็คือคําถามที่ว่าเมื่อไรจุดสําคัญที่สุดในการปฏิรูปตํารวจ ในเวลาที่จํากัดมา ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก คือการปฏิรูปข้าราชการตํารวจให้เขามีรายได้ที่ดี ตามร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนนี่ละ มีรายได้ที่เป็นธรรม การแต่งตั้ง โยกย้าย เพื่อเขาจะได้ เข้มแข็ง ไม่ถูกแทรกแซง ไม่ถูกอํานาจอื่นมากดดันเขา
ประเด็นที่ ๒ ก็คือจะถามว่าเรื่องเหล่านี้เป็นการรื้อเรื่องระบบอํานาจ ได้สอบถามไปยังรัฐบาลแล้วหรือไม่ อย่างไร เพราะรัฐบาลเพิ่งมีการปรับปรุงแก้ไขว่าด้วย เรื่องแต่งตั้ง โยกย้ายมาเมื่อไม่นานนี้
แล้วข้อที่ ๓ ก็คือคําถามที่ว่าในกลไกนี้ตั้งขึ้นมาดีไซน์ (Design) ใหม่ ถ้ามี ระบบของแอบโซลูต เพาเวอร์ คอร์รัปต์ (Absolute power corrupt) คือเรื่องอํานาจ คอร์รัปต์ (Corrupt) ตัวเอง คล้าย ๆ ว่ามีกลไกที่ดําเนินการเป็นรัฐอิสระขึ้นมาจริง ๆ มีปัญหาภายใน ส่วนไหนจะเข้ามาช่วยกํากับดูแล หรือมาเป็นส่วนแซงก์ชัน (Sanction) เป็น ๓ คําถามท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ