ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ชี้แจงแนวทางเศรษฐกิจกระแสใหม่ 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจเพื่อสังคม และการส่งเสริมธุรกิจเทคโนโลยีเริ่มต้น โดยเน้นความสำคัญของการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและเศรษฐกิจชีวภาพ พร้อมเรียกร้องให้มีกลไกสนับสนุนที่ชัดเจนจากภาครัฐ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ผม ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สมาชิก สปท. อันดับที่ ๙๙ ในฐานะประธาน คณะอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจกระแสใหม่ ขอใช้เวลาสักเล็กน้อยเพื่อทบทวนสิ่งที่เราเคยพูด ไปเมื่อสัก ๒-๓ เดือนที่แล้วว่าในเศรษฐกิจกระแสใหม่ซึ่งเราคาดหวังว่าจะเป็นกลไกในการที่ จะผลักดันเศรษฐกิจของเราในอนาคตประกอบด้วย ๕ เรื่องหลัก ๆ
เรื่องแรก ก็คือเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ หรือที่เรียกว่าไบโออีโคโนมี (Bio Economy) ขอประทานโทษที่ต้องใช้ภาษาฝรั่งเพราะว่านิยามศัพท์ของประเทศไทย ยังไม่ค่อยชัดเจนว่าจะใช้อะไรกันแน่ ที่เราจะนําเสนอในวันนี้ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพ
เรื่องที่ ๒ ที่ตามมาคือเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการพัฒนาเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเรียกว่าครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy)
เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งท่านทั้งหลาย ก็คงทราบอยู่แล้วว่าขณะนี้ถ้าใครไม่สามารถที่จะติดตามหรือเกาะขบวนรถไฟ ความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ประเทศเหล่านั้นก็ถือได้ว่า เป็นประเทศที่ล้าหลังโดยอัตโนมัติ
อีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของเศรษฐกิจเพื่อสังคม ซึ่งอันนี้เป็นเศรษฐกิจในตัวเอง ก็ได้แล้วก็เป็นเครื่องมือในการที่จะค้ําจุนเศรษฐกิจที่เกี่ยวพันกับการพัฒนาสังคม ซึ่งเดิมนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว ให้ภาคเอกชนแล้วก็ภาคประชาสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการแก้ไขปัญหาของสังคมได้อย่างยั่งยืน
เศรษฐกิจกระแสใหม่ทั้ง ๔ ประเภท ต้องได้รับการอุดหนุนหรือได้รับ การช่วยเหลืออย่างชัดเจนด้วยกลไก ๒ ประการ
ประการแรก ก็คือกลไกที่จะช่วยเหลือในการเริ่มธุรกิจ เพราะว่าธุรกิจที่ใช้ เทคโนโลยีไม่ใช่การทําธุรกิจปกติ เช่น เปิดร้านกาแฟ แต่เป็นธุรกิจที่ต้องมีความเสี่ยง ต้องใช้ เทคโนโลยี ต้องใช้งานทางด้านวิศวกรรมและอื่น ๆ เข้ามาช่วยเหลือให้เกิดให้ได้ หรือที่ เรียกว่าเทคโนโลยี สตาร์ทอัป บิซิเนส (Technology startup business)
ประการที่ ๒ ที่มีความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันก็คือเรื่องของการจัดการ ทรัพย์สินทางปัญญา หรือที่เรียกว่าอินเทลเลกชวลพรอเพอร์ตี (Intellectual property) ซึ่งขณะนี้หลายประเทศในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) เองก็นําหน้าเราไปแล้ว ถ้าเราไม่มีการปรับ ไม่มีการแก้ไขปัญหาในส่วนนี้เราก็คงจะก้าวไม่ทันคนอื่นเขาเช่นเดียวกัน คําว่าเศรษฐกิจชีวภาพ ก็มีคนนิยามไปเยอะนะครับ แต่ว่าสิ่งหลัก ๆ ที่พยายามจะรวมไว้ก็คือ ๑. การใช้ทรัพยากร ชีวภาพ หรือบางคนก็เรียกว่าความหลากหลายทางชีวภาพ คือสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย เฉพาะพืช สัตว์ จุลินทรีย์ ต้องขีดเส้นใต้ไว้ว่ายังไม่รวมมนุษย์ในขณะนี้ เพราะมีหลายท่านก็ยังเป็นห่วง เรื่องนี้อยู่บ้าง ก็ใช้เฉพาะพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ นํามาผสมผสานกับวิทยาการและเทคโนโลยี นวัตกรรมสมัยใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) ซึ่งเป็น ๑ ของ ๓ เทคโนโลยีที่สั่นคลอนโลกในขณะนี้ รวมทั้งการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่จะสร้างรายได้ จากทุกห่วงโซ่ของการผลิต แล้วก็สร้างการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวที่เรียกว่ากรีนอีโคโนมี (Green Economy) อย่างยั่งยืน เพราะว่าโลกในขณะนี้ได้พยายามหันหลังให้กับเทคโนโลยี ที่ใช้สารสังเคราะห์ และหันกลับมาใช้สารจากชีวภาพหรือสิ่งมีชีวิตเพราะว่ามีอันตรายน้อยกว่า มากขึ้นทุกที ประเทศไทยเราก็คงจะทราบอยู่แล้วว่าสถานภาพในทางความหลากหลาย ทางชีวภาพของเรายังสูงมาก หลายคนบอกว่ามีความสําคัญสูงสุดเป็นอันดับ ๘ ของโลก แต่หลายคนก็พูดว่าสําคัญถึง อันดับ ๓ ของโลก แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นพืช รา หรือสัตว์ต่าง ๆ ก็ยังมีให้ค้นคว้า อีกจํานวนมาก แต่เมื่อมาดูเรื่องจีดีพี (GDP) แล้วก็จะปรากฏว่าสิ่งเหล่านี้ได้มีส่วนในจีดีพี (GDP) ของประเทศยังไม่ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ในขณะนี้ ทั้ง ๆ ที่ความครอบคลุมของงานทางด้านนี้ มีการครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ําก็คือชาวไร่ชาวนา จนกระทั่งถึงปลายน้ําเป็นเรื่องสารสกัด เป็นเรื่องไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) เป็นพลาสติก เป็นพลาสติกชีวภาพ ไม่ใช่ พลาสติกที่มาจากการสกัดที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติอีกเป็นจํานวนมาก เพราะฉะนั้นศักยภาพ ในการพัฒนายังมีอยู่เยอะ ในแง่ของศักยภาพและความเสี่ยงจะเห็นได้ว่าเรื่องวัตถุดิบ ของเราขณะนี้ถ้าไม่ดูแลตั้งแต่ต้นน้ําความเสี่ยงเริ่มสูงแล้ว เพราะว่าป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ํา ต่าง ๆ ของเราก็ถูกทําลายลง ปัญหาโลกร้อนก็เริ่มที่จะทําลายความหลากหลายทางชีวภาพ หรือพันธุกรรมต่าง ๆ ที่เคยมีอยู่หลากหลายลงทุกวัน เพราะฉะนั้นความจําเป็นที่จะต้อง มีการเก็บรักษาจึงมีความสําคัญอย่างยิ่งยวด ขณะนี้เรามีการเก็บรักษาอยู่ทั่วไปในหน่วยงาน ต่าง ๆ ภาคเอกชน โรงเรียน แต่ว่าการเก็บรักษา การดูแล การจัดการเรื่องข้อมูลยังไม่พร้อมเลย ผมกล้าพูด ในด้านเทคโนโลยีเราก็มีเทคโนโลยีพอสมควรเพราะว่าเรานี้เก่งทาง ไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) มาตั้งแต่กําเนิดแล้วเพราะว่ามีมหาวิทยาลัยที่ดูทางด้านนี้ เยอะแยะมาก แต่ปัญหาของเราก็คือว่าการนําไปใช้ประโยชน์ยังมีน้อย เพราะเทคโนโลยีที่เรา ทําส่วนใหญ่จะอยู่ในแล็บ (Lab) ขั้นตอนจากแลบ (Lab) ไปถึงการพัฒนาใช้เวลานานมาก แล้วเราก็ยังมีปัญหาในเรื่องนั้น เรามีเอกชนที่ไม่ค่อยยอมจะลงทุนเรื่องงานวิจัย ส่วนใหญ่จะซื้อ เทคโนโลยีมาจากต่างประเทศ หรือไปซื้อบริษัทมาจากต่างประเทศ จนกระทั่งหลายอย่าง เราจําเป็นที่จะต้องพึ่งพาต่างประเทศในแง่ของพันธุ์ ในแง่ของต้นแบบต่าง ๆ เป็นจํานวนมาก เอสเอ็มอี (SMEs) แน่นอนอยู่แล้ว เมื่อการเริ่มงานในลักษณะนี้เป็นการเริ่มงานที่มีความเสี่ยง แล้วก็ใช้เวลานานเอสเอ็มอี (SMEs) ก็คงไม่พร้อมที่จะทําเรื่องพวกนี้ แม้แต่ชุมชนเกษตรกร ของเรา ณ วันนี้ก็ยังจําเป็นต้องปรับตัวเพราะว่ามีเรื่องต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ําแล้ง น้ําท่วม โรคระบาดศัตรูพืช หรือว่าความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างไป สําหรับตลาด กรรมาธิการยังคิดว่าตลาดของเราในเรื่องเหล่านี้ยังมีศักยภาพสูง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องอาหาร เรื่องสุขภาพ เรื่องการแพทย์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเรายังมีโอกาสที่จะพัฒนาอีกมาก โดยใช้เทคโนโลยี ภูมิปัญญา แล้วก็ความหลากหลายทางชีวภาพของเราเอง สําหรับด้าน นโยบาย คณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการเห็นว่ามีเรื่องที่ต้องแก้ไขมากเหลือเกิน ถ้าจะตามรถไฟขบวนนี้ให้ทัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระเบียบ กฎเกณฑ์ เรื่องการคุ้มครอง ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ผมได้กล่าวไปแล้ว แม้แต่เรื่องของระบบการจัดซื้อของ ทางรัฐซึ่งอาจจะไม่ช่วยเรื่องการซื้อของที่ผลิตภายในประเทศจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากนัก เพราะเราเน้นเฉพาะเรื่องราคา เรื่องกลไกการส่งเสริมการริเริ่มธุรกิจ หรือที่เรียกว่า สตาร์ตอัป (Startup) ซึ่งธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีประเภทนี้ต้องใช้เวลานานและใช้ทุนสูง หรือแม้แต่เรื่อง โครงสร้างของรัฐที่ยังไม่เอื้อต่อการบูรณาการตลอดช่วงโซ่คุณค่าแล้วก็การผลิตที่มี ความต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบ แผนที่ก็คงแสดงคร่าว ๆ ว่าพื้นที่ต่าง ๆ ของเราเป็นอย่างไร เรื่องของผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง จะเห็นได้ว่าสินค้าเกษตรหรือภาคเกษตรของเราเป็น พื้นฐานที่ดีที่จะสร้างสินค้าที่มีมูลค่าสูงได้หลายประเภท ตั้งแต่แรกก็คือพลังงานความร้อน เคมีภัณฑ์ เชื้อเพลิง ไบโอพลาสติก (Bioplastic) โพลิเมอร์ (Polymer) อาหาร อาหารสัตว์ แล้วก็เวชภัณฑ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถที่จะดําเนินการได้ทั้งสิ้นจากความหลากหลาย ทางชีวภาพและภูมิปัญญาของเราเองครับ ถ้าเปิดไปดูเรื่องห่วงโซ่คุณค่าของไบโออีโคโนมี (Bio Economy) หรือว่าเศรษฐกิจจากชีวภาพ จะมีอุตสาหกรรมหลายอย่างครับ ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ ไม่ว่าจะผลผลิตการเกษตร วัตถุดิบชีวภาพ เคมีชีวภาพ จนกระทั่งยา ซึ่งแต่ละประเภทจะมีคุณค่าในทางเศรษฐกิจไม่เท่ากัน ที่สูงที่สุดก็คือยา แล้วก็ใช้เวลา ใช้การ ลงทุนที่ค่อนข้างจะสูงด้วย เป้าหมายเศรษฐกิจชีวภาพในประเทศต่าง ๆ ก็มีหลายเป้าหมาย หลายประเทศก็มีอยู่แล้วชัดเจนไม่ว่าจะอียู (EU) อียู (EU) นี่เน้นเรื่องการลงทุนร่วม ภาครัฐ เอกชน เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจชีวภาพให้ได้ สหรัฐอเมริกาต้องการที่จะเป็นผู้นําทาง เศรษฐกิจชีวภาพของโลก แล้วก็พยายามแก้ไขกฎ ระเบียบต่าง ๆ ของเขา เยอรมนีเน้นเรื่อง ยุทธศาสตร์การวิจัยทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ มาเลเซียกําหนดไว้ว่าปี ๒๐๒๐ เขาจะให้เศรษฐกิจชีวภาพมีผลต่อจีดีพี (GDP) ของประเทศประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ จีนนี่ยก เป็นวาระแห่งชาติ เกาหลีเน้นเรื่องคุณภาพแล้วก็อุตสาหกรรมชีวภาพ ไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) ท่านก็คงทราบผลอยู่แล้วว่าตอนที่ส่งมาขายของเราเป็นผลิตภัณฑ์จาก ธรรมชาติซึ่งหลายรายการเอามาจากประเทศที่อยู่ใกล้ ๆ กับเรา สําหรับในแง่ของนโยบาย รัฐบาล รัฐบาลมีเป้าหมายอุตสาหกรรมใหม่ ๕ ประเภท แล้วก็อุตสาหกรรมเดิมอีก ๕ ประเภท ในจํานวนนั้นไบโออีโคโนมี (Bio Economy) จะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรม อย่างน้อยก็ ๖ ประเภทด้วยกัน ก็คือ อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรที่รัฐบาลตั้งใจเอาไว้ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแปรรูป อาหาร รวมทั้งความสอดคล้องกับดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ซึ่งเป็นเรื่องที่พยายาม จะเร่งรัดให้การดําเนินการเหล่านี้เร็วมากขึ้นทั้งในแง่ของงานวิจัย และในแง่ของการลงทุน สิ่งที่เราเสนอก็เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของรัฐบาลในการที่จะปฏิรูป การพัฒนาเศรษฐกิจจากการรับจ้างการผลิตไปเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานนวัตกรรม ให้ได้ จริง ๆ เหล่านี้จะต้องมีวิธีการขับเคลื่อนตั้งแต่ต้นจนจบให้เกิดความชัดเจน เรื่องนี้ผมขออนุญาตท่านประธานขอให้ดอกเตอร์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ได้เป็นผู้ชี้แจง ขอบคุณครับ