วลัยรัตน์ ศรีอรุณ หารือประเด็นการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำถึงความมั่นคงทางการเงินของประเทศทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมเสนอแนวทางส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพผ่านการปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุน การเร่งรัดการคุ้มครองสิทธิบัตรและภูมิปัญญาท้องถิ่น การผลักดันกฎหมายพืชดัดแปลงพันธุกรรมไม่ใช่อาหาร และการจัดทำโซนนิ่งการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตอย่างยั่งยืน พร้อมเรียกร้องให้มีความร่วมมือระหว่างเกษตรกร โรงงาน และสถาบันการเงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้และเร่งการเติบโตของจีดีพี
คณะกรรมาธิการมีผู้อภิปรายแค่ ๓ ท่านใช่ไหมคะ แจ้งไว้ ๓ ท่าน โอเค (Okay) ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านสมาชิกอภิปรายนะคะ ขณะนี้ดิฉันมี ๒ รายชื่อ ในมือ คือท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา และท่านกษิต ภิรมย์ เชิญท่านแรกคือ ท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ท่านได้ขออนุญาต ที่จะนําวัตถุมาแสดงในที่นี้ด้วย และท่านประธานก็อนุญาตแล้ว เรียนเชิญค่ะ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๗๖ ขออภิปรายสนับสนุนและขอเสนอเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นดังที่จะกล่าว ในลําดับต่อไปครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ และคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจทุกท่านครับ ที่ได้เสนอในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับ ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง และคราวที่แล้วท่านก็เสนอเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่ง ผ่านไปแล้ว เรื่องที่ท่านเสนอไปคราวที่แล้วก็เป็นส่วนเสริมในเรื่องที่เสนอในวันนี้ด้วย ต้องขอขอบคุณอย่างมากที่ท่านเห็นความสําคัญของประเทศชาติแล้วก็เร่งแก้ไขโดยด่วนนะครับ
ประเทศไทยในขณะนี้ถ้าเปรียบเสมือนบริษัท ก็เป็นบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐาน และงบประมาณทางการเงิน หรือที่เรียกว่าบาลานซ์ชีท (Balance sheet) ที่แข็งแกร่ง แต่เป็นบริษัทที่มีอัตราการเจริญเติบโตที่ต่ํา คือมียอดขายต่ํากว่าที่ควรจะเป็น ก็คือมีจีดีพี (GDP) ต่ํากว่าที่ควรจะเป็นนั่นเองครับ ผมขออธิบายดังนี้ คือประเทศไทยมีศักยภาพ มีปัจจัยทางพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เพราะว่ามีสถานภาพทางการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง ฐานะทางการเงินระหว่างประเทศแข็งแกร่งมากนะครับ เรามีทุนสํารองสุทธิ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่เรามีหนี้ต่างประเทศของภาครัฐและเอกชนรวมกันแค่ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยกู้สุทธิให้กับต่างประเทศ แสดงว่าประเทศไทย เป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศครับ
ประการที่ ๒ สุขภาพเงินภายในประเทศของไทยเรานั้นแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ภาครัฐสุขภาพการเงินภาครัฐ เรามีหนี้สาธารณะอยู่ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ซึ่งจีดีพี (GDP) ของประเทศไทยนั้นก็ประมาณ ๑๒ ล้านล้านบาท โดยทั่วไปแล้วหนี้สาธารณะ ของประเทศกําลังพัฒนาจะอยู่ที่ ๖๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) แสดงว่ารัฐบาลของเรา มีศักยภาพที่จะก่อหนี้เพิ่มอีกมาก เพราะว่ามีการก่อหนี้ไว้ต่ํามากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ มาดูเรื่องสุขภาพการเงิน ของภาคเอกชนในประเทศไทย บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าจะดูจาก ที่เขาเผยแพร่นะครับ จะเห็นว่ามีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ดูได้จากดีอีเรโช (D/E ratio) หรือเด็บต์ ทู อิควิตี เรโช (Debt to Equity ratio) ต่ํากว่า ๑ เท่า คือประมาณ ๐.๗ แสดงว่าเอกชนของไทยในบริษัทที่จดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์มีหนี้ต่ํา เมื่อเทียบกับเงินทุน จึงมีช่องว่างที่จะก่อหนี้เพิ่มการลงทุนได้อีกครับ
และประการที่ ๓ ที่สําคัญนะครับ ประเทศไทยมีศักยภาพทางการออมสูงที่สุด เงินออมในระบบธนาคารพาณิชย์ของเราในปัจจุบันนี้ในแต่ละวันมีเงินสภาพคล่อง ส่วนเกินในระบบธนาคารพาณิชย์สูงถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท ดังนั้นจะเป็นช่องว่างถ้ารัฐบาลของเรา จะเพิ่มการลงทุนก็สามารถออกพันธบัตรให้กับประชาชนได้แทนการก่อหนี้ต่างประเทศครับ แต่ว่ามีความแข็งแกร่งอย่างไรก็ตาม แต่ท้ายที่สุดจีดีพี (GDP) ไม่โตเท่าที่ควร สิ่งที่ท่าน กรรมาธิการเสนอเมื่อสักครู่นั้นก็กําลังจะเสนอเพื่อเพิ่มจีดีพี (GDP) ให้กับประเทศ จากเดิมของไบโออีโคโนมี (Bio Economy) จากร้อยละ ๒ ของจีดีพี (GDP) ให้เป็นร้อยละ ๑๐ ของจีดีพี (GDP) ในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า นี่เป็นวิสัยทัศน์ของกรรมาธิการชุดนี้ ผมขอชื่นชมครับ ทีนี้ผมขอเพิ่มเติมจากสิ่งที่ท่านเสนอมา สิ่งที่ท่านเสนอมาทุกหัวข้อผมเห็นด้วยหมดเลยนะครับ แต่ผมขอเพิ่มเติมดังนี้
สิ่งแรก องค์ประกอบในข้อที่ ๕ ที่ท่านนําเสนอเมื่อสักครู่นี้ หน่วยงาน ที่รับผิดชอบ ๕.๑.๓ องค์ประกอบที่เป็นภาคเอกชน ขอให้ท่านเพิ่มเติมดังนี้นะครับ ๑. สถาบันวิจัยทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ๒. สมาคมผู้ปลูกพืชพลังงาน เพราะท่านกล่าวถึง พืชพลังงาน ๓. สมาคมผู้ปลูกไม้โตเร็ว ๔. สมาคมโรงไฟฟ้าชุมชน ซึ่งสมาคมดังกล่าวนั้น ได้มีการวิจัยและพัฒนา แล้วก็มีการขับเคลื่อนทางด้านไบโออีโคโนมี (Bio Economy) อยู่ในขณะนี้ ทีนี้มาดูวิธีการปฏิรูปของท่าน ผมขออนุญาตดังนี้นะครับ ขอแทรกก่อนข้อ ๒.๒ ในวิธีการปฏิรูป ขอให้เพิ่มเติมว่า เร่งรัดให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณาคําขอจดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตรและคุ้มครองพันธุ์พืช สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ยังค้างอยู่ ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วภายใน ๑ ปีถึง ๒ ปี จากข้อเท็จจริงปัจจุบันนี้มีสิทธิบัตรค้างพิจารณาอยู่ ประมาณ ๒๗,๐๐๐ เรื่อง อนุสิทธิบัตรประมาณ ๑,๔๐๐ เรื่อง ที่บอกว่าค้างไม่ใช่ว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ทํางานนะครับ แต่มีขีดจํากัดในเรื่องของบุคลากรไม่เพียงพอ ดังนั้นตรงนี้ทางคณะของท่านอาจจะต้องไปช่วยเขากําหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหา หรือแนะนําเขาว่าทําอย่างไรถึงจะเร็ว เพราะว่าเราส่งเสริมให้คนทําวิจัยและพัฒนา แต่เมื่อวิจัยและพัฒนามาแล้วไม่สามารถจดสิทธิบัตร หรือจดได้ทันก็ไม่จูงใจให้ทําการวิจัย และพัฒนา เพราะคนวิจัยและพัฒนาเสร็จจดไม่ทันคนอื่นเอาไปใช้ คนอื่นไม่ต้องลงทุน บางคนวิจัยไปได้เงินมูลค่าหลายร้อยล้านบาท แต่มีบริษัทต่างชาติมาบริษัทหนึ่งเอาสิ่งที่เขา วิจัยและพัฒนาแล้วไปใช้ปลูกประเทศรอบ ๆ บ้านเรา ข้อเท็จจริงอันนี้เกิดขึ้นมาแล้วครับ อันนี้เป็นเพราะตรงนี้
อันที่ ๒ ในเรื่องของการคุ้มครองพันธุ์พืช ปรากฏว่าประเทศไทยเรา กับประเทศในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ก็มีพันธุ์พืชคล้าย ๆ กัน แต่ปรากฏว่าในประเทศเพื่อนบ้านเรา เขาจดง่ายกว่าเรา เร็วกว่าเรา พอจดในอาเซียน (ASEAN) แล้วผมคิดว่าในอนาคตคงจะใช้ได้ ทั้งอาเซียน (ASEAN) แต่ไทยเราจะมาจดทีหลังก็ไม่ทันเขาแล้วทั้ง ๆ ที่เรายื่นจดก่อนแล้ว เป็นต้น หรือบางทีเรายังคิดไกลไปไม่ถึงว่าสิ่งนี้จดได้หรือไม่ บางทีอ้างว่ายังไม่มีผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องนี้เลยยังจดไม่ได้ อย่างนี้ก็มีขึ้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องแก้ไขด่วนนะครับ มิฉะนั้นแล้วสิ่งที่ท่านทําทั้งหมด ที่เสนอมาทั้งหมดไม่สามารถบรรลุผลได้
วิธีการปฏิรูปผมขอเพิ่มเติมต่อนะครับ เมื่อสักครู่ข้อ ๒.๒ ต่อไปข้อ ๒.๕.๑ ขอให้เพิ่มเติมดังนี้นะครับ เร่งรัดออกกฎหมายเพื่อส่งเสริมและควบคุม พืชดัดแปลงทางพันธุวิศวกรรม จากกระบวนการทางพันธุวิศวกรรมในพันธุ์พืชที่ไม่ได้ใช้ เป็นอาหารหรือใช้เป็นยารักษาโรค เช่น พันธุ์พืชที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง พันธุ์พืชที่ใช้ ในการก่อสร้างหรือว่าใช้ในการทดแทนต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับอาหารนั้น จริง ๆ แล้ว ควรจะเปิดโอกาสให้เขาทําการทดลองแล้วก็ใช้ในเรื่องนี้แต่ภายใต้การควบคุม เพราะตรงนี้ละครับจะเป็นการประหยัดต้นทุนแล้วก็เพิ่มมูลค่า นอกจากนี้แล้วก็ยังจะทําให้ เราเตรียมความพร้อมที่จะแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) เพราะประเทศอื่น รอบ ๆ บ้านเราเขาเปิดให้มีการทดลองและมีการทํา และเขาไม่มีกฎหมายห้าม แต่บ้านเรา มีกฎหมายห้าม เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องขอฝากด้วยครับ แล้วถ้าเราไม่ออกมา ไม่ออกกฎหมายมาควบคุม เกิดเอกชนเขาแอบไปทํา เราไม่ได้มีกฎกติกาให้เขา เขาไปทําใต้ดิน แล้วจะเกิดความเสียหาย จะยิ่งใหญ่กว่าที่เรามีกฎหมายควบคุมและให้อยู่ในสายตา อยู่ในการดูแลของเรานะครับ
ข้อ ๒.๕.๒ ขอให้เพิ่มเติมดังนี้นะครับ ให้ปรับปรุงเพิ่มเติมข้อกําหนด และประกาศของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ (BOI) ให้ครอบคลุมในเรื่องของ ไบโออีโคโนมี (Bio Economy) ท่านทราบไหมครับว่าขณะนี้การปลูกพืชเพื่อใช้ใน อุตสาหกรรม หรือการปลูกพืชเพื่อใช้ในเรื่องของวิจัยและพัฒนานั้นไม่ได้รับ การส่งเสริมการลงทุน การส่งเสริมการลงทุนไม่ส่งเสริม เพราะฉะนั้นต้องขอตรงนี้ ด้วยนะครับว่าการปลูกพืชเพื่อเป็นพลังงานทดแทน หรือมาใช้เพื่อการส่งออก หรือใช้เพื่อ การผลิตอาหารหรือผลิตยาต้องได้รับการส่งเสริมการลงทุน ไม่ใช่ส่งเสริมเฉพาะ ที่โรงงานผลิต ต้องส่งเสริมตั้งแต่การปลูก เพราะการปลูกอย่างนี้จะต้องมีการวางแผน เป็นระบบ จะต้องมีกระบวนการ และเรียนว่าการปลูกพืชเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนต่ํา และใช้เวลาคืนทุนนาน เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ส่งเสริมเขาเรื่องบีโอไอ (BOI) ไม่จูงใจเขา จะมีคนลงทุนในเรื่องนี้น้อย นโยบายที่ท่านกําลังจะทําก็จะไม่สําเร็จอีกเช่นเดียวกัน
และวิธีการปฏิรูป ผมขอเพิ่มเติมนะครับ ท่านมี ๒.๕ ข้อ ผมขอเพิ่มเป็น ข้อ ๒.๖ ขอให้จัดทําโซนนิง (Zoning) และกําหนดพื้นที่เป้าหมายเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ ให้เหมาะสมในแต่ละประเภท ทั้งการปลูกพืชอาหารหลัก พืชอาหารเสริม ยารักษาโรค วัตถุดิบ ที่ใช้ในอุตสาหกรรม วัตถุดิบที่ใช้ในพลังงานทดแทน และการปศุสัตว์ให้บังเกิดผลดังนี้ครับ ๒.๖.๑ เกิดการใช้ทรัพยากรที่ดินของชาติอย่างคุ้มค่าและมีประโยชน์สูงสุด ๒.๖.๒ แก้ไข ปัญหาพื้นที่ภัยแล้ง พื้นที่นอกเขตชลประทานและขาดแคลนน้ําเพื่อการเกษตร ๒.๖.๓ แก้ไข ปัญหาพื้นที่ดินปล่อยทิ้งรกร้างว่างเปล่า เพราะขาดแรงงาน หรือไม่คุ้มทุนในการใช้ประกอบ อาชีพแบบดั้งเดิมของเกษตรกรในปัจจุบัน และ ๒.๖.๔ เพื่อแก้ไขปัญหาสิ้นค้าล้นตลาด ในกรณีที่มีราคาผันผวนและราคาตกต่ําจนเกษตรกรเกิดการขาดทุน เช่น ข้าว หรือยางพารา เดี๋ยวผมจะมีตัวอย่างนะครับว่าสิ่งที่จะมาแทนเหล่านั้นเป็นอะไร ๒.๖.๕ เพื่อให้เกิด การแก้ไขปัญหาผลผลิตตกต่ํา ไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนของเกษตรกร เช่น ข้าว ยางพารา และพืชไร่ต่าง ๆ ๒.๖.๖ ลดภาระของรัฐบาลและประชาชนในการชดเชยราคาหรือประกันราคา หรืออุดหนุนราคาทั้งทางตรงและทางอ้อม ๒.๖.๗ ลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและระบบ โลจิสติกส์ (Logistics) เพื่อประหยัดค่าพลังงาน และลดการนําเข้าน้ํามันจากต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการผลักดันหรือส่งเสริมให้ราคาสินค้าเกษตรดังกล่าวมีราคาสูงขึ้น เพราะว่า ไม่ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการขนส่งมากนัก ๒.๖.๘ สร้างระบบการตลาดนําการผลิต ก็คือว่าให้มีสัญญาขายล่วงหน้าก่อนการผลิต และมีการประกันราคาขั้นต่ําไว้เพื่อความมั่นใจ ของเกษตรกรและป้องกันไม่ให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบจากโรงงานแปรรูป ๒.๖.๙ ประสาน ความร่วมมือระหว่างไตรภาคีเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพอันประกอบด้วย ๑. กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร ๒. โรงงานแปรรูป หรือโรงงานเพิ่มมูลค่า สินค้าการเกษตร ๓. สถาบันการเงิน เพราะถ้าไม่มี ๓ ส่วนนี้ สิ่งที่ท่านกําลังจะเสนอ ก็ไม่สามารถประสบความสําเร็จได้ เพราะ ๑. เกษตรกรไม่มีแหล่งเงินทุนที่จะลงทุน เพราะว่า การทําธุรกิจเกี่ยวกับการปลูกพืชต้องใช้เวลานาน เมื่อเกษตรกรไม่มีเงินลงทุนเกษตรกรก็ไม่ปลูก เกษตรกรไม่ปลูกสิ่งที่เราคาดหวังจีดีพี (GDP) ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่เกิด เกษตรกรเมื่ออยากได้เงิน ธนาคารมีเงินสภาพคล่องล้น ๑.๔ ล้านล้านบาท แต่ไม่สามารถปล่อยกู้ได้เพราะไม่มี หลักประกัน เพราะฉะนั้นการที่จะมีหลักประกันได้ก็ต้องมีกลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์ การเกษตรมาเป็นตัวกลาง ธนาคารจะการันตี (Guarantee) ไม่ให้หนี้สูญทําอย่างไร ก็ต้องมีโรงงานแปรรูปสินค้าหรือที่จะรับซื้อ หรือทําคอนแทรกต์ (Contract) ซื้อล่วงหน้า มาเป็นตัวร่วมในกิจกรรมนี้ ก็คือว่าเมื่อเกษตรกรในคอนแทรกต์ฟาร์มมิง (Contract farming) นําผลิตผลทางการเกษตรมาส่งให้โรงงาน โรงงานต้องจ่ายเงินผ่านธนาคารเพื่อให้ธนาคาร หักเงินต้นดอกเบี้ยก่อน ส่วนที่เหลือก็เป็นของเกษตรกร แต่ในกรณีนี้ต้องมีการประกันราคาขั้นต่ํา ที่เกษตรกรไม่ขาดทุนและมีกําไรอยู่ได้ ดีกว่าปลูกพืชแบบดั้งเดิมในปัจจุบัน หมายความว่า ประกันราคาขั้นต่ํา ถ้าราคาตลาดสูงกว่าให้ซื้อตามราคาตลาด แต่ถ้าราคาตลาดต่ําก็ให้ซื้อ ในราคาประกัน อันนี้จะเป็นการการันตี (Guarantee) เกษตรกรครับ แล้วก็จะได้ไม่เป็นภาระ ของรัฐบาลในอนาคตด้วย และข้อ ๒.๖.๑๐ รัฐบาลต้องออกประกาศหรือข้อกําหนดให้เกิด การบริโภค หรือการใช้สินค้าเกษตรกรรม หรือเกษตรอุตสาหกรรมที่ผลิตมาจากชีวภาพ ภายในประเทศก่อนการนําสินค้าเข้าจากต่างประเทศมาใช้ ทั้งนี้บางครั้งสินค้า ที่นําเข้าจากต่างประเทศนั้นมีราคาแพงกว่า มีคุณภาพต่ํากว่า และยังเกิดผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ยกตัวอย่างนะครับ อันนี้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เมื่อประมาณปี ๒๕๕๔ ถึงปัจจุบันนี้ ประเทศไทยเรานําเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวเข้ามาผลิตกระแสไฟฟ้า ประมาณปี ๒๕๕๔ นั้นราคากิโลกรัมละประมาณ ๒๒ บาท คํานวณกลับมาเป็น ค่ากระแสไฟฟ้าแล้วยูนิต (Unit) ละประมาณ ๕ บาท ในขณะที่รัฐบาลประกาศซื้อกระแสไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าชีวมวลยูนิต (Unit) ละ ๓ บาท ปัจจุบันนี้ยูนิต (Unit) ละ ๓ บาท ในขณะที่ เรานําเข้าก๊าซธรรมชาติมานี้เงินตราเราก็ไหลออก ดุลชําระเงินเราก็ออก แล้วก็เกิด คาร์บอนไดออกไซด์ แต่โรงงานไฟฟ้าชีวมวลนั้นลดภาวะเรือนกระจก เกิดกระแสเงินสด หมุนเวียนในชุมชนต่อโรงงาน ๑๐ เมกะวัตต์ (Megawatt) ประมาณ ๘๕๕ ล้านบาทต่อปี แต่ปรากฏว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปนิยมของนําเข้า อันนี้เป็นต้นครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ท่านทําแล้วขับเคลื่อนได้จริงนี้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติอย่างมาก และเป็นประโยชน์ กับประชาชนทุกคนด้วยครับ ผมขอยกตัวอย่างของจริงอันหนึ่ง ที่ท่านพูดนั้นผมอยากให้ เห็นของจริงเลย ยกตัวอย่างข้าวที่เราผลิตแล้วล้นตลาดขายไม่ออก อันนั้นเราผลิตข้าว เพื่อเป็นอาหาร แต่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ร่วมกับภาคเอกชนทําการวิจัยและพัฒนา ข้าวชนิดหนึ่งที่ต่อไปนี้ไม่ได้เรียกว่าอาหาร แต่เป็นอาหารเสริมหรือเป็นยา ก็คือว่าเป็นข้าว ที่โดยธรรมชาติแล้วมีธาตุเหล็กสูง มีธาตุโอเมกา-๓ (Omega-3) และมีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ และมีค่าอีกชนิดหนึ่งครับ เป็นค่าต้านเบาหวาน สําหรับคนที่เป็นเบาหวานกินแล้วไม่ต้อง ทานยา อันนี้เรื่องจริงครับ มีแล้วที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นี่คือเพิ่มมูลค่า ข้าวชนิดนี้ ท่านทราบไหมว่าประกันราคาเกษตรกรปลูกตันละ ๒๕,๐๐๐ บาท รัฐบาลไม่ต้องไป ประกันราคาครับ นําเข้าตันละ ๑๕๐,๐๐๐ บาท เอามาผลิตเป็นอาหารเสริม เอามาผลิต เป็นยาสระผม อันนี้ยกตัวอย่างนะครับ อันหนึ่งครับ ผมได้ไปดูงานที่จังหวัดกําแพงเพชร ผมภาคภูมิใจมาก ผมคิดว่าทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้คงเคยไปต่างประเทศ ไปประเทศสหรัฐอเมริกา ไปประเทศออสเตรเลีย ท่านไปซื้อโอเมกา-๓ (Omega-3) มาใช่ไหมครับ โอเมกา-๓ (Omega-3) ในต่างประเทศ ประเทศสหรัฐอเมริกา ๒๕๐ ซีซี (CC) ประมาณ ๔,๗๐๐ บาท ถ้าประเทศออสเตรเลีย ๓,๘๐๐ บาท แต่คนไทยขาย ๑,๗๐๐ บาท คุณภาพ ดีกว่าครับ ผมไปดูงานที่จังหวัดกําแพงเพชร ต้องให้เครดิต (Credit) ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด กําแพงเพชร ท่านธานี ธัญญาโภชน์ นะครับ พาไปดูโรงงานผลิตโอเมกา-๓ (Omega-3) ของดอกเตอร์วิชัย ใจวิสุทธิ์หรรษา จบด้านออร์แกนิคเคมิสตรี (Organic chemistry) ปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมหิดลมา ภูมิใจมากครับ มาผลิตโอเมกา-๓ (Omega-3) ตอนนี้ท่านทราบไหมครับว่าใน ๑ ไร่ของการผลิตถั่วดาวอินคา ปลูกได้ ๓๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ และพืชชนิดนี้อายุ ๖๐ ปี ตัดได้ ๖๐ ปี ๓๐๐ กิโลกรัมต่อไร่นั้นซื้อกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท เกษตรกรได้ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อไร่ต่อปี แพงกว่าปลูกข้าวมากเลยนะครับ แล้วปรากฏว่า ใน ๓๐,๐๐๐ บาท เอาสกัดเป็นโอเมกา-๓ (Omega-3) ได้ ๖๐ ลิตร ลิตรละ ๖,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นเป็นโอเมกา-๓ (Omega-3) ๑ ไร่ ๓๖๐,๐๐๐ บาทครับ กากของโอเมกา-๓ (Omega-3) ไปทําอะไรครับ เป็นโปรตีนคุณภาพสูงเรียกว่าซูเปอร์ฟู้ด (Super food) สําหรับ เป็นอาหารเสริมโปรตีน ๔๗ เปอร์เซ็นต์ ได้อีกไร่ละ ๓๖,๐๐๐ บาท รวมแล้วการแปรรูป เพิ่มมูลค่านั้นได้ถึง ๓๙๖,๐๐๐ บาทต่อไร่ต่อปี นี่คือสิ่งที่ท่านนําเสนอนะครับ ถ้าสําเร็จแล้ว จะเป็นลักษณะนี้ ตรงนี้ละครับเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง แล้วที่สําคัญเป็นการยกสถานะของประเทศไทยเรานั้นเป็นประเทศไบโออีโคโนมี (Bio Economy) แล้วก็จะเป็นโอกาสทองสําหรับประเทศไทยในอนาคต เพราะประเทศไทยเรามี จุดแข็งในเรื่องนี้ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านใช้เวลานาน แต่ดิฉันเห็นว่าเป็นสาระและเป็นประโยชน์ มากนะคะ ข้ออภิปรายของท่านที่เป็นข้อเสนอแนะเป็นข้อ ๆ ขอความกรุณาส่งสําเนาสัก ๑ ชุด ส่งให้คณะกรรมาธิการด้วยค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ