กษิต สนับสนุนเศรษฐกิจชีวภาพ เสนอจัดตั้งองค์กรอิสระจัดการทรัพยากร

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ สนับสนุนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ พร้อมเสนอให้ทบทวนสถานะการวิจัยและพัฒนาของประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเดินหน้าแผนแม่บทด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม โดยเน้นความจำเป็นในการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อจัดการทรัพยากรธรรมชาติและขับเคลื่อนงานวาระแห่งชาติอย่างเป็นกลาง ยกตัวอย่างการบริหารจัดการน้ำของเนเธอร์แลนด์ที่ประสบความสำเร็จจากการแยกการเมืองออกจากบริหาร พร้อมผลักดันให้จัดตั้งองค์กรกลางด้านชีวภาพและวิทยาศาสตร์ภายใต้ฐานกระทรวงวิทยาศาสตร์และเกษตรฯ พร้อมเรียกร้องความร่วมมือข้ามหน่วยงาน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนาบุคลากร และการวางแผนแม่บทที่เป็นระบบเพื่อผลักดันประเทศสู่เศรษฐกิจฐานความรู้อย่างยั่งยืน

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ก่อนอื่นต้องขอแสดงความประทับใจ แล้วก็ชื่นชมต่อ พลตํารวจโท สุวิระ ที่เมื่อสักครู่นี้ ท่านได้อภิปรายไปทั้งหมดผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าจะขอความกรุณาท่านช่วยแจกสําเนา ให้กับสมาชิกทุกคนด้วยก็จะเป็นประโยชน์ยิ่ง ส่วนอันที่ ๒ นั้นก็ขอแสดงความชื่นชม ต่อคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ท่านประธานครับ โดยทั่ว ๆ ไปที่ผ่านมา ๓-๔ เดือน ผมก็ไม่ค่อยจะเห็นพ้องกับข้อเสนอต่าง ๆ ของหลายคณะกรรมาธิการ ด้วยเหตุผล ที่ผมได้ชี้แจงไปหลายทีแล้วว่าเป็นเรื่องของการจัดตั้งองค์กรเสียส่วนใหญ่ เพิ่มอํานาจราชการ แต่เรื่องนี้คือเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ เรากําลังพูดกันในเรื่องของการที่จะเปลี่ยนโฉมการพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศไทยเพื่อให้หลุดออกจากที่ทางท่านประธานกรรมาธิการได้พูดไว้แล้ว คือเป็นมือปืนรับจ้าง หรือจะมองอีกอันหนึ่งก็คือเป็นเอกซ์พอร์ต เลด อินดัสตรี (Export led industry) ซึ่งเราประสบความสําเร็จมา ๕๐ ปี ผลิตเพื่อส่งออก ณ วันนี้ไปไม่ไหว เราก็ตกอยู่ในสภาพกับดักที่เรียกว่ามิดเดิลอินคัม (Middle income) แล้วเราไปไม่ได้แล้ว เราจะต้องหันเหวิธีการผลิตของเรา จะเป็นทางด้านเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านการบริการ ที่จําเป็นจะต้องเอาองค์ความรู้ การวิจัยเข้ามาเป็นอย่างยิ่ง ผมก็เห็นด้วยกับสิ่งที่คณะกรรมาธิการ ได้เสนอมา และขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ผมขอเสนอปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ๓-๔ ประเด็นด้วยกัน มีหัวข้อใช้คําว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพ ผมคิดว่าไม่ตรงทีเดียว คือให้เป๋งเลยนะครับ ควรจะเป็นเรื่องของการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ จะเป็นการทําให้เรา หลุดพ้นออกไปจากอุตสาหกรรมการผลิตที่เรียกว่าแมนูแฟกเจอริงอินดัสตรี (Manufacturing industry) จะเท่กว่า แล้วก็ให้เห็นชัดว่าเป้าหมายของเรานั้นไม่ใช่มือปืนรับจ้าง แล้วก็ผลิตสินค้า ที่เขาเรียกว่าเป็นสินค้าพระอาทิตย์ตกซันเซตอินดัสตรี (Sunset industry) เราจะไปทางด้าน องค์ความรู้ และเป็นองค์ความรู้ที่จะมาจากสมองของนักวิทยาศาสตร์ อาจารย์มหาวิทยาลัย และนักค้นคว้า แล้วเป็นองค์ความรู้ที่จะไปใช้กับพืชเกษตรที่เรามีทรัพยากรของเราอยู่มากมายเป็น ๑๐,๐๐๐ อย่าง และเป็นครั้งแรกที่เราไม่ต้องพึ่งวัตถุดิบจากต่างประเทศ แล้วก็องค์ความรู้จากต่างประเทศ เราจะพัฒนาด้วยมันสมองของคนไทยนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ และผมคิดว่า เราต้องให้ความเข้าใจ และผมก็อยากจะเสนอท่านประธานด้วยว่าควรจะให้เรื่องนี้เป็นงาน ที่สําคัญที่สุดอันหนึ่งของเราที่ สปท. ต้องเป็นท็อปไพรออริตี (Top priority) ครับ เพราะเราจะเปลี่ยนรูปโฉมของการเป็นประเทศไทย ของการเป็นมือปืนรับจ้าง เป็นผู้ที่มีปัญญา มีสิทธิบัตร มีทรัพย์สินทางปัญญาของเราเองอย่างภาคภูมิใจ แล้วก็เปลี่ยนทัศนคติ ของคนไทยด้วยว่าไม่ต้องคิดไปพึ่งประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศไต้หวัน ฮ่องกง ประเทศสิงคโปร์ แล้วก็พวกฝรั่งมังค่าทั้งหลาย แต่คราวนี้ผมก็อยากจะขอเป็น อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะเสนอ เมื่อสักครู่ท่าน พลตํารวจโท สุวิระได้พูดไว้แล้วว่ามีผลงาน อยู่มากมาย ผมคิดว่าก่อนที่จะเคลื่อนไปสู่ว่าจะทําอะไรในอนาคตนั้น ทางคณะกรรมาธิการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยประมวลมาสักนิดได้ไหมครับกับทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ประชุมอธิการบดีของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทย ทั้ง ๒๐๐ มหาวิทยาลัยโดยประมาณ สภาพัฒน์ แล้วก็ทางภาคเอกชน แล็บ (Lab) ต่าง ๆ ของทางภาคเอกชนว่า ณ วันนี้การค้นคว้าวิจัยในเรื่องชีวภาพประเทศไทยยืนอยู่ตรงไหน เราต้องรู้เสียก่อนว่า ณ วันนี้เรายืนอยู่ตรงไหนก่อนที่เราจะก้าวไปข้างหน้า เพราะไม่ได้ เริ่มมาจากศูนย์หรือว่าต่ํากว่าศูนย์ด้วยเอกสารอันนี้ที่เราจะต้องลงคะแนนให้ความเห็นชอบหรือไม่ จะต้องมีรีพอร์ต (Report) รายงานสถานะของประเทศไทย ณ วันนี้ในเรื่องที่เกี่ยวกับ เศรษฐกิจชีวภาพ แล้วเราก็มาทบทวนกันนะครับ

ส่วนประเด็นต่อไปก็คือว่าดังที่ผมได้กล่าวมาตลอดเวลา ผมไม่ค่อยเห็นด้วย ที่จะมีคณะกรรมการระดับชาติ แล้วก็มีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี โน่นนี่เป็นประธาน ผมคิดว่าเราต้องสลัดการเมืองออกไปจากงานที่จะเป็นวาระของชาติ ผมจะยกตัวอย่างคณะกรรมการเกี่ยวกับทรัพยากรทางธรรมชาติว่าโดยตลอดมา ๒๐-๓๐ ปี โดยตําแหน่งก็มักจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง แต่ถามว่าในช่วง ๒๐-๓๐ ปีนี้ประชุมกี่ครั้ง ผมแน่ใจว่าไม่เกิน ๑๐ ครั้ง เพราะว่ารัฐบาลที่เข้ามามีปัญหาเฉพาะหน้า แล้วก็มีไพรออริตี (Priority) ลําดับความสําคัญของเขาเอง อะไรที่เป็นมีเดียมเทอม (Medium term) ลองเทอม (Long term) ปานกลาง ระยะยาว ในความเป็นจริงไม่มีเวลาครับ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีหรือว่าท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านก็ไม่มีเวลา ท่านมาถึง ก็มานั่งเป็นประธาน รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ในขณะเดียวกันโดยตําแหน่งก็ไม่เอาครับ แล้วก็มักจะบอกว่าเอาเป็นปลัดกระทรวงตรงนี้ แล้วก็เลขาธิการสภาพัฒน์ ผู้ว่าแบงก์ชาติ ก็เหมือนกับเป็นอะไรครับ เป็นตัวถาวร แต่ท่านเหล่านี้ก็ไม่มีเวลา เป็นงานจ็อบ (Job) เท่านั้น แต่ถ้าเผื่อจะเป็นวาระแห่งชาติแล้ว ทุกคนที่เป็นคณะกรรมการบริหาร ทุกคนอยู่ที่ ในสํานักงานกลางว่าด้วยชีวภาพนี้ต้องเป็นการทํางานฟูลไทม์ (Full time) เต็มเวลา ส่วนจะรายงานไปที่ ครม. มาชี้แจงที่กรรมาธิการต่าง ๆ ของรัฐสภาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราจัดองค์กรกันอย่างนี้ได้ แล้วเป็นวาระแห่งชาติ การเมืองต้องไม่เข้ามาเกี่ยวข้องครับ พวกงบประมาณก็ขอจากสภาโดยตรง แล้วทําดีหรือไม่ดีก็ผู้แทนของประชาชนเป็นคนที่จะติชม ในขณะเดียวกันเรื่องนี้จะเกี่ยวกับเกษตรกรมากมาย เกี่ยวกับผู้ประกอบการ แล้วโดยเฉพาะ พวกเด็กหนุ่มสาวที่ทําพวกสตาร์ตอัปคัมพานี (Startup company) เขาก็จะเป็นสมาคมอะไร เข้ามาช่วยตรวจสอบ เป็นทั้งพาร์ตเนอร์ (Partner) มิตรคู่ค้า ในขณะเดียวกันก็เป็น ผู้ตรวจสอบด้วย เพราะฉะนั้นในคณะกรรมการอันนี้ต้องไม่มีผู้ที่ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เป็นองค์กรอิสระ แล้วในที่ประชุมนี้ผมพูดหลายครั้ง ผมได้ยกตัวอย่างของคณะกรรมการ บริหารจัดการน้ําของประเทศเนเธอร์แลนด์ เขามีงบประมาณ ๒๐ ปี ช่วงละ ๕ ปี ผ่านสภา รัฐบาลจะไปกี่คณะเข้ามายุ่งเกี่ยวไม่ได้ แล้วในคณะกรรมการของการจัดการน้ําก็มีการคัดกรอง เลือกตั้งกันมา เอาแต่ผู้ชํานาญการ ผู้เชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะแล้วเขานั่งบริหาร การเมืองเข้ามา แตะต้องไม่ได้ เข้ามายุ่งกับงบประมาณประจําปี หรือว่าจะชุดละ ๕ ปีเป็นไซเคิล (Cycle) ก็ไม่ได้ การบริหารจัดการน้ําเขาทําเป็นอิสระ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ บกพร่องอย่างไรเขามีหน้าที่ ไปชี้แจงที่สภา นายกรัฐมนตรีมานั่งอยู่ข้างบนเชิญเข้ามาแล้วมาชี้แจงได้ร่วมกับสมาชิกสภา ผมคิดว่า ถ้าเผื่อเราจะปฏิรูปกันทั้งทีแล้ว ขจัดพวกคณะกรรมการทั้งหลายที่เป็นมิกซ์คอมมิตตี (Mix committee) มีฝ่ายการเมืองนั่งอยู่ครึ่งหนึ่ง แล้วก็ปลัดกระทรวงอีกครึ่งหนึ่ง แล้วก็ มีผู้เชี่ยวชาญมาเป็นตัวประดับนิด ๆ หน่อย ๆ มันไม่เวิร์ก (Work) ครับ ไม่เคยทํางานได้ แล้วก็เคลื่อนไปไม่ได้ ไม่มีเวลา ไม่มีความชํานาญ ไม่รู้เรื่อง เอาเรื่องการเมือง เอาเรื่อง ผลประโยชน์เข้ามา แล้วไป ๆ มา ๆ เพื่อการจัดสรรงบประมาณก็จะไปตอบ กลุ่มผลประโยชน์เราก็ไม่ได้พัฒนาชีวภาพ แล้วถ้าเป็นจริงเป็นจังต้องเป็นอิสระ ส่วนจะสร้าง เครือข่ายอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่งในรายละเอียด

อีกประเด็นหนึ่งผมไม่เห็นด้วยที่จะให้เลขานุการเป็นสภาพัฒน์ สภาพัฒน์ จะยุ่งไปทุกเรื่องก็ไม่มีเวลาก็เลยไม่ได้วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจแล้วก็สังคม และคน ของสภาพัฒน์ทีหลังก็กระจัดกระจายไปทุกกระทรวง ทบวง กรม ไปสร้างเครือข่าย สร้างอาณาจักรเงียบ ๆ ขึ้นมาอันนี้ไม่ได้ เหมือนกับมีนายตํารวจไปอยู่ทุกองค์กรอิสระ องค์การมหาชน เราจะปฏิรูปกันแล้วต้องระวังอันนี้ด้วย และงานอันนี้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และการเกษตรเป็นสําคัญ เพราะฉะนั้นจอยต์เซเครทาเรียต (Joint Secretariat) ควรจะเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แล้วก็กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นฐาน เพราะเรื่องเกี่ยวกับพืชเป็นสําคัญ แล้วก็มีการวิจัย แล้วในขณะนี้ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีก็มีศูนย์เฉพาะทาง เป็นแมทีเรียล (Material) เป็นไบโอเทค (Biotech) อะไรต่าง ๆ แล้ว ช่วงรัฐบาลคุณทักษิณ ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ก็ได้ตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology) มา พอทํามาผมเป็นทูตอยู่ที่โตเกียวตอนนั้น ก็เป็นคนที่ได้เสนอแล้วก็ ประสบความสําเร็จในการจัดตั้ง เพราะฉะนั้นตอนนี้เรามีองค์กรวิจัยต่าง ๆ อยู่มากมายแล้ว ไม่ต้องสร้างองค์กรใหม่ ฐานหลักก็อยู่ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว ก็เอาฝ่าย กรมวิชาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้ามาแล้วก็วิ่งไปด้วยกัน ก็เริ่มจากอะไรครับ สิ่งที่มีอยู่แล้ว แล้วก็ไปผสมกับสิ่งที่ผมได้ขอให้ทางกรรมาธิการช่วยประมวลคือจัดทํารายงาน มาด้วยว่าอะไรอยู่ที่ไหนแล้วเราก็จะได้ขับเคลื่อนได้ คู่ขนานกันไปอีกประเด็นหนึ่งคือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์อีกต่อไปไม่ได้ครับ ไม่มีความชํานาญพอ เพราะนี่เป็นงานวิทยาศาสตร์ แล้วส่วนใหญ่ก็ไปยุ่งเกี่ยวกับองค์กรไวโป (WIPO) ที่นครเจนีวา เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์เป็นสําคัญ ผมคิดว่าอันนี้เราต้องมาดูกันว่าถ้าเผื่อเราจะจัดตั้งองค์กรกลาง ในเรื่องชีวภาพแล้วก็ต้องไปเป็นชุดเป็นระนาบไปเลย ด้านค้นคว้า วิจัย เครือข่าย การประสานงาน การขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา การประสานงานกับองค์การระหว่างประเทศ แล้วเราก็ต้องมีทีมทนายเก่ง ๆ ที่จะต้องปกป้องการละเมิดด้วย เราก็เจ็บปวดกัน ใช่ไหมครับว่าเขาจะขโมยผ้าไหมไทยไปจดทะเบียนโดยญี่ปุ่นหรือเปล่า พืชหลายชนิด ก็ถูกพวกฝรั่ง ญี่ปุ่น จีนอะไรในคราบนักบุญมาช่วยขอให้เราทําวิจัยแล้วเขาก็ขโมย ไปจดทะเบียนหมด เป็นของเราแท้ ๆ อยู่มาเป็นพัน ๆ ปีเราก็ไม่สามารถที่จะไปทําอะไรได้ เพราะว่าเขาไปปิดประตูตีแมวแล้ว อันนี้เราก็ต้องรบกันอีกทีหนึ่งเหมือนกัน บอกว่าต้องเอา ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ขโมยเราไป ไปจดทะเบียนเป็นของเขาต้องเอาคืนมาให้หมด อันนี้ก็ต้องทํา เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเตรียมนักกฎหมายด้วย ในขณะเดียวกันต้องพูดกันให้ชัดกับที่ประชุม อธิการบดีทั้ง ๒๐๐ แห่งว่าเราจะไปทางด้านชีวภาพแล้ว มหาวิทยาลัยทั้งหลาย ภาควิทยาศาสตร์และภาคการเกษตรนั้นจะตั้งหลักอย่างไร จะผลิตบุคลากรไปอย่างไร คู่ขนานกันไปก็ฝ่ายอาชีวะร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะเตรียมช่างเทคนิค บุคลากรชํานาญการ ที่จะตรวจ เครื่องคอมพิวเตอร์ ทําแล็บ (Lab) อะไรพวกนี้เราจะต้องการอีกเท่าไร เราทําโปรเจกชัน (Projection) ออกไปได้ จะ ๓๐,๐๐๐ คน ๕๐,๐๐๐ คน เราก็ต้องเตรียมบุคลากรทั้งอะไรครับ ทั้งประเทศเพื่อการนี้ รวมทั้งการฝึกอบรมข้าราชการโดยสํานักงาน ก.พ. ว่าเราจะไปชีวภาพ แล้วโว้ย ใช่ไหมครับ ก็ต้องฝึกข้าราชการทุกคน ขอโทษที พูดให้สนุกนิดหนึ่งนะครับ แต่ว่า ต้องฝึกข้าราชการแรกเข้าทั้งหมดว่าทิศทางของประเทศเราไม่ใช่เอกซ์พอร์ต เลด อินดัสตรี (Export led industry) บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ ของบีโอไอ (BOI) ของสํานักงานพาณิชย์ ของสํานักงานอุตสาหกรรมในต่างประเทศเปลี่ยนไปหมดเลย เพราะเราจะไม่ไปเรื่องของการส่งออก พัดลม ตู้เย็น อาหารกระป๋อง ไม่ใช่แล้ว สถานทูต ในต่างประเทศต้องไปหาองค์ความรู้ ต้องรู้จักแล็บ (Lab) เจ๋ง ๆ ของประเทศต่าง ๆ เช่น กลุ่มบริษัทบีเอเอสเอฟ (BASF) ของอะไรพวกนี้เยอะแยะ โตโยต้า (TOYOTA) ที่เขาทําวิจัยอยู่ ไปเชิญเขามาลงทุน เพราะฉะนั้นงานของบีโอไอ (BOI) ไม่ใช่เป็นการตั้งโรงงานแล้วครับ เป็นการให้สิทธิพิเศษของเขาในการที่จะมาเปิดแล็บ (Lab) ที่นี่ แล้วเราจะให้สิทธิพิเศษอย่างไร มีเงื่อนไขอย่างไรว่าผลงานแบ่งกัน ๕๐ ๕๐ ไม่ใช่เขามาจ้างสมองของคนไทยแล้วเขาเอาไปหมด ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่จะต้องทํา แล้วต้องมีที่เรียกว่าเป็นอะไรครับ คอมพรีเฮนซีฟมาสเตอร์แพลน (Comprehensive masterplan) เป็นแผนแม่บทที่ครอบคลุมทั้งหมด แล้วทุกองค์กร ในประเทศไทยต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน คู่ขนานกันไป ณ วันนี้ก็ต้องเชิญพวกนักการเมือง เข้ามาด้วย ให้เขาได้รู้เรื่องเสียก่อนว่าประเทศจะไปทางนี้ แล้วก็ฝึกอบรมสมาชิกพรรคเขา นักการเมืองเขา คืออย่าไปอยู่กันคนละข้าง อันนี้ก็ต้องฝากท่านประธานไปด้วยครับ เพราะว่าถ้าเผื่อฝ่ายการเมืองเข้ามาแล้วไม่รู้เรื่องชีวภาพ แล้วเขาก็มาบริหารประเทศ มันก็เอวัง ณ ฉะนี้ ต่าง ๆ เหล่านี้ต้องทํา เพราะฉะนั้นต้องขับเคลื่อนกันไปทางฝ่ายการเมือง ว่าอย่างไร ทางพวกเอ็นจีโอ (NGOs) ว่าอย่างไร ทางภาควิชาการ ทางภาคเกษตร ทุกคนต้อง ไปกันหมด ขับเคลื่อนกันเป็นวาระแห่งชาติ และอันนี้เป็นอนาคตของไทย ทําไมเป็นอนาคต ของไทย เพราะว่าเริ่มที่พืชเกษตรทุกชนิดครับ แม้กระทั่งสาหร่ายในน้ําก็เป็นอะไร ๆ หลาย ๆ อย่างได้ ผมขอเท้าความนิดหนึ่ง ไม่อยากจะมาคุยโอ้อวดหรือว่าอะไร ช่วงรัฐบาลทักษิณ ผมเป็นทูตอยู่ที่วอชิงตัน แล้วมหาวิทยาลัยที่มินนิโซตาเขาเสนอมาเลยว่าขอแคนดิเดต (Candidate) เป็นปริญญาโท ๕ คน พีเอชดี (Ph.D.) ๔ คนแล้วจะร่วมกันทําการวิจัย กับประเทศไทยว่าต้นข้าว ๑ ต้นจะใช้ประโยชน์ให้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่แค่เมล็ดข้าว ต้นข้าว รากข้าว ซางข้าว หมายความว่าพืชเกษตรทั้งหมด พืชสวนพืชไร่ทั้งหมดที่เรามี ถ้าเผื่อย้อนไปเมื่อ ๑๐ ปีคือวันที่คุยกับคุณทักษิณ แล้วถ้าเผื่อเราได้มีการดําเนินการ กันอย่างต่อเนื่อง แล้วก็กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เอาด้วยตั้งแต่วันนั้น ณ วันนี้เราคงไม่ต้องมาเริ่มใหม่ที่ตรงนี้ แต่เราสามารถจะมีผลงาน ทางด้านวิจัยพืชทุกชนิดที่มีในประเทศไทย ที่เป็นพืชทางการเงินอยู่นี้เราสามารถที่จะ ใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้น ทั้งใบ ทั้งกิ่ง ทั้งก้าน ทั้งราก อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าอันนี้ เป็นหัวใจของเรื่อง เมื่อสักครู่นี้ท่าน พลตํารวจโท สุวิระใช่ไหมก็ได้พูดแล้วว่ามีข้าวเป็นขนม อะไรไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้นต้องใช้ทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นประโยชน์ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือเป้าหมาย แล้วเราก็จะต้องมีความเป็นเลิศ แล้วเราก็จะยิ่งใหญ่ แล้วเราก็ไม่ต้องไปพึ่ง เทคโนโลยีจากใคร เราไม่ต้องไปให้บีโอไอ (BOI) ทําให้เขาไม่ต้องเสียภาษี ๘ ปี แล้วเขามา เอาค่าแรงถูก ๆ จากที่นี่ แล้วก็มาทําลายทรัพยากรทางธรรมชาติของเรา แล้วมาถึงตอนนี้ เราถึงได้ติดชะงักอยู่ตรงนี้มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ส่งออกก็ไม่ได้ ขยายเศรษฐกิจก็ไม่ได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีล้าสมัยไปแล้ว แล้วเราก็จะต้องมาเปลี่ยนสมอง เปลี่ยนทัศนคติ ก็ต้องขอแสดงความชื่นชมต่อคณะกรรมาธิการอย่างจริงใจ และอันนี้ก็ขอสนับสนุน อย่างเต็มที่ จริง ๆ ก็ได้คุยกับท่านประธานนอกรอบมาแล้วว่าผมก็ขัดคอท่านเรื่อย ๆ แต่พอมาบอกเรื่องนี้ก็ร้อยทั้งร้อย ขอขอบคุณท่านประธานครับ