อลงกรณ์ พลบุตร หารือประเด็นการป้องกันอาชญากรรมและปฏิรูประบบยุติธรรม โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลร่วมกับชุมชน พร้อมสนับสนุนการนำนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการยุติธรรมและเสนอแนวทางลดปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำจากคดียาเสพติดและคดีซ้ำ ทั้งการทบทวนนโยบายยาเสพติด การปลดล็อกพืชกระท่อม การใช้เครื่องติดตามอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายและผลกระทบต่อการลดอาชญากรรม เพื่อผลักดันการปฏิรูปที่ตรงจุดและยั่งยืน
ขอบคุณมากครับ ท่านต่อไปนะครับ พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ขอเชิญครับ
พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิก สปท. ท่านกรรมาธิการที่เคารพ เปิดมานี้มีพาดพิงหลายเรื่องก็เลยไม่ได้ตั้งใจ อภิปรายแต่ก็เห็นสนใจนะครับ
ประเด็นแรกที่ผมชื่นชมที่ทางกรรมาธิการได้นําเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะ เข้ามาใช้ในกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับผู้ต้องขังหรือผู้ลงโทษทั้งหลายนี่นะครับ ถือว่าเป็น สิ่งใหม่ที่หลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะก็มีทาง สปท. ก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าในต่างประเทศนี่ ใช้มานมนานนะครับ
ในประเด็นที่ ๒ มี สปท. ได้ตั้งคําถามไว้เยอะพอสมควรนะครับ โดยเฉพาะ ที่ตรงใจก็คือที่ท่านกษิตที่ท่านตั้งคําถามนี่ก็คือด้วยความปรารถนาดีอยากเห็นโครงการนี้ มันเป็นไปได้ ไม่ว่าทางด้านเทคนิค ไม่ว่าทางด้านจิตวิทยา ถ้าเผื่อใส่เข้าไปแม้กระทั่งเพิ่มพงษ์ ก็ได้อภิปรายไว้แล้วเรื่องการสทริกต์ (Strict) มากหรืออะไร หรือเรื่องแบรนดิง (Branding) ความเป็นนักโทษหรือผู้ต้องขังพวกเหล่านี้นะครับ รวมทั้งด้านการบริหารด้านการจัดการ ถือว่าผมก็คงไม่อภิปรายซ้ํานะครับ
แล้วก็มีประเด็นที่ ๓ มีท่าน สปท. หลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับจํานวน ผู้ต้องขังและผู้ต้องโทษ แล้วก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ปัญหานี้มันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งที่จริงแล้วหลาย ๆ ท่านไม่ว่าจะเป็นท่านสุรินทร์ก็ดี ท่านเพิ่มพงษ์ก็ดี ท่านนิกรก็ดี ที่ได้ อภิปรายไปแล้วนะครับว่ามันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่จริง ๆ การป้องกัน อาชญากรรมนี้ก็สําคัญที่สุด และได้มีความพยายามพูดถึงยกตัวอย่างถึงเรื่องปัญหายาเสพติด ที่จริงผมก็ยืนยันว่าเป็นอย่างที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้วว่าปัญหายาเสพติดนี่ ช่วงหนึ่งผมเคยทํางานเกี่ยวกับยาเสพติดเคยคิดจะตั้งศาลยาเสพติด ปรากฏว่าพอไปดู คุยกับกลุ่มท่านผู้พิพากษา ท่านอัยการท่านบอกว่าไม่น่าจะตั้ง เขาก็บอกว่าทําไมไม่น่าจะตั้ง เขาบอกว่าในจํานวนคดีที่อยู่ในศาลอาญาหรือศาลจังหวัดนี้เกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นคดียาเสพติด อยู่แล้ว ซึ่งในตอนนั้นก็ได้ออกมาเป็นว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาด้านยาเสพติดก็ยอมรับ ว่าเราได้ทําตัวนั้นขึ้นมานะครับ ซึ่งมันก็ยังจะไม่ทันสมัยเพราะว่าอ่านมาแล้วมันตาม แก้ปัญหาไม่ทันอย่างหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้ว และผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์สังศิต ที่ได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องปัญหายาเสพติด ซึ่งในหลาย ๆ ประเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่องกัญชา หรือยาม้า ผมยังไม่ได้พูดถึงยาบ้านะครับ หลาย ๆ ประเทศนี่ก็ได้ค่อนข้างจะผ่อนผัน ผ่อนคลายไปเยอะพอสมควร แม้กระทั่งผมเอง ไปพูดที่ไหนเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดนี้ ผมก็จะตั้งข้อสังเกตว่ายาม้าที่เราไปเปลี่ยนสภาพเป็น ยาบ้านั้น ยาบ้าของประเทศไทยนี้อาจจะมีความแตกต่างไปจากเมตแอมเฟตามีน (Methamphetamine) พอสมควรเพราะว่าผู้ผลิตไปผสมสารอื่นที่ทําให้ติดยาเสพติด วิธีแก้เราก็คิดมานาน เราอยากจะหันมาผลิตยาม้าหรือเมตแอมเฟตามีน (Methamphetamine) ชนิดอ่อนโดยหมอเป็นคนควบคุมแล้วก็เพื่อจะทําลายโครงสร้าง การผลิตการค้ายาบ้านี้ เราคิดตรงนี้มานาน ซึ่งขณะนี้ทราบว่ากระทรวงยุติธรรมกับทางด้าน อย. กับกระทรวงสาธารณสุขกําลังพิจารณาอยู่ ซึ่งตัวนี้ผมอยากจะเห็นตัวนี้สําเร็จ เพราะว่า ถ้าสําเร็จก็จะเป็นอย่างที่ท่านอาจารย์สังศิตได้กรุณาอภิปรายไปแล้ว และอีกประเด็นหนึ่ง ก็อย่างที่ท่านจากพรรคประชาธิปัตย์ได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องกระท่อม ก็เหมือนกันครับ ในหลาย ๆ ประเทศนี้เรื่องกระท่อมมันน่าจะปลดออกจากความผิดไปแล้วตัวเหล่านี้ เพราะฉะนั้นตัวเหล่านี้มันจะช่วยลดทอนจํานวนบุคคลที่ท่านจะต้องไปใช้ข้อมือหรือข้อเท้า แต่ผมสนับสนุนข้อมือมากกว่านะ ข้อเท้ามันจะดูเป็นสิ่งที่แปลกไปนะครับ เพราะฉะนั้น ตัวเหล่านี้ และอีกสิ่งหนึ่งซึ่งผมเองผมกําลังทําอยู่แล้วก็อยากจะเชื้อเชิญท่านมาทําด้วย ในเรื่องการป้องกัน ป้องปรามดีกว่าครับ ป้องปรามการกระทําผิดหรือความประพฤติที่ไม่ถูกต้อง โดยใช้ดิจิทัล (Digital) เข้ามาจับผิด มาจับ คล้าย ๆ กับสร้างตาสับปะรด สร้างตาวิเศษ ตาทิพย์ ที่เราเคยพยายามมานี้ ท่านจะเห็นว่าปัจจุบันนี้มีคลิป (Clip) หลาย ๆ อันไม่ว่าจะความผิด จราจรก็ดี หรือความผิดเกี่ยวกับการทําร้ายร่างกายก็ดี ถ้าคลิป (Clip) เข้าไปนี้ พอส่งเข้าไป ในกระแสโซเชียลมีเดีย (Social Media) มันมีอิมแพกต์ (Impact) แรงมาก เพราะฉะนั้น ก็เลยคิดโพรเจกต์ (Project) เรื่องดิจิทัล คอมมิวนิตี วอตช์ดอก (Digital Community Watchdog) ขึ้นมา หรือเรียกว่าดีซีวอตช์ดอก (DC Watchdog) ขึ้นมา เพื่อไม่ว่าจะเป็น กล้องที่หน้ารถหรือท้ายรถ หรือแม้กระทั่งแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ในมือถือของ คนเรานี้ สามารถที่จะถ่ายแล้วก็จับคลิป (Cilp) ตรงนี้ได้ แล้วเราน่าจะมีหน่วยงานกลางที่จะ คอยรับเกี่ยวกับอันนี้ให้ส่งเข้ามานะครับ ไม่ว่าจะเป็นความผิดด้านจราจร ความผิดเรื่อง การปล่อยน้ําเสีย ความผิดเรื่องบุกรุกที่สาธารณะ ความผิดหรือความประพฤติที่ไม่เหมาะสม ในที่สาธารณะต่าง ๆ มันสามารถที่จะป้องปรามการกระทําผิดได้นะครับ ปัจจุบันนี้ท่านจะ เห็นว่าตอนนี้ตํารวจจับได้เยอะพอสมควรเนื่องจากเรามีซีซีทีวี (CCTV) ที่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นเวลาเหตุเกิดนี้เขาสามารถจะไปไล่ตามถนนต่าง ๆ ไล่ตั้งแต่จุดที่เกิดเหตุออกไป เป็นวงต่าง ๆ ก็สามารถที่จะจับได้ เพราะฉะนั้นผมถึงอยากให้กรรมาธิการทางด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมนี้มองตัวนี้ มองตั้งแต่ต้นเหตุของปัญหา แล้วเอาดิจิทัล (Digital) มาใช้นะครับ ปัจจุบันนี้ประเทศสิงคโปร์นอกจากจะเป็นประเทศที่ใช้ดิจิทัล (Digital) คุมพื้นที่ ทั้งหมดเนื่องจากประเทศเขาเล็กนะครับ ปัจจุบันนี้เขาได้ออกเป็นข้อบังคับว่า ๑ ครอบครัว ต้องส่งสมาชิกมา ๑ คน มาอบรมเรื่องการใช้แอปพลิเคชัน (Application) เพื่อเป็นการป้องปราม สิ่งที่ไม่ดีไม่งามไม่ถูกต้องหรือการกระทําผิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์นี้ แล้วก็ส่งไปที่ หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงของเขา เขาจะทําให้ประเทศของเขาเป็นประเทศที่มีอาชญากรรม เกิดขึ้นน้อยที่สุด มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้นน้อยที่สุดเหมือนกับเป็นการส่งเสริมวินัย ที่ดีงามในสังคมนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมเองผมก็มีเรื่องที่จะอภิปรายเสริมท่านกรรมาธิการ เพียงแค่นี้ ขอขอบพระคุณมากครับ
ต่อไปเป็นท่านสุดท้ายนะครับที่แสดงความจํานงในการอภิปราย คือท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ปัจจุบันรักษาราชการ แทนที่ปรึกษา สบ ๑๐ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา รักษาราชการแทนที่ปรึกษา สบ ๑๐ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่น ในฐานะที่เป็นข้าราชการตํารวจ แล้วยังรับราชการอยู่ แล้วก็อยากจะให้ข้อมูลข่าวสาร ที่ถูกต้อง เพราะทราบว่าขณะนี้ก็คงมีการถ่ายทอดการประชุมในครั้งนี้อยู่ครับ ก่อนที่จะ ขอบคุณท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมที่ได้นําเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ซึ่งผมเห็นด้วยในบางส่วน แต่มีบางส่วนอยากจะเสนอแนะ เพิ่มเติมแล้วก็อยากให้การดําเนินการครั้งนี้ หรือการนําเครื่องมือนี้มาใช้บรรลุผลมากยิ่งขึ้นใน ๗ ประเด็นนะครับ แต่ก่อนเข้าประเด็นนั้นอยากจะทําความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนนะครับ เพราะเดี๋ยวประชาชนที่ชมอยู่หรือฟังรายการนี้อยู่แล้วจะเข้าใจผิดคิดว่ายาเสพติดหรือว่า ยาบ้าในประเทศไทยนั้นไม่เป็นไร ไม่มีพิษ ไม่มีภัย อันที่จริงไม่ใช่นะครับ ผมทั้งชีวิตคลุกคลี อยู่กับผู้เสพยาเสพติด แล้วก็จับเป็นผู้ต้องหาเป็นจํานวนมากในส่วนผู้ที่ขาย แล้วก็สัมภาษณ์ ทั้งผู้ที่เสพ ทั้งผู้ที่ขาย ถึงขนาดทําเป็นวิจัยเอกสารเป็นเล่มเลยนะครับ ผมมีข้อมูลดังนี้ครับ ผู้ที่เสพยาเสพติดในประเทศไทย หลายท่านที่อภิปรายหรือว่าหลายท่านที่เข้าใจว่ายาบ้านั้น ไม่มีอันตรายต่อร่างกายนั้นอาจจะเป็นยาบ้าของต่างประเทศ คือทําจากเมตแอมเฟตามีน (Methamphetamine) แต่ของประเทศไทยนั้นไม่ใช่ครับ เป็นเหมือนที่ท่านดอกเตอร์ชิดชัย ได้อภิปรายเมื่อสักครู่ใส่สารอื่นด้วยครับ เพราะโรงงานผลิตยาเสพติดเขาก็มีงานวิจัยพัฒนา เหมือนกันทําอย่างไรที่คนเสพแล้ว ๒ ครั้ง ๓ ครั้งติดเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นอันตราย ถ้าใครไม่เชื่อนะครับ ลองให้ลูกหลานตัวเองเสพยาสัก ๒-๓ ครั้งสิ แล้วจะรู้ว่าติดไหม แล้วจะรู้ว่ามันมีพิษมีภัยร้ายแรงขนาดไหน ที่ผมสัมภาษณ์ผู้ที่ติดนี่เขาบอกว่าครั้งแรกเพื่อนให้ เสพฟรี เพื่อนใส่บุหรี่ให้เสพ แต่พอครั้งที่ ๓ มันอยากแล้วครับ แล้วพอครั้งที่ ๓ เพื่อนที่ให้ฟรี บอกว่าไม่ให้แล้วต้องซื้อ ใหม่ ๆ เขาเป็นผู้เสพครับ เขาเสพวันละเม็ด ทีแรกก่อน ๑ ส่วน ๔ เม็ด มาเป็นครึ่งเม็ด มาเป็น ๑ เม็ด จาก ๑ เม็ดบอกว่าต่อไปนี้ไม่พอแล้วครับ วันละ ๒ เม็ด ๓ เม็ด ๔ เม็ด ๕ เม็ด จนถึงวันละ ๑๐ กว่าเม็ดครับ แล้วเมื่อเริ่มเสพมากขึ้นเงินซื้อไม่มีครับ เขาจะเริ่มจากผู้ขายปลีกแบ่งขายกับเพื่อนทีละเม็ด ๒ เม็ด มาเป็นขายทีละ ๕ เม็ด ๑๐ เม็ด มาเป็นขายทีละมัด แล้วมาเป็นผู้ขายรายใหญ่ครับ อันนี้คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะที่ผม ทําวิจัยที่ปราจีนบุรี ทําที่สมุทรปราการเหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นข้อบ่งบอกว่า คนเริ่มทดลองเสพยาเพียงครั้งแรกจะกลายเป็นนักค้ายาที่ยิ่งใหญ่ในไม่กี่ปีข้างหน้าไม่เกิน ๕ ปี ถ้าคําพูดผมว่าไม่ถูกนี่ให้ไปสัมภาษณ์ผู้ค้ารายใหญ่ในเรือนจําได้ว่าเขาเคยเป็นผู้เสพ มาก่อนใช่ไหม คําตอบคือใช่ และมาดูว่าผลของยาเสพติดทําลายร่างกาย ทําลายสมองขนาดไหน หลายท่านคงจะเคยเห็นผมทําคดีที่สมุทรปราการครับ จับกุมคดีอุกฉกรรจ์ คดีฆาตกรรม หลายคดีที่ยิงทั้งครอบครัว ที่ยิงในรถเกิดจาก ผมซักประวัติคนที่ฆาตกรรมนี่ คนที่ก่อเหตุร้ายแรง นี่บางส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งยิงญาติพี่น้องพ่อแม่กันเองนี่คือเกิดจากประสาทหลอน ประสาทหลอนเกิดจากอะไรบอกว่าเคยเสพยาเสพติดมา มองเห็นว่าคนจะมาทําร้าย ประสาทขาดการยับยั้งชั่งใจ มีการปีนเสาไฟบ่อย ๆ นี่ท่านลองไปถามเลยครับ คนที่ปีนเสาไฟแล้วมีข่าวนี่เบื้องหลังแล้วคือติดยาเสพติดทั้งนั้นแหละครับ ประสาทหลอน ทั้งนั้นนี่คือตัวชี้อันหนึ่งครับ และท่านทราบไหมว่าวิธีการ ผมสังเกตคนที่เสพยาเสพติดมา ก่อนหรือไม่ไม่ยากเลย พูดคุยนี่รู้เลยเสียงจะอ้อแอ้ ๆ พูดจาไม่ชัดเหมือนพวกเราเพราะสมอง บางส่วนเขาถูกทําลาย อันนี้ยกตัวอย่างง่าย ๆ เพราะฉะนั้นขอให้ทุกท่านเชื่อเถอะครับว่า ยาเสพติดเป็นพิษแน่นอนครับ อันตรายแน่นอน เสพแล้วติดแน่นอนไม่ใช่เสพแล้วไม่ติด เพราะฉะนั้นเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องนะครับ ต่อไปเรื่องที่ผมจะขออภิปรายมีอยู่ ๗ ประเด็น นะครับ
ประเด็นแรก เรื่องทฤษฎีอาชญาวิทยาและเรื่องหลักการป้องกันและ ปราบปรามอาชญากรรม เขาบอกว่าการป้องกันอาชญากรรมที่ดีที่สุดคือการป้องกันจาก ภูมิคุ้มกันภายในตัวของเหล่าอาชญากรเอง และสิ่งที่สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเราอาชญากร ที่สําคัญที่สุดนั้นก็คือว่าอาชญากรกลัวถูกลงโทษ ผมสัมภาษณ์คนที่เคยลักทรัพย์ ถามว่าเหตุ ใดถึงมีพฤติกรรมลักทรัพย์ ผมมั่นใจว่าผมเข้าบ้านนี้แล้วผมไม่ถูกจับกุม เมื่อใดก็ตามผมรู้ว่า ผมขโมยรายนี้แล้วและผมจะถูกจับกุมผมจะยังไม่ทํา ผมสัมภาษณ์มือปืนรับจ้างมาครับ เขา บอกว่าถ้าเมื่อไรก็ตามเขามั่นใจว่าเขาลงมือฆ่าคนแล้วเขาถูกจับไม่ได้หรือถูกจับได้เขาก็พ้น โทษ เพราะเดี๋ยวจะมีคนวิ่งในกระบวนการยุติธรรมให้ เขาจะลงมือ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึง อยากจะฝากท่านไว้ว่าทําอะไรก็ตามต้องฝากหลักเรื่องนี้ไว้ด้วยนะครับ หลักดีเทอเรนต์ (Deterrent) สําคัญที่สุดต้องทําให้ผู้กระทําผิดเกรงกลัวกฎหมาย กลัวที่จะถูกลงโทษ กลัวที่ จะถูกจับกุม แต่ถ้ากระทําให้กลุ่มเหล่าอาชญากรมีความรู้สึกว่าถูกจับกุมก็ไม่เหมือนถูกจับกุม ถูกจับกุมศาลพิพากษาลงโทษก็เหมือนไม่ถูกลงโทษ อันนี้ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งว่าอาจจะทําให้ เหล่าอาชญากรไม่เกรงกลัวกฎหมาย ยกตัวอย่างง่าย ๆ คดีเมาแล้วขับในอดีตจับกุมก็แค่ปรับ ชั้นตํารวจ คนเมาเต็มบ้านเต็มเมืองเมาแล้วขับแต่พอบอกต้องส่งศาล ลดลง เหมือนคดีจราจร ทุกวันนี้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง ถ้าตํารวจไม่จับก็ไม่มีคนเคารพกฎหมาย แต่บังคับใช้กฎหมาย คนก็จะเกรงกลัวก็จะเคารพกฎหมาย ก็จะปฏิบัติตามระเบียบอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ก็ต้องฝากเรื่องนี้ จึงขอให้ใช้เครื่องมือชนิดนี้อย่างระมัดระวัง ขอให้เป็นมาตรการเสริมแต่ ไม่ใช่เป็นมาตรการหลักหรือเป็นข้ออ้างของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่ใช้เป็นข้ออ้าง ในการปล่อยตัวเหล่าอาชญากรไปจากการควบคุม โดยไม่มีหลักประกันโดยอ้างว่ามีเครื่องมือ อีเอ็ม (EM) แล้ว ตรงนี้มันจะเป็นภาระให้กับตํารวจที่จะต้องไปติดตามจับกุมมาอีกมากมาย ทุกวันนี้แค่ติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่กระทําผิดมาส่งตํารวจเพื่อสอบสวนเพื่อส่งอัยการส่งศาล ก็จับไม่ทันอยู่แล้ว จะมีอันนี้เพิ่มมาอีก เมื่อกี้เห็นเขียนว่าถ้าเขาหลบหนีเป็นหน้าที่ตํารวจ ติดตามจับ ผมคิดว่าเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่เข้ามาแล้วไม่ทราบว่าตํารวจจะรับภาระมากแค่ไหน เดี๋ยวผมจะบอกนะครับว่ามีคนหลบหนีการควบคุมความประพฤติมากขนาดไหน ยกตัวอย่าง ง่าย ๆ ในคดีในปัจจุบันนี้ตํารวจจับผู้ต้องหา สํานวนการสอบสวนเสนอพนักงานสอบสวนไปยัง อัยการ ผู้ต้องหาหลบหนีประกันชั้นอัยการเยอะมากครับ นอกเหนือจากนี้แล้วอัยการฟ้องศาล หลบหนีประกันชั้นศาลก็มากเช่นเดียวกัน และไม่ว่าจะหลบหนีชั้นอัยการหรือหลบหนีชั้นศาล ก็สั่งให้ตํารวจไปจับเอาตัวมาทั้งนั้น เลยทําให้คดีไม่สามารถฟ้องศาลได้เป็นจํานวนมากขณะนี้ และคดีที่ถึงศาลแล้วศาลไม่อาจจะพิจารณาต่อได้มีอีกเป็นจํานวนมากครับ ผมขอยกตัวอย่าง เรื่องจริงที่ผมรับผิดชอบเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน ผมส่งผู้ต้องหาไปให้อัยการแล้ว ปรากฏว่าผู้ต้องหาหลบหนีชั้นอัยการเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ณ วันนี้คดีที่ผมเป็นพนักงาน สอบสวนเองด้วยที่ท่านเห็นว่าเป็นข่าวดัง ๆ เมื่อปีสองปีที่แล้วนี่ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้เอาเครื่องพันธนาการนี้ ไม่ใช่เครื่องพันธนาการ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์นี้ ไปเป็นอุปกรณ์เสริม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเป็นห่วงคือภาระจะเพิ่มอีกนะครับถ้าไม่วางแผนการใช้ ให้ดี ๆ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องผลการทดลอง ผมได้พยายามอ่านเอกสารที่รายงานนี้นะครับ ท่านบอกว่ามีการทดลองแล้วแต่ผมยังไม่เห็นผลการทดลองว่าท่านเอาไปใช้กับผู้ที่อยู่ใน คุมประพฤติหรือผู้ที่ต้องขังตามคําพิพากษาที่ได้รับการปล่อยตัวก่อนกําหนดว่าผลเป็น อย่างไร มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร เอาต์พุต (Output) ก็คือใช้ไปแล้ว ๓,๐๐๐ เครื่อง เครื่องละ ๒๒,๐๐๐ บาทต่อปี แต่ผมอยากได้เอาต์คัม (Outcome) ครับเป็นอย่างไร คือผลลัพธ์ เป็นอย่างไร และผมอยากจะได้อิมแพกต์ (Impact) ว่ามันลดการกระทําผิดซ้ําของผู้กระทําผิด ได้หรือเปล่าครับ ท่านยังไม่มีครับขอตรงนี้ด้วย และท่านเขียนมายังคลุมเครือครับ และท่าน บอกอีกว่าได้ระดมสอบถามความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ไม่บอกว่าแต่ละหน่วย เขาเห็นว่าอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตํารวจเขาเห็นว่าอย่างไรอยากจะทราบด้วยครับ ผมอยากจะให้ข้อมูลท่านเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งนะครับ เมื่อกี้ที่ผมบอกว่าผู้ต้องหาหรือผู้ที่ คุมประพฤติและใช้เครื่องมือนี้เป็นอย่างไรเพราะว่าท่านไม่ได้บอกไว้ แต่ผมมีข้อมูลว่าผู้ที่ คุมประพฤติปีละประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คนนี่หลบหนีจากการคุมประพฤติ ๓๐,๐๐๐ คนต่อปี แสดงว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ถูกคุมประพฤติหลบหนีครับ เพราะฉะนั้นเครื่องมือของท่าน จะเอาไปใส่กลุ่มคนในนี้ด้วยหรือเปล่า และมันจะลดการหลบหนีได้หรือเปล่าอยากรู้ตรงนี้ เพราะฉะนั้นควรมีกําหนดไว้ด้วยนะครับออกข้อกําหนดเพิ่มเติมว่าหากผู้ที่เคยใช้เครื่องมือ อีเอ็ม (EM) นี้แล้วไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขบุคคลนั้นจะไม่ได้รับพิจารณาให้ใช้เครื่องมือนี้อีก ก็คือไม่สามารถที่จะใช้เครื่องมือนี้แล้วออกไปจากนอกสถานที่คุมขังได้ครับ
ในประเด็นที่ ๓ ครับ อ้อ ผมพูดไปแล้วในเรื่องความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในประเด็นที่ ๔ เรื่องงบประมาณครับ งบประมาณในการเช่าเครื่อง ๒๒,๐๐๐ บาทต่อปี ผมขอเรียนนะครับว่าขณะนี้มีเครื่องมือที่ฉลาดมากกว่านั้นอีก เราสามารถมาใช้ได้เลยว่าหัวใจเราเต้นอย่างไร เราสามารถมาใช้วัดกับตัวเราได้เลยว่า เรานอนหลับลึกกี่ชั่วโมง มันสลับซับซ้อนมากกว่าที่ท่านบอกนี้แต่ถูกกว่านี้เยอะเลยครับ เงื่อนไขที่ใช้ติดตามตัวขณะนี้ผมใช้กับรถบรรทุกครับ ซื้อขาดเลยนะครับตัวละ ๒,๕๐๐ บาท ใช้มา ๑๐ กว่าปีแล้วยังใช้ได้อยู่เลยถัวเฉลี่ยแล้วตัวละ ๒๕๐ บาทต่อปียังใช้ได้อยู่เลยครับ เพราะฉะนั้นอยากให้ดูตรงนี้ครับว่ามันแพงกว่าโทรศัพท์มือถือที่เราใช้อันนี้เสียอีก และมือถือ นี่มันก็ใช้จีพีเอส (GPS) ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นขอฝากว่าเรื่องงบประมาณนั้นอาจจะ ล้าสมัยไปหรือเปล่า เมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้วราคานั้น ปัจจุบันอาจจะราคาหลักพันบาท หรือเปล่าครับ ขอฝากตรงนี้ด้วยนะครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นทําอะไรเพื่อใครบางอย่างนะครับ
อีกประการหนึ่งในกรณีเครื่องถูกทําลายโดยผู้ที่ใช้นี่ใครต้องรับผิดชอบ งบประมาณรัฐอีกหรือเปล่าครับเครื่องละ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ ผู้ที่ถูกคุมประพฤติต้องหนีไป หรือเครื่องสูญหายต้องทําอย่างไร คือสูญหายไปกับผู้ที่หลบหนี ก็ขอฝากท่านพิจารณาตรงนี้ด้วย
สิ่งที่มันจะตามมาอีกอันหนึ่งก็คือว่าเรื่องการติดตามจับกุมอยากให้ท่าน ทําการวิเคราะห์ อยากทราบไหมครับว่าเมื่อหลบหนีแล้วจากค่าใช้จ่ายตํารวจต้องไปจับกุม ตามมานี้คนหนึ่งกี่หมื่นบาทครับ แพงนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว อยากให้ท่านวิเคราะห์ด้วยว่ามันคุ้มสร้างเรือนจําได้หรือเปล่านะครับ
ประการที่ ๕ การแก้ไขปัญหาที่ให้ตรงจุด ขอฝากท่านเมื่อกี้ท่านเขียนรายงาน มาบอกว่าผู้กระทําผิดไปเรียนรู้จึงไม่ต้องให้ไปอยู่ในเรือนจําเกิดการเรียนรู้กันในเรือนจํา อันนี้ต้องไปแก้ที่เรือนจําไม่ใช่แก้ที่ใส่ที่ข้อมืออีเอ็ม (EM) นะครับ
อีกอันหนึ่งครับกรณีผู้ต้องขังล้นเรือนจําท่านจะแก้ด้วยวิธีการเอาอีเอ็ม (EM) ไปใช้แล้วบอกให้ไม่ล้นเรือนจํา ผมอยากให้แก้ที่ต้นเหตุและตรงจุดครับก็คือว่าที่จริงแล้ว ผู้ต้องหาที่ล้นเรือนจํานั้นมาจากการกระทําผิดซ้ําครับ ท่านทราบไหมครับการกระทําผิดซ้ํา มีเท่าไรครับ ผมบอกสถิติ เห็นแล้วตกใจนะครับ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตคือคนที่เคยฆ่าคน มาแล้วนะครับ เมื่อพ้นโทษไปแล้วกระทําผิดซ้ํา ๕๘ เปอร์เซ็นต์ครับ ความผิดเกี่ยวกับ ร่างกายครับ คนที่เคยทําร้ายร่างกายคนอื่น พ้นโทษมาแล้วกลับไปทําอีก ๔๓ เปอร์เซ็นต์ และความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ คนที่เคยลักทรัพย์หรือทําผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงทรัพย์ พ้นโทษมาแล้วกลับไปทําอีก ๖๔ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ข้อมูลจากสถิติประวัติบุคคล เคยต้องโทษคดีอาญา กองทะเบียนประวัติอาชญากร สํานักงานตํารวจแห่งชาติครับ ความผิดเกี่ยวกับเพศ คนที่เคยข่มขืนกระทําชําเราคนอื่นแล้วพ้นโทษกลับไปทําอีก ๕๑ เปอร์เซ็นต์ครับ ส่วนการพนันก็มีเหมือนกันนะครับ คนเคยเล่นการพนันแล้วกลับไปเล่น อีก เขาเรียกว่ามันติด ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ถือว่ายังน้อยนะครับ แต่ที่มากกว่านั้นครับ ความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด คนเคยค้ายาเสพติดพ้นโทษแล้วกลับไปค้าอีก ๖๙ เปอร์เซ็นต์ครับ
ผมจึงอยากขอนําเสนอว่าบุคคลที่พ้นโทษให้เอาเครื่องมือนี้ไปติดไว้สักระยะหนึ่ง ปีสองปีได้ไหมครับ แต่ว่าติดไม่ต้องเปิดเผย เช่นแขวนไว้กับสร้อยคอก็ได้ให้รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน เพราะตรงนี้เป็นภาระหนักของตํารวจที่จะต้องตามคนมากกว่าครึ่งที่ออกจากเรือนจําแล้ว กลับเข้ามาอีก แล้วคนใหม่ก็ทําเพิ่มอีก เลยทําให้ทุกวันนี้อาชญากรเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะกระบวนการตรงนี้อาจจะบอกว่าเรือนจําเราอาจจะต้องยกเครื่องครับ เพื่อไม่ให้มีคน กระทําผิดซ้ํา เพื่อคนเข้าไปสู่ในเรือนจําแล้วกลับมาแล้วเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมครับ ผมขอฝาก ข้อห่วงใยไว้ ๗ ประการดังกล่าวครับ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านสมาชิกครับ เราได้อภิปรายเป็นเวลาพอสมควรนะครับ ผมขอปิดการอภิปราย ต่อไปขอเชิญทางกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงคําถามของสมาชิกนะครับ ขอเชิญท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ครับ