อํานวย เปิดปมการเมืองแทรกแซงตำรวจ ผลักดันปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน แสดงความตื้นตันใจในการร่วมประชุมสภา พร้อมรายงานความคืบหน้าการปฏิรูปตำรวจ โดยเฉพาะการผ่านมติเรื่องการรับแจ้งความและงานสอบสวน รวมถึงหารือปัญหาการแทรกแซงของนักการเมืองที่ส่งผลต่อความเป็นอิสระขององค์กรตำรวจมาตั้งแต่ปี 2547 เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจให้เป็นไปตามหลักคุณธรรมและลดบทบาทการเมือง พร้อมเสนอให้ยึดแนวทางประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 เพื่อคืนความศรัทธาให้ประชาชน และนำเสนอข้อมูลผ่านการเปิดพรีเซนเทชันในที่ประชุมเพื่อความโปร่งใส

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิก ลําดับ ๑๙๗ ผมไม่เคยตื่นเต้นครั้งไหนเท่ากับครั้งนี้ครับ ผมมาสภาตั้งแต่เช้า ผมไปกราบ พระบรมรูปทรงม้า อากาศตรงนั้นดีมาก ผ่านพระราชวังอัมพรสถานอากาศก็ดี หน้าสภา อากาศก็ดี ผมเชื่อว่าวันนี้จะมีสิ่งที่ดี ๆ เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ครับ ขอบคุณสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศได้มีมติผ่านเรื่องการปฏิรูปตํารวจเรื่องแรก การรับแจ้งความและงาน สอบสวนไปแล้ว กําลังไปขับเคลื่อนต่อ น่าจะถึงปลายทางในไม่ช้านี้ วันนี้เป็นเรื่องที่ ๒ ใน ๙ ประเด็นครับ การปฏิรูปตํารวจมีทั้งหมด ๙ ประเด็นครับ ประเด็นที่ ๑ ผ่านไปแล้ว

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องทําให้ตํารวจปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง น่าจะเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด และเชื่อว่ารัฐบาลก็ดี แม้กระทั่ง ในร่างรัฐธรรมนูญ (ร่างเบื้องต้น) แยกการปฏิรูปงานตํารวจออกไปไว้ต่างหากในมาตรา ๒๖๘ ๒ เรื่องที่แยกออกไปคือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา กับการปฏิรูปตํารวจ ในมาตรา ๒๖๘ พูดต่อไปว่าจะต้องปฏิรูปตํารวจให้เป็นอิสระ ให้ทํางานโดยอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของ บุคคลใด บุคคลเหล่านั้นจะเป็นนักการเมือง จะเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลก็แล้วแต่ เพราะถ้าทําอย่างนั้นตํารวจก็จะตกต่ําไปเรื่อย ๆ ถามว่าการปฏิรูปตามแนวทางนี้ เป็นของใหม่ไหม ผมเรียนว่าย้อนยุคครับ แนวทางของตํารวจมีมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๐๕ เป็นแนวทางที่ดีที่สุด พระราชบิดาแห่งตํารวจไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปตํารวจไว้ ๗๐ ปีที่ตํารวจเป็นที่ศรัทธาของประชาชน ผมขออนุญาตฉายให้ดู นิดหนึ่งครับ การปฏิรูปตํารวจครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๐๕ ๗๐ ปีที่ตํารวจเป็นที่รักของประชาชน ทําไม ๗๐ ปีครับ เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ พ.ศ. ๒๔๐๕ ถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ ๗๐ ปีพอดีครับ ตํารวจไม่ต้องไปหาศรัทธา ศรัทธามาเอง เพราะตํารวจเป็นตํารวจของ พระมหากษัตริย์และประชาชนครับ หลังจากนั้นมาตํารวจเริ่มถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมือง เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมเท้าความไปนิดหนึ่งจะได้เห็นร่องรอย ตํารวจมีมานานแล้วครับ ค้นเจอหลักฐานครั้งแรกในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ. ๑๙๙๑ มีตํารวจแล้วครับ ตํารวจในยุคนั้นมีภารกิจด้านเดียว ถวายความปลอดภัย แด่พระมหากษัตริย์และราชวงศ์ เสด็จไปไหนตามเสด็จ ไม่เสด็จไปไหนก็จะถวาย ความปลอดภัยอยู่ในรั้วในวัง จะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับประชาชน และประชาชนอยู่กับใคร ฟังให้ดีนะครับ เพราะว่ามีความพยายามที่จะเอาตํารวจไปอยู่กับท้องถิ่น ท้องถิ่นดูแลทุกข์สุข ของประชาชน กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน จนกระทั่งมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ฝรั่งมังค่าเข้ามา ในประเทศไทย เราเสียไป ๑ อํานาจคืออํานาจตุลาการ ฝรั่งมายึดอํานาจตุลาการเราแล้วครับ เหลืออํานาจนิติบัญญัติกับอํานาจบริหาร หลักฐานก็คือสิทธิสภาพนอกอาณาเขต พระมหากษัตริย์ไทยในยุครัตนโกสินทร์ก็พยายามที่จะปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมเพื่อที่จะเรียกคืนอํานาจตุลาการมาให้ได้ กฎหมายมาปฏิรูปเสร็จในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตํารวจมาเสร็จสมัยรัชกาลที่ ๔ เสร็จก่อนเพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน ถามว่าพระองค์ท่านปฏิรูป ตํารวจอย่างไรจนฝรั่งยอมรับ พระองค์ท่านยอมที่จะปฏิรูปตํารวจโดยเพิ่มภารกิจให้ตํารวจ ไปดูแลทุกข์สุขของประชาชนด้วย ไม่เฉพาะถวายความปลอดภัยแด่พระมหากษัตริย์ กรณีศึกษากรณีแรกจนกระทั่งเป็นอยู่ถึงเดี๋ยวนี้ครับ เกือบทุกคืนจะมีการวางเพลิง โรงเก็บสินค้าแถวเยาวราช แถวจักรวรรดิ คนจีนมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร คนจีนตรงนั้น ที่เข้ามาก็นําอบายมุขเข้ามาด้วย มีบ่อนการพนัน มีซ่องโสเภณี มีโรงยาฝิ่น จับตัวเรียกค่าไถ่ เรียกค่าคุ้มครอง ชุมชนดูแลกันไม่ไหว พระองค์ท่านเลยจัดแถวตํารวจขึ้นมาแถวแรกเลยครับ เปิดประตูพระราชวังจักรีมหาปราสาท ตํารวจวิ่งออกจากวังไปปราบก๊กเหล่าคนจีน ที่เยาวราช ที่จักรวรรดิ ที่พาหุรัด จนกระทั่งราบคาบ มีความผิดภาษาจีนอยู่ในกฎหมายไทย จนถึงทุกวันนี้ ครั้งแรกบัญญัติอยู่ในกฎหมายลักษณะอาญา รศ. ๑๒๗ ข้อหาอั้งยี่ครับ ครั้นเมื่อปรับปรุงกฎหมายมาเป็นประมวลกฎหมายอาญา เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๐ คณะกรรมาธิการปรับปรุงกฎหมายเถียงกันวงแทบแตก จะต้องเอาภาษาต่างชาติออกจาก กฎหมายไทย ท้ายที่สุดแพ้ครับ จะต้องคงไว้เพื่อให้ลูกหลานได้เห็นร่องรอย ข้อหาอั้งยี่ยังอยู่ ในกฎหมายไทย มาตรา ๒๐๙ หลังจากนั้นพระองค์ท่านก็จัดแถวตํารวจ เขาเรียก กรมพลตระเวนครับ ไปดูแลทุกข์สุขของประชาชนทุกแคว้นในแดนสยามจนประชาชนรัก ศรัทธาตํารวจโดยไม่ต้องหา พอเปลี่ยนแปลงการปกครอง การเมืองเริ่มเอาตํารวจไปเป็น เครื่องมือครับ เอาไปแสวงหาอํานาจ เอาไปรับใช้นักการเมือง เอาไปสร้างฐานอํานาจ เมื่อได้ อํานาจมาแล้วใช้ตํารวจเป็นเครื่องมือในการรักษาอํานาจนั้นไว้ ชัดเจนที่สุด พ.ศ. ๒๕๔๗ รัฐบาลไหนผมไม่พูด มีวลีอยู่ ๓ คํา ทําให้ตํารวจอ่อนแอ เข้าไปแทรกแซงตํารวจ แล้วสร้าง รัฐตํารวจขึ้นมาให้ได้ ก็เลยถูกกระทําย่ํายีด้วยการออกพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ ให้นายกรัฐมนตรีมานั่งเป็นประธาน ก.ต.ช. ทําหน้าที่แต่งตั้ง ผบ.ตร. ให้รองนายกรัฐมนตรี หรือตัวนายกรัฐมนตรีเอง หรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้มาเป็น ประธาน ก.ตร. ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งนายพลตํารวจตรีในประเทศนี้ทั้งหมด หลังจากนั้นจะเห็นภาพพลตํารวจเอก รอง ผบ.ตร. ไปเดินตามหลังนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเพื่อให้ได้ตําแหน่ง เพื่อให้เห็นที่จะคั่วตําแหน่งนายพลตํารวจตรี ได้เดินตามหลังรองนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะอยู่ที่บางบอน ไม่ว่าจะอยู่ที่จรัญสนิทวงศ์ ไม่ว่า จะอยู่ที่หนองแขม อยู่สุราษฎร์ธานี อยู่หาดใหญ่ อยู่สงขลา อยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ถ้ามีอํานาจ แต่งตั้งตํารวจ และมันจะเหลือไหมครับ จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ครับ ก็จะมีเสียงสะท้อน จากประชาชนออกมาเรียกร้อง ออกมากล่าวหา ออกมาต่อว่า ผมขออนุญาตท่านประธาน ที่จะนําเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) เพื่อสื่อให้เห็นภาพ ฟังเสียงจากประชาชนใน ๑๐ กว่าปี ที่ผ่านมาครับ ขอเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

เสียงสะท้อนจากประชาชน ในห้วงประมาณ ๑๐ ปีเศษที่ผ่านมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๗ มีเสียงตะโกนออกมาว่าตํารวจ ๒ มาตรฐาน ตํารวจไม่เป็นกลาง ตํารวจรับใช้นักการเมือง มีการวิ่งเต้นซื้อขายตําแหน่ง หนักไปกว่านั้นในโลกโซเชียล (Social) ตั้งชมรมเกลียดตํารวจไทยขึ้นมาครับ ผมว่าไม่มี ข้าราชการที่ไหนในโลกใบนี้ที่จะมีชมรมเกลียดข้าราชการ สมควรจะเกลียดไหมล่ะครับ มีวันนี้ได้เพราะพี่ให้เป็นวจีที่มารองรับ ผมอับอายครับ ผมรับราชการตํารวจมาผมอับอาย แล้วจะให้ลูกหลานตํารวจของผมต้องอับอายต่อไปไหมครับ มาดูข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ ต่ออีกนิดครับ ข้อเท็จจริงที่เป็นที่ประจักษ์ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทุกครั้งตํารวจ จะต้องถูกผลักไปอยู่กับฝ่ายที่มีอํานาจคือรัฐบาล ผมเป็นรองผู้บัญชาการตํารวจนครบาล อยู่ตรงนี้ใกล้ ๆ สภานี่ละครับ พื้นที่นี้ละครับผมวิ่งเข้าวิ่งออกอยู่ ช่วงวิกฤติผมต้องมา รปภ. นักการเมืองอยู่ด้านหลังห้องประชุมนี่ละครับ ผมเป็นคนพาออกไปด้านหลัง พระที่นั่งวิมานเมฆ ขึ้นบันไดลิงไป ขึ้นเครื่องบินบนหลังคาก็มี มันจะเกิดอย่างนี้ขึ้นอีกถ้าเราไม่ปฏิรูปวันนี้ ผมถูกปิดล้อมมาหลายครั้ง ดูภาพต่อไปครับ ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล ผบ.ตร. ต้องถูกเปลี่ยน ต้องเลือกคนที่ตัวเองใช้งานได้มา ต้องเลือกคนที่ตัวเองกํากับดูแลได้ สั่งการได้ หันซ้ายหันขวาได้ มาเป็น ผบ.ตร. เพราะอํานาจอยู่ในมือนายกรัฐมนตรี เก้าอี้ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี คือเก้าอี้ของ ผบ.ตร. เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ๕ ท่านนี้ไม่แตกแถวเลยครับ ถูกปลด ถูกเปลี่ยน อย่างต่อเนื่อง เป็นผู้นําตํารวจครับ น้ําตาคลอเมื่อถูกปลด เป็นพลตํารวจเอก เป็นประมุข ของตํารวจ น้ําตาคลอเมื่อถูกปลด มันต้องน้ําตาคลอต่อไปอีกถ้าไม่ปฏิรูปวันนี้ ถามว่าทําไม ไม่ได้พลิกแพลง ไม่ได้วุ่นวาย ไม่ได้ยุ่งยาก ไม่ต้องเสียงบประมาณ ไม่ต้องทําอะไรเลยครับ เพียงแค่ถอดอํานาจทางการเมืองให้ตรงกันกับร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๘ ออกจาก การบริหารงานบุคคลของตํารวจแล้วไปทําอย่างที่เขาทําซึ่งได้ประโยชน์ ซึ่งสมประโยชน์ ซึ่งเป็นประโยชน์ ชัดเจนครับ อัยการศาลพูดกันนักกันหนาว่าตํารวจคือต้นทางแห่งความยุติธรรม เมื่อสักครู่ท่านประธานของผมบอกว่าถ้าน้ําที่ต้นธารไม่ใสสะอาด มีเชื้อโรค มีสารจุลินทรีย์ อย่าหวังเลยว่าที่ปลายธารจะใสสะอาด ไม่มีเครื่องกรองใดหรอกครับที่จะกรองเชื้อโรค ได้ทุกตัว อัยการเขามี ก.อ. ครับ ก.อ. เขาก็คือคณะกรรมการอัยการ ศาลเขามี ก.ต. ครับ คณะกรรมการตุลาการ ประธานของผม ท่านวิรัชเป็น ก.ต. อยู่ด้วย คณะกรรมการตุลาการ ดูแลเรื่องการบริหารงานบุคคลของศาล อัยการดูแลการบริหารงานบุคคลของอัยการ ตํารวจ มี ๒ ก. ครับ เขามี ก. เดียวพอแล้ว เรามี ๒ ก. คือ ก.ต.ช. กับ ก.ตร. ก.ต.ช. ให้นายกรัฐมนตรีมานั่งเพื่อตั้ง ผบ. ก.ตร. ให้รองนายกรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีเป็นเอง มานั่งเพื่อตั้งนายพล ยุบครับ ไม่ใช่ยุบ ก.ต.ช. นะครับ ก.ต.ช. ยังอยู่ แต่ให้อํานาจ การบริหารงานบุคคลมาอยู่กับ ก.ตร. เท่านั้น แล้วปรับองค์กร ก.ตร. ให้เหมือนกับ ก.อ. ครับ ไม่ได้ทําพลิกแพลงอะไรมาก ไม่ได้วุ่นวายไม่ได้สร้างปัญหา เอาแบบของ ก.อ. อัยการมาใช้กับ ตํารวจเท่านั้นละครับ ดังนั้นวิธีการที่จะปฏิรูป การแต่งตั้งตํารวจวันนี้พูดเฉพาะแต่งตั้ง ผบ. กับนายพลนะครับ แล้วเดี๋ยวเรื่องที่ ๓ จะมาต่อคือการแต่งตั้งตํารวจทั้งหมดด้วยระบบคุณธรรม เพราะในมาตรา ๒๖๘ พูดไว้ชัดว่าต้องปฏิรูปตํารวจให้แต่งตั้งด้วยระบบคุณธรรมโดยยึดหลัก อาวุโส แล้วให้เสร็จภายใน ๑ ปี ร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ครับ วันนี้พูดเรื่องการแต่งตั้ง ผบ. กับนายพล เพราะแต่งตั้งเจ้าอาวาสกับพระลูกวัด เณรกับมัคนายก เดี๋ยวว่าต่อในคราวหน้า ถามว่าทําไมครับ ก.ต.ช. ยังอยู่ นายกรัฐมนตรียังเป็นประธานกําหนดนโยบายตํารวจแห่งชาติ ยังเป็นประธานอยู่ ยังกําหนดนโยบายให้ตํารวจปฏิบัติอยู่ ยังรับผิดชอบสํานักงานตํารวจแห่งชาติอยู่ ยังเต็มที่อยู่ แต่ไม่ให้มาแต่งตั้งเท่านั้นเองครับ แต่งตั้งโดยคณะ ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ เอาอย่างของ ก.อ. มาใช้ ที่มาของ ก.ตร. ๑๖ ท่านครับ มาเหมือนกับ ก.อ. ประธานมาจากไหนครับ มาจากอดีต ผบ.ตร. มาจาก อดีตรอง ผบ.ตร. ยศพลตํารวจเอก รับราชการมาจนเป็นพลตํารวจเอก ต้องมีศักยภาพ ต้องมี ความรู้ความสามารถพอสมควรสมัครกันเข้ามา ให้ข้าราชการตํารวจยศพันตํารวจเอกขึ้นไปเลือก ไม่ดีจริงลูกน้องไม่เลือก ได้ ๑ คนมาเป็นประธานครับ กรรมการโดยตําแหน่งอีก ๒ ท่านก็คือ ผบ.ตร. ปัจจุบันนั้น กับเลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการ ก.ตร. โดยตําแหน่ง กรรมการ ก.ตร. อีก ๖ ท่านมาจากรอง ผบ.ตร. ซึ่งรับราชการอยู่ในขณะนั้น บวกจเรตํารวจ มีทั้งหมดกี่คนก็แล้วแต่ สมมุติ ๑๒ คนแล้วกัน ให้พันตํารวจเอกเลือกให้เหลือ ๖ คน ๖ กับ ๓ เป็น ๙ แล้ว เอาลูกเก๋าเอาประสบการณ์มาสักหน่อยซึ่งของเดิมมีเยอะ แต่ตอนนี้ตัดลงมา ก็คือพลตํารวจโทขึ้นไป อดีตนะครับ ก็คือผู้บัญชาการภาคต่าง ๆ ขึ้นไป ยศพลตํารวจโท เช่นผมอย่างนี้ เอาลูกเก๋ามาสมัครแข่งกันเข้ามาเลือกแค่ ๓ คน เป็น ๑๒ คน ๔ คน มาจากไหนครับ ให้ครบ ๑๖ คน มาจากหลากหลาย มาจากผู้แทนจาก ครม. คณะรัฐมนตรี ส่งมา ๑ คน วุฒิสภาส่งมาอีก ๑ คน จะได้ยึดโยงกับการเมืองได้ เดี๋ยวจะหาว่าไม่ให้การเมือง เข้ามากล้ํากรายเลย นายกรัฐมนตรีก็ยังนั่งเป็นประธาน ก.ต.ช. อยู่อีก ๒ คน ผู้ทรงคุณวุฒิ สาขาอาชีพต่าง ๆ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติเวชวิทยา นิติวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีอะไร ก็แล้วแต่ ใครเลือกครับ ๑๔ คนข้างหน้าเมื่อสักครู่นี้เลือกให้เหลือ ๒ คน ๑๖ คนครับ ๑๖ คนนี้จะเป็นคล้าย ๆ กับ ก.อ. ของอัยการ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๖ คนนี้จะรับผิดชอบ ในการสรรหา ผบ.ตร. แทนนายกรัฐมนตรีคนเดียวหยิบมาวาง ใช้วิจารณญาณสรรหาครับ แสดงวิสัยทัศน์ แสดงความรู้ความสามารถ แสดงคุณวุฒิ ประสบการณ์เก่งกาจสามารถอะไร บอกมา เขียนนโยบายมาแถลง ผมต้องแสดงวิสัยทัศน์สู้กับคน ๖๒ คน เพื่อคัดเลือกเป็น กกต.กทม. ผมเป็นประธาน กกต.กทม. อยู่ขณะนี้ครับ ผมต้องสู้กับคน ๖๒ คนเพื่อให้เหลือ ๕ คน ถ้าผมไม่มีกึ๋นกรรมการคงไม่เลือกผม ระบบนี้ใช้กันอย่างเป็นสากลครับ ไม่ใช้เข้า หลังบ้าน เข้าหน้าบ้านไม่ได้เข้าหลังบ้าน เข้าหลังบ้านไม่ได้ขึ้นบนหลังคาแล้วก็ได้ตําแหน่ง แสดงวิสัยทัศน์แข่งกัน ไปกําหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน คิดไม่ออกไปลอกของอัยการมา เสร็จเรียบร้อยได้รายชื่อนํารายชื่อนี้ให้นายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูลแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร. เราจะได้ ผบ.ตร. ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องไม่เกี่ยวกับการเมือง นายพลก็ทําแบบเดียวกัน แล้วเดี๋ยวโมเดล (Model) นี้จะย่อส่วนไปใช้กับตํารวจภูธรภาคต่าง ๆ ด้วย ภาคที่มี การแต่งตั้งตํารวจเสร็จเรียบร้อย ผู้การจังหวัดออกหนังสือเวียนให้ผู้กํากับทุกคนไปรายงานตัว กับนักการเมืองในจังหวัดนั้นก็จะไม่มีครับ ท่านประธานครับ เราได้ ผบ. มาแล้ว ผบ. ต้องทํางานครับ ในอดีตที่ผ่านมา ผบ. จะทําอย่างไรก็ได้ ก็อยู่ไปจนกว่าจะถูกปลด ถูกเปลี่ยน แต่ ผบ. ตามการปฏิรูปแนวทางนี้จะไม่เป็นอย่างนั้น ผบ.ตร. จะต้องทํางาน แบบสู้กันกับมาตรฐานเกณฑ์การทํางาน สิ้นปีคณะกรรมการ ก.ตร. ต้องประเมินผล คณะกรรมการ ก.ตร. จะติดตาม กํากับดูแล ตรวจสอบการทํางานเป็นระยะ สิ้นปีประเมิน การทํางาน เคพีไอ (KPI) ออกแบบมาให้ดีครับ การป้องกันอาชญากรรม การอํานวยความยุติธรรมในทางอาญา การบําบัดทุกข์บํารุงสุข ให้กับประชาชน การบริการประชาชน ถึงไหม ได้มาตรฐานไหม ความมั่นคง ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ ก.ตร. จะส่งรายงานไปยังนายกรัฐมนตรีครับ นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด เขาอยากจะให้อํานาจทางการบริหาร จะปลด จะเปลี่ยน จะให้ไปนั่งเก้าอี้ตัวที่เตรียมไว้ให้ เมื่อคุณไม่ผ่านนั่นคือวิธีถอดถอนครับ ผมนําเรียนว่าเมื่อทําอย่างนี้นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้หมด อํานาจไปจาก สตช. ครับ ยังควบคุม กํากับดูแลอยู่ ยังปลด ยังเปลี่ยน ยังติดตามการทํางาน ยังกําหนดนโยบายให้ทํา เพียงแต่ไม่ให้นายกรัฐมนตรีมาหยิบคนของตัวเองมาใช้ในทางการเมือง แล้วอะไรจะเกิดขึ้นครับ ผบ.ตร. จะมีอิสระ ผบ.ตร. จะมีที่มาที่โปร่งใส ผบ.ตร. จะทํางาน แบบเช้าชามเย็นชามไม่ได้ ตํารวจก็จะเป็นกลาง ตํารวจจะไม่ ๒ มาตรฐาน ตํารวจก็จะ อํานวยความยุติธรรมในทางอาญาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง การแต่งตั้งจะเป็นไปตาม หลักธรรมาภิบาล ตํารวจก็จะกลับมาเป็นตํารวจของพระมหากษัตริย์และประชาชน ตามแนวทาง ตามพระประสงค์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ ที่พระองค์ท่านทรงปฏิรูปตํารวจไว้ เมื่อถึงตอนนั้นศรัทธาของประชาชนจะกลับมา ชมรมที่ตั้งขึ้นในโลกโซเชียล (Social) ชมรม เกลียดตํารวจไทยก็จะปิดตัวลงโดยตํารวจไม่ต้องไปไล่ปิด ผมจะรอฟังคําอภิปรายของ เพื่อนสมาชิกครับ แล้วผมจะตอบคําถามเหล่านั้นทุกคําถาม ถ้ารัฐบาลนี้ครั้งนี้ไม่สําเร็จ ตํารวจก็จะเป็นแม่นาคพระโขนงครับ ถูกจับใส่หม้อถ่วงน้ําไปตลอดชีวิต ขอภาพต่อไปครับ วิธีการในการดําเนินการปฏิรูปครั้งนี้เพียงแก้องค์ประกอบของ ก.ตร. ก.ต.ช. และอํานาจ ในการแต่งตั้ง ในการบริหารงานบุคคลให้มาอยู่กับ ก. เดียว คือ ก.ตร. ให้เหมือนกับ ก.อ. แก้ พ.ร.บ. ตํารวจแห่งชาติ มาตรา ๕๓ (๑) (๒) และมาตราที่เกี่ยวกับอํานาจอยู่ใน มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ เพียงเท่านั้นละครับ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ตํารวจ เพียงเท่านั้นจริง ๆ ใช้เวลาไม่เกิน ๑ ปี ช้าสุดเป็นปีครึ่ง จริง ๆ แล้วผมสามารถยกร่างแก้ไขเสร็จภายในครึ่งชั่วโมง เท่านั้นเอง ขอภาพต่อไปครับ หน่วยงานรับผิดชอบคือ สตช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานําเข้า สนช. ถ้าไม่ทันฉุกละหุกจริง ๆ เสนอให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา ๔๔ แล้วอย่ามาบอกผมว่ารัฐบาลไม่อยากจะปฏิรูปตํารวจ ไม่จริงครับ ร่างรัฐธรรมนูญเขียนทําไมครับ ไม่ต้องบอกว่าต้องไปถามเขาก่อนว่าเขาอยากไหม ไม่ต้องหรอกครับ เรานําเสนอสิ่งที่ดี ๆ ไป เป็นความภาคภูมิใจของสภานี้ละครับ ตํารวจ ก็จะกลับมาเป็นตํารวจของพระมหากษัตริย์และประชาชน ท่านประดิษฐานอยู่ที่หน้าอาคาร ๑ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ภาพข้างล่างเป็นอดีตอธิบดีกรมตํารวจ น่าจะเป็นอดีตอธิบดีกรมตํารวจที่ สมาร์ท (Smart) ที่สุด ที่หล่อที่สุด ท่านเคยให้แนวทางกับตํารวจไทยไว้ว่าภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตํารวจไทยทําไม่ได้ ในทางที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามและกฎหมายของบ้านเมือง ในทางที่ไม่ขัดต่อศีลธรรม ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ผมขออนุญาตที่จะเติม ข้อความนี้ให้สมบูรณ์ครับ ในทางที่ไม่ขัดต่อธรรมเนียม ศีลธรรม ประเพณี และกฎหมาย ของบ้านเมือง หากได้ทําไปโดยอิสระ ไม่ถูกชี้นําในทางที่ผิดตํารวจทําได้หมดครับ ถ้าทําแบบที่ ท่านอธิบดีเผ่าพูดไว้ แต่ตํารวจจะทําไม่ได้เมื่อถูกจูง ถูกชี้นําให้ทําในทางที่ผิด บรรดาสมาชิก คงไม่อยากให้มีเหตุการณ์เช่นในหลายสิบกว่าปีที่ผ่านมากับตํารวจอีกแล้ว วันนี้ท่านจะต้อง ทําความเข้าใจกับเรื่องนี้ แล้วมีมติให้ผมไปขับเคลื่อนต่อ ผมจะขับเคลื่อน แม้จะเหลือผมคนเดียว อยู่ในเรือลํานี้หรือไม่ก็ตาม ผมไม่มีส่วนได้เสียครับ ผมถอยหลังออกจาก สตช. มาแล้ว แต่ผมอยู่ใน สตช. ผมเห็นภาพทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมจําเป็นจะต้องนําสิ่งนี้มาสื่อ จริง ๆ ไม่ใช่ผม อันนี้เป็นมาตั้งแต่สภา สปช. แล้วครับ สภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็มาผ่านสภานี้ ไปครั้งหนึ่งแล้ว แล้วก็ไปศึกษาในคณะกรรมาธิการลงรายละเอียดเพื่อออกมาเป็น ร่างแผนการปฏิรูป ท่านจะเห็นว่าถูกตัดทอนไปบางส่วนในเรื่องที่ให้พันตํารวจเอกเลือก ที่จริงผมทําเครื่องกรองไว้ ๒ เครื่องตามรูปแบบเดิมก็คือให้ ก.ตร. เลือกรอง ผบ. ให้เหลือ ๓ คน ๓ คนส่งไปให้พันตํารวจเอกเลือกให้เหลือ ๑ คนเป็น ผบ.ตร. ตรงนั้นถูกตัดออกไป ในคณะกรรมาธิการ ก็ด้วยความเคารพเสียงในคณะกรรมาธิการครับ เขาบอกว่าอาจจะยุ่งยาก เพราะให้ตํารวจเลือก อาจจะไม่พร้อมก็ไม่เป็นไรครับ ค่อยพัฒนาต่อไปในอนาคต ขณะนี้ ต้องถอดออกจากตรงนี้ก่อน ผมไม่ได้ทําอะไรพิสดารครับ เอา ก.อ. มาใช้กับ ก.ตร. เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นผมคงไม่ใช้เวลามากกว่านี้อีกแล้วครับ ผมรอฟังแล้วเดี๋ยวผมจะตอบ ทุกคําถาม ถ้าเพื่อนสมาชิกสงสัยตรงไหนยินดีครับ ผมเตรียมพร้อมที่จะตอบคําถามท่าน ทุกคําตอบ กราบขอบพระคุณครับ