พงษ์ศักดิ์ แจงระบบติดตามผู้ต้องขังด้วย EM ชี้ประหยัด-เพิ่มประสิทธิภาพ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๙ · ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

พงษ์ศักดิ์ กีรติวินทกร ชี้แจงความคุ้มค่าและรายละเอียดการดำเนินงานโครงการติดตามผู้ต้องขังด้วยอุปกรณ์อีเอ็ม ทั้งในด้านต้นทุน ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่ออกแบบให้เบา ใช้งานได้นาน 7 วัน และสามารถควบคุมพื้นที่ผ่านระบบจีโอ-เฟนซ์ได้ พร้อมเสนอแนวทางประหยัดงบประมาณโดยการตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์ มาตรฐานอุปกรณ์ที่เหมาะสม และการใช้ระบบซิงเกิลคอมมานด์แทนระบบเอสเอ็มเอสที่มีต้นทุนสูง รวมถึงการศึกษาโมเดลจากประเทศต่าง ๆ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการนำระบบนี้มาใช้ในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงษ์ศักดิ์ กีรติวินทกร ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

ขออนุญาตท่านประธานนะครับ กราบเรียนท่านสมาชิก สปท. จากคําถามของท่านกษิต ภิรมย์ เรื่องของการประเมินค่าใช้จ่ายนะครับ เราได้มีการนําเสนอผลการคํานวณค่าใช้จ่าย ในเรื่องของความคุ้มทุนนะครับ โดยเรายกตัวอย่างจากนักโทษในเรือนจําที่สามารถปล่อยตัว ชั่วคราวได้ทันที เนื่องจากเราต้องการจะลองคํานวณดูว่าถ้ามีการนําไปใช้จริง ๆ จะเริ่ม ดําเนินการที่ส่วนไหนก่อน เลยเป็นที่มาของนักโทษจํานวน ๔,๗๒๕ คน ซึ่งเราอยู่ใน ภาคผนวก ช หน้า ๙๒ ดังตารางที่ท่านเห็นนะครับ

การคํานวณความคุ้มทุน เราคํานวณจากค่าใช้จ่ายต่อหัวของผู้ต้องขังชายและ ผู้ต้องขังหญิง ซึ่งจากการคํานวณทั้งหมด เป็นตัวเลขที่ท่านเห็นนี่นะครับ ก็คือว่าในปีที่ ๑ และทุก ๆ ปีใช้งบประมาณประมาณ ๙๙ ล้านบาท แต่สําหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวหรืออีเอ็ม (EM) นี่นะครับ ก็เป็นตารางข้างล่าง ซึ่งจะเห็นว่า ตัวอุปกรณ์ราคาอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาท บวกเพาเวอร์แบงก์ (Power Bank) อีก ๕๐๐ บาท เป็น ๑๕,๕๐๐ บาทต่อตัวนะครับ อันนี้คิดที่การผลิตที่ ๔,๐๐๐ กว่าตัวนะครับ แต่ถ้าเมื่อมี การนําไปใช้งานจริง ๆ มีการผลิตมากกว่า ๑๐,๐๐๐ ตัวขึ้นไปราคานี้จะลดลงมา อาจจะถึง ๓,๐๐๐ บาท หรือ ๔,๐๐๐ บาทก็เป็นได้นะครับ

แล้วก็มีระบบในเรื่องของการลงทุนนะครับ เรื่องระบบซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) อันนี้เป็นระบบที่มีระบบคอมพิวเตอร์เครือข่าย มีดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) พร้อมระบบซอฟต์แวร์ (Software) นะครับ งบประมาณที่ ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท

แล้วก็มีระบบศูนย์คอลเซ็นเตอร์(Call Center) อันนี้เป็นเรื่องของการจัดตั้ง สํานักงานขึ้นมานะครับ มีคอมพิวเตอร์ประจําศูนย์ มีเจ้าหน้าที่ ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ประจํา ศูนย์คอลเซ็นเตอร์(Call Center) ๑๖ ล้านบาท ระบบคอลเซ็นเตอร์(Call Center) ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท เป็นซอฟต์แวร์ (Software) นะครับ และระบบคอมพิวเตอร์ ค่าเช่าวงจร สื่อสารข้อมูล ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้ก็คือแบบครบวงจรก็คือว่าถ้ามีการดําเนินการจริง ก็สามารถจะตั้งศูนย์นี้ได้เลย งบประมาณรวมทั้งหมดอยู่ที่ ๑๐๖ ล้านบาท คิดเป็นค่าเฉลี่ย ต่อเครื่องที่เราจะต้องเสียในปีที่ ๑ อยู่ที่ ๒๒,๐๐๐ กว่าบาท ซึ่งงบประมาณตรงนี้เท่ากับ งบประมาณที่ใช้ในการเช่าเครื่องที่อยู่ในรายงานการศึกษาของกรมคุมประพฤติ ที่ ๓,๐๐๐ เครื่อง ค่าเช่าต่อเครื่องต่อปีอยู่ที่ ๒๒,๐๐๐ บาท แต่ถ้าเราใช้ระบบอีเอ็ม (EM) ที่เราได้พัฒนาขึ้นในประเทศเราจะประหยัดงบประมาณในปีที่ ๒ ปีที่ ๓ ปีที่ ๔ และปีที่ ๕ ผมใช้ กรอบระยะเวลา ๕ ปี เนื่องจากอายุการใช้งานของอุปกรณ์อีเอ็ม (EM) มีอายุไม่น้อยกว่า ๕ ปี เพราะฉะนั้นในปีที่ ๒ ปีที่ ๓ ปีที่ ๔ และปีที่ ๕ เราจะเสียค่าใช้จ่ายต่อคนต่อเครื่องอยู่ที่ ๔,๕๐๐ บาทเท่านั้น อันนี้เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของการจ้างเจ้าหน้าที่ประจําศูนย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ผมคํานวณมาต่อการควบคุมคน ๔,๗๒๕ คน จะมีเจ้าหน้าที่ประจํา ๒๔ ชั่วโมง อยู่ ๓๕ คน ประจําศูนย์กลาง แล้วก็มีประจําอยู่แต่ละภาค ๙ ภาค ภาคละ ๖ คน รวมเป็น ทั้งหมด ๕๔ คน อันนี้ทํางานแค่ ๘ ชั่วโมง เพราะว่าถ้ามีเหตุการณ์ใด ๆ ตัวศูนย์กลาง ที่ทํางาน ๒๔ ชั่วโมงก็สามารถรับเรื่องเหตุการณ์ตรงนั้นต่อได้ แล้วก็มีค่าเช่าวงจรการสื่อสาร เชื่อมโยงศูนย์ทั้งหมด ๙ ภาคเข้าด้วยกัน แล้วก็ค่าเช่าซิมการ์ด (SIM Card) ในการสื่อสาร ข้อมูลกลับไปที่ศูนย์ข้อมูล อันนี้เป็นเรื่องของการประเมินค่าใช้จ่ายและเรื่องการเตรียม บุคลากรด้วยนะครับ ทีนี้เรื่องของบริษัทที่จะประมูลเราได้มีการศึกษาโดยผมได้ร่าง ตัวมาตรฐานทางเทคนิคขึ้นมาก็คือเป็นร่างมาตรฐานขั้นต่ํา ซึ่งมาตรฐานขั้นต่ํานี้จะเป็นตัวที่ ช่วยให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถนําเป็นเกณฑ์ในการพัฒนาอุปกรณ์ได้เอง และมาตรฐานขั้นต่ํานี้ ยังเป็นตัวที่ช่วยกําหนดการใช้งานให้สามารถทํางานและใช้งานจริงในประเทศไทย จากรายงานการศึกษาของกรมคุมประพฤติ คืออุปกรณ์ที่ใช้มันมีมาตรฐานที่เรียกว่าไอพี ๖๗ (IP 67) มันคือมาตรฐานที่กันน้ําเข้าไปในอุปกรณ์ เพราะฉะนั้นเมื่อชาวนาหรือชาวประมง ใส่อีเอ็ม (EM) ที่ข้อเท้าและย้ําไปในโคลนในท้องนาก็จะมีปัญหาน้ําหรือโคลนเข้าไปใน อุปกรณ์ได้ เพราะฉะนั้นมาตรฐานขั้นต่ํานี้เราได้กําหนดไว้ว่าไม่ควรจะน้อยกว่าไอพี ๖๘ (IP 68) ซึ่งไอพี ๖๘ (IP 68) นี้อุปกรณ์สามารถจะจุ่มน้ําได้นานมากกว่า ๑๐ นาที อันนี้ก็เป็นตัวที่มา ช่วยให้การนําไปใช้งานไม่เกิดปัญหาจากการที่รายงานการศึกษาเป็นไอพี ๖๘ (IP 68) ภาคผนวก ซ จะมีรายละเอียดมาตรฐานอุตสาหกรรมอยู่

เรื่องต่อมาในเรื่องของมาตรฐานขั้นต่ําเราได้มีการกําหนดน้ําหนักของอุปกรณ์ ที่ท่านเห็นก็คือ ๑ เครื่อง ตัวเรือนเองน้ําหนักไม่เกิน ๑๐๐ กรัม น้ําหนักจะเบากว่ามือถือ ที่ท่านใช้อยู่แต่เมื่อรวมสายรัดไปแล้วจะไม่เกิน ๓๐๐ กรัม สายรัดมีน้ําหนักเนื่องจากภายใน สายรัดก็จะมีแกนเหล็กอยู่ข้างในเพื่อป้องกันการตัด เพราะฉะนั้นถ้ามีคนพยายามตัดจะใช้ เวลาตัดนานนะครับ ผมไม่ได้บอกว่าตัดไม่ขาดนะครับแต่ใช้เวลาตัดนาน และในตัวแกนเหล็ก ก็จะมีสายไฟเป็นเซนเซอร์ (Sensor) เพราะฉะนั้นเมื่อผู้กระทําผิดอยากจะตัดตรงนี้มันก็ตัด วงจรสายไฟนี้ก่อนมันก็จะเตือนไปที่ระบบแล้วว่าตอนนี้มีคนพยายามที่จะตัด อันนี้เป็นการช่วยว่า เมื่อมีความพยายามจะตัดแล้วนี้อุปกรณ์จะรีบเตือนไปที่ศูนย์ ซึ่งศูนย์จะได้รีบประสานงาน ต่อไปในการดําเนินงาน อันนี้จะเป็นตัวอย่างของมาตรฐานขั้นต่ําที่จะมาช่วยให้การดําเนินงาน ในทางปฏิบัติสามารถเป็นไปได้ ตัวสายเองทําจากซิลิโคน (Silicone) เพราะฉะนั้นจะมีความนุ่ม แล้วก็สบาย จริง ๆ แล้วเป็นเกรดเดียวกับที่ใช้กับพวกนาฬิกาไอวอตช์ (iWatch) ต่าง ๆ ก็สามารถใช้ลักษณะนี้เดียวกัน ส่วนในเรื่องของกําไลข้อมือ ถ้าอันนี้ผมพัฒนาเป็นกําไลข้อเท้า ถ้าเป็นกําไลข้อมือตรงนี้ก็สามารถจะพัฒนาให้เล็กลงได้ แต่ก็ต้องมีข้อจํากัดว่าเมื่อขนาดเล็กลง แบตเตอรี่ก็ขนาดเล็กลง เพราะฉะนั้นการใช้งานก็จะใช้ระยะเวลาได้แค่ประมาณ ๑ วัน อันนี้ ผมออกแบบไว้ใช้ระยะเวลา ๗ วันโดยที่ไม่ต้องชาร์จ (Charge) แบตเตอรี่ อันนี้ก็จะเป็น ตัวอย่างของการเอาไปใช้ที่แก้ปัญหาว่าจะต้องชาร์จ (Charge) แบตเตอรี่ ทุกวัน ถ้าไม่มีแบตเตอรี่ ก็ไม่ทํางานก็ไม่สามารถติดตามได้

ต่อไปในเรื่องของบริษัทที่จะประมูลจริง ๆ ผมได้หารือกับบริษัทในภาคเอกชน หลายแห่งนํามาตรฐานขั้นต่ําให้เขาศึกษาดู หลายบริษัทก็ตอบรับว่าสามารถทําได้ในการที่จะ ประมูล ในต่างประเทศก็สามารถทําได้ด้วยเช่นกัน ในประเทศไทยก็ทําได้ด้วยเช่นกัน

ต่อไปในเรื่องการประสานงานกับประเทศที่ใช้นะครับ อีเอ็ม (EM) นี้เป็น ตัวอย่างที่นํามาใช้แล้วอยู่หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ หรือประเทศจอร์แดนซึ่งเพิ่งเริ่มมีการประกาศใช้ไปเมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว บริษัทต่างประเทศ ที่ทําให้กับประเทศจอร์แดนก็เลยติดต่อผมมาว่าอยากเอาตรงนี้มานําเสนอแล้วก็อยากจะดูว่า มันสามารถจะตอบโจทย์การนําไปใช้ในประเทศได้หรือไม่นะครับ

ต่อไปผมขออธิบายเพิ่มเติมในเรื่องของการควบคุม อันนี้อาจจะมีหลายท่านมี ข้อสงสัยนะครับ การควบคุมนี่ผมจะเรียกว่าเป็นการควบคุมที่เรียกว่าจีโอ-เฟนซ์ (Geo-fence) จีโอ-เฟนซ์ (Geo-fence) นี่คือเหมือนเป็นเราสร้างรั้วอยู่ในระบบแผนที่ เพราะฉะนั้นเมื่อเรากําหนดขอบเขตการกักบริเวณในแผนที่แล้วอุปกรณ์จะบันทึกตําแหน่ง ของผู้ถูกใส่กําไลนี่นะครับแล้วก็ส่งรายงานไปที่ตัวเซิร์ฟเวอร์ (Server) เมื่อตําแหน่งของกําไล ออกนอกบริเวณที่เรากําหนดในแผนที่ระบบจะเตือนทันทีนะครับ เตือนไปที่ตัวกําไล เพราะฉะนั้นกําไลตัวนี้จะมีการสั่นเพื่อให้เป็นการเตือนว่าท่านกําลังผิดเงื่อนไขขอให้ท่าน รีบกลับเข้าขอบเขตบริเวณที่ท่านถูกกักบริเวณให้เร็วที่สุด ถ้าไม่ทําตามนี้ก็จะมีการส่งเตือน ต่อไปยังคอลเซ็นเตอร์(Call Center) อันนี้ก็จะช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ในการที่จะ ต้องมาคอยดูว่าอุปกรณ์ตัวไหนถ้าเราทําลักษณะเป็นแสน ๆ ตัวเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่ท่าน หรือเป็นร้อยแม้กระทั่ง ๒๐๐ คนก็ไม่สามารถที่จะรับผิดชอบตรงนี้ได้ เราก็มีระบบตรงนี้ใช้ ในการเตือน จีโอ-เฟนซ์ (Geo-fence) นี่ยังช่วยให้เกิดการสร้างอาชีพได้ นักโทษที่ปล่อยตัว ออกไปสามารถที่จะไปทํางานได้ตามปกติ เราสามารถจะสร้างขอบเขตบริเวณในการเดินทาง ของเขาจากบ้านพักที่อยู่อาศัยไปยังสถานที่ทํางาน ถ้าเขาอยู่ในบริเวณนี้ไม่ออกนอกบริเวณนี้ ก็สามารถที่จะประกอบอาชีพได้นะครับ เรายังสามารถกําหนดเวลาในการเข้าออกได้ หรือกระทําเคอร์ฟิว (Curfew) นั่นเอง เช่นหลังเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ต้องกลับเข้าบ้านอันนี้ เราก็มีการกําหนดไว้ในระบบได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่กลับภายในเวลาระบบก็จะเตือนไปที่ในตัว กําไลเอง แล้วระบบเองยังสามารถบันทึกพฤติกรรม ผมเรียกพฤติกรรมว่าตัวผู้ถูกใส่กําไล มีพฤติกรรมอย่างไร ข้อมูลพฤติกรรมเหล่านี้สามารถมาประเมินว่าเป็นนักโทษชั้นดีได้หรือไม่ คือเขาไม่เคยกระทําผิดเลยหรือสามารถที่จะอยู่ในความควบคุมได้อย่างดี เพราะฉะนั้น การใส่กําไลอีเอ็ม (EM) ก็ไม่จําเป็นจะต้องใส่ตลอดไป ก็คือสามารถที่จะเอาไปใช้เป็นข้อมูล ในการตัดสิน ในการพิจารณาชั้นศาลต่อไปได้ว่าเราจะดําเนินการอย่างไรต่อไปนะครับ

แล้วก็มีปัญหาในเรื่องของเอสเอ็มเอส (SMS) เอสเอ็มเอส (SMS) อันนี้จาก รายงานการศึกษาของกรมคุมประพฤตินะครับ เนื่องจากระบบมันเป็นระบบที่ไม่มีมาตรฐาน เพราะฉะนั้นระบบตัวนี้จะไม่มีซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) เหมือนที่ผมเสนอนี่นะครับ จะเป็นระบบที่ใช้ส่งเอสเอ็มเอส (SMS) ไปที่โทรศัพท์มือถือของผู้คุมประพฤตินั่นเอง เพราะฉะนั้นผู้คุมประพฤติจะได้เอสเอ็มเอส (SMS) ตลอดเวลาเลยนะครับ จากการเช่าเครื่อง ๓,๐๐๐ เครื่องภายในระยะเวลา ๑ ปีนี่นะครับ โดยใช้เฉลี่ยเสียค่าเอสเอ็มเอส (SMS) ไปแล้ว ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาทต่อปี เพราะฉะนั้นค่าเอสเอ็มเอสนี่ถือว่าเยอะมาก ซึ่งมันไม่ควรจะ เกิดขึ้นถ้าเราใช้ระบบซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) ตรงนี้ในการประหยัดค่าใช้จ่าย

ของกรมคุมประพฤติก็มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าจากรายงานการศึกษาก็จะมีปัญหา เรื่องของการคือใส่ไปอาบน้ําน้ําก็เข้าเหมือนกัน ดําน้ําก็ไม่ได้ แม้กระทั่งจับปลาหรือที่ผม กล่าวไปแล้วคือดํานาก็ไม่สามารถทําได้เช่นเดียวกัน ก็เลยเราต้องมีการกําหนดมาตรฐานขั้นต่ํา ขึ้นมาตามในรายงานเพื่อให้การนําไปใช้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อทุกคน ต่อเจ้าหน้าที่ ในกระบวนการยุติธรรมแล้วก็ต่อผู้ถูกใส่กําไลด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ