วิรัช ชี้ใช้ EM แทนคุมตัว ลดภาระ-รักษาศักยภาพธุรกิจ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๙ · ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

วิรัช ชินวินิจกุล หารือถึงความจำเป็นในการใช้เครื่องติดตามอิเล็กทรอนิกส์ (EM) เป็นมาตรการเสริมในการปล่อยตัวชั่วคราวและพักโทษ เพื่อป้องกันการหลบหนีโดยไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกับนักธุรกิจและอุตสาหกรรมที่สำคัญ พร้อมผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างเป็นระบบเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูผู้ต้องขังอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

นายวิรัช ชินวินิจกุล ประธานกรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานนะครับ ข้อกังวลของทุกท่านที่เสนอมา ผมเรียนเลยว่าในฐานะที่ผมทําหน้าที่เป็นศาล เป็นผู้พิพากษา มาหลายปี ปัญหาที่สําคัญที่สุดในขณะนี้ก็คือการให้ประกันตัวของศาล เราจะเห็นหลายคดี ที่ประชาชนก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคดีแบบนี้ทําไมไม่ให้ประกัน แต่อีกคดีประเภทหนึ่ง กลับให้ประกัน ผมเรียนท่านเลยว่าอีเอ็ม (EM) ที่ท่านสุวิระพูดนั้นถูกต้อง ไม่ใช่เป็นมาตรการหลัก แต่เป็นเพียงมาตรการเสริมเท่านั้นเอง หัวใจสําคัญของการใช้อีเอ็ม (EM) ผมเรียนเลยข้อ ๑ คือเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือจําเลยที่เขาไม่สมควรต้องถูกขังหรือถูกควบคุมตัวอยู่ในระหว่าง พิจารณาคดีได้รับความคุ้มครองในด้านสิทธิเสรีภาพ ตรงนี้เมื่อมีอีเอ็ม (EM) จะทําให้ศาลเรา หรือหน่วยงานทั้งตํารวจหรือพนักงานอัยการสามารถใช้ดุลยพินิจประกอบในการที่จะสั่ง อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวหรือประกันตัวได้มากยิ่งขึ้นเป็นมาตรการเสริม หลายครั้งในขณะที่ ผมเองปฏิบัติหน้าที่สิ่งหนึ่งที่ผมกังวลมากที่สุดก็คือว่าจําเลยที่เราให้ประกันจะหลบหนีหรือไม่ เพราะอันนั้นเป็นหัวใจสําคัญ เรื่องปรับในประกันอะไรต่ออะไรไม่ใช่เรื่องสําคัญ สําคัญตรงนี้ บางครั้งคดีนี้มีหลักทรัพย์ประกันเป็นหลายสิบล้านบาท แต่ศาลเราก็ยังต้องดูต่อ หัวใจสําคัญนี้ คือจะหนีหรือไม่หนีตรงนี้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอันหนึ่งที่จะเสริมให้ศาลเรามั่นใจมากขึ้น ก็คือว่าเมื่อมีเครื่องมือเหล่านี้แล้วทําให้เราสามารถที่จะใช้ดุลยพินิจได้ลึกขึ้น หรือว่ากว้างยิ่งขึ้น ตรงนี้ เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องกังวลเป็นมาตรการเสริมจริง ๆ แล้วดูสิว่าจะหนีไม่หนีตรงนี้ อันนี้เป็นหลักสําคัญที่สุดของการปล่อยชั่วคราว เราไม่อยากได้เงินของนายประกันนะครับ แต่เราอยากได้คนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทําผิดหรือจําเลยมาเข้ากระบวนการของมันเสีย ให้มัน เสร็จสิ้นกันไป ว่าผิด ไม่ผิด ให้มันชัดเจน ผมเรียนท่านเลยว่านายประกันขณะนี้ผิดสัญญา ทั้งประเทศ สมัยผมเป็นเลขาธิการ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่ไม่ได้บังคับเลย ผมเป็นเลขาธิการ ผมบังคับได้เกือบ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ขณะนี้เราทําหมดเลยบังคับคดี เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ทํา การประกันมันก็ล้มเหลว แต่อีเอ็ม (EM) จะช่วยเราได้เยอะทําให้เราติดตามได้เร็วขึ้นนะครับ

อันที่ ๒ ก็คือมีหลายครั้งผมเรียนในขณะที่เราปรึกษาคดีจะพิพากษาลงโทษ มีหลายครั้งที่เราคิดกันว่าอย่างนี้สมควรไหมจําเลยคนนี้ควรจะติดคุกไหม ควรจะให้โอกาส เขาออกไปอยู่ข้างนอกไหม ในที่สุดเราบอกว่าถ้าปล่อยไปมันมีหลักประกันอะไรที่ว่าไอ้คนนี้ จะไม่ทําผิดซ้ําหรือเราสามารถติดตามตัวเขาได้ มาตรการที่เราเคยใช้ในคุมประพฤติก็คือ ให้มารายงานตัวอาจจะรอการลงโทษให้มารายงานตัวทุกวันที่ ๑ วันที่ ๑๕ อะไรต่ออะไรอย่างนี้ ซึ่งบางทีมันก็เป็นภาระมันเพิ่มภาระให้กับจําเลย เคยมีจําเลยคนหนึ่งไปทํางานต่างประเทศ ต้องมารายงานตัวอย่างนี้ค่าจ้างก็หมดแล้ว เขาจะไปก็ไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีอีเอ็ม (EM) เราจะช่วยได้เยอะ ท่านคิดถึงคดีที่ในทางธุรกิจที่ตัวจําเลยเป็นนักธุรกิจที่มีกิจการค้าเป็น หมื่นล้านบาทเป็นพันล้านบาท ถ้าบุคคลเหล่านี้ถูกควบคุมตัวไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ท่านคิดดูว่าธุรกิจเขาเป็นอย่างไร ซึ่งมันส่งผลให้กับประเทศชาติมันไม่ใช่เฉพาะตัวเขาเท่านั้น อย่างเมื่อกี้ท่านเสรี ขออนุญาตเอ่ยนามพูดเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญอะไรต่ออะไร ผมในฐานะที่ สวมหมวกอีกใบหนึ่งผมก็ไม่อยากพูดเพราะว่าเดี๋ยวมันจะกระทบ ธุรกิจมันไม่ใช่เฉพาะเรื่อง ของเขาเองของเจ้าของกิจการเท่านั้น ธุรกิจรายได้ของประเทศในเรื่องการท่องเที่ยว มันกระทบไปหมด ด้วยข้อหาอั้งยี่กับซ่องโจรอย่างนี้ สมัยก่อนผมบอกเลยข้อหาเหล่านี้มาศาล ผมให้ผลัดฟ้องครั้งเดียวเท่านั้น เพราะมันเป็นข้อหาที่เราพูดกันว่าข้อหาช่วยราชการ เวลาจะมี อะไรขึ้นมาก็เอาตัวมาเสียหน่อยเอามาคุมขังเอาไว้ พอผลัดฟ้องผมบังคับบอกว่าให้ผลัดเดียว แล้วก็ปล่อยตัวไปเลยมันเป็นข้อหาช่วยราชการเท่านั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะทําให้มีอีเอ็ม (EM) มันจะช่วยนะครับ

อันสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดคือเรื่องการพักโทษ ซึ่งกระทรวงยุติธรรมกับ กรมราชทัณฑ์ทํา ถ้ามีอีเอ็ม (EM) จะช่วยได้เยอะ ท่านเห็นไหมครับผู้พันคนดังที่เราปล่อย ออกมาพักโทษก่อน ท่านเห็นไหมถ้ามีอีเอ็ม (EM) เราจับได้ทันทีเลย แต่ไอ้นี่มันเกิดจนกระทั่ง ไปข่มขู่เขาจึงจะตามไปจับ แต่อีเอ็ม (EM) เราจับได้เลยห้ามเข้าตรงโน้นตรงนี้ มาตรการพักโทษ จึงทําให้เราไม่อยากทํา แต่ถ้ามีอีเอ็ม (EM) มันจะช่วยได้เยอะ คนที่รับโทษมาแล้วพอสมควรแล้ว ได้รับการฝึกอาชีพในเรือนจํานั้นพอสมควรแล้วควรจะออกไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวได้แล้ว ท่านจะเอาตัวเขาไว้ทําไม พักโทษปล่อยออกไปนะครับ

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องงบประมาณ เรื่องงบประมาณท่านไม่ต้องกังวล ท่านต้องคิดถึงว่างบประมาณในเรื่องสิทธิเสรีภาพเงินเท่าไรก็ซื้อไม่ได้ เรื่องงบประมาณท่านอย่าไป กังวลเลย เงินของพวกท่านนั่นแหละ เงินของพวกจําเลยนั่นแหละ ไม่ได้เงินใคร เพราะฉะนั้น ตรงนี้ท่านไม่ต้องกังวลมาก ผมคิดเสมอว่าการใช้อีเอ็ม (EM) ไม่ใช่แก้ปัญหาคนล้นคุกผมเรียน ท่านเลย เพราะคนที่ไม่สมควรจะอยู่ข้างนอกก็ต้องอยู่ในคุก ไม่ใช่ว่าคนล้นคุกและผลัก ไอ้พวกนี้ออกไป ไอ้พวกนี้ออกไปก็สร้างปัญหากลับมาใหม่ แต่ว่าคนที่ไม่ควรอยู่ในคุกก็ต้อง ไม่ให้เขาอยู่ในคุก แต่ไอ้คนที่ต้องอยู่ในคุกมากเท่าไรรัฐก็ต้องสร้างคุกมันช่วยไม่ได้ และเราก็ไป ใช้วิธีพัฒนา แก้ไขฟื้นฟู อบรม นี่นะครับคือสาระสําคัญ เพราะฉะนั้นอีเอ็ม (EM) ผมเรียน ท่านเลยว่ามันเป็นเครื่องมือเล็ก ๆ แต่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม ความเป็นธรรม ในสังคม ส่งผลในด้านสิทธิเสรีภาพ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งส่งผลในด้าน เศรษฐกิจอย่างมหาศาล ผมเรียนได้เลยว่าพวกกรรมาธิการคณะผมพร้อมแล้วนะครับ ที่จะผลักดันอีเอ็ม (EM) อยู่ที่ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านว่าจะพร้อมเดินไปกับพวกเราไหม ขอบคุณครับ