นิกร จำเนง หารือปัญหาการล้นคุกและข้อบกพร่องของระบบเรือนจำที่ไม่สามารถฟื้นฟูผู้ต้องขังได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงระบบให้ครบวงจรเพื่อลดการกระทำผิดซ้ำและเน้นการประเมินผลที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของผู้ต้องขังสู่การเป็นคนดีในสังคม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง สมาชิก ลําดับที่ ๗๙ ต่อประเด็นนี้จริง ๆ แล้วไม่ได้เตรียมมาที่จะมาอภิปราย เนื่องจากว่ากิจกรรม ที่เข้าวังเสร็จเร็วกว่ากําหนด เป็นประเด็นที่สนใจอยู่มาก แล้วก็จะให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ บางส่วน อยากจะเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการด้วยว่าผมเห็นด้วย เป็นอย่างมากทั้งหลักการและวิธีทั้ง ๒ ทางที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่เห็นด้วยมากก็คือว่าสิ่งนี้เป็น ความพยายามใหม่ ๆ ในการดําเนินการเกี่ยวกับระบบยุติธรรม ซึ่งจริง ๆ แล้วระบบนี้ มีโครงสร้างของมัน มีวงจรของมัน เรารวมกันตั้งแต่ตํารวจ การกระทําผิดตํารวจจับ อัยการ ฟ้อง ศาลพิพากษา แล้วสุดท้ายวงสําคัญก็คือว่าเป็นไม้เรียวของสังคมก็คือการเอาไปกักขัง แล้วก็มีการลงโทษ ซึ่งตรงนี้มีรายละเอียดอยู่มากเพราะฉะนั้นมันเป็นโซ่ห่วงสําคัญมาก ๆ ที่บางทีถ้าเราไม่ลงลึกไปเราอาจจะผิดพลาดทั้งระบบก็ได้ สิ่งที่ทํามาในวงจรทั้งหมด ๓ ที่ถูกมา อาจจะผิดหมดแล้วก็เป้าหมายไม่ชัด จริง ๆ แล้วประเด็นเรื่องนี้ผมเคยศึกษาเรื่องนี้อยู่ ตอนช่วงที่เป็น ส.ส. อยู่หลายปีแล้ว เป็นกรรมาธิการสวัสดิการสังคมสนใจเรื่องพวกนี้ เราศึกษา เรื่องนักโทษ และประเด็นตั้งแต่วันนั้นผมเข้าใจว่าประมาณ ๑๕ ปีหรือเกือบจะ ๒๐ ปีแล้ว ประมาณปี ๒๕๓๓ ๒๐ ปีกว่าแล้ว นักโทษล้นคุกตั้งแต่วันนั้นเพิ่มขึ้นมากเรื่อย ๆ ปัญหา ที่ตามมาก็คือว่าเนื่องจากว่าเรามีความผิดเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดเพราะยาเสพติดจริง ๆ เป็น คนป่วยเราก็จับด้วยฮาล์ฟเวย์เฮาส์ (Halfway House) เป็นบ้านกึ่งวิถีที่เราจะต้องเอาเขาไป รักษานี่ ไม่ เราใช้วิธี บางทีท่านประธานก็เคยอยู่สงขลาว่าพ่อแม่ที่หัวเขานี้มาแจ้งให้ตํารวจจับลูก เพราะลูกติดยาคือเขาไม่มีทางออก ระบบที่เราจะมีแบบบ้านกึ่งวิถีที่จะเอาเขาไปรักษา เพราะเขาเป็น ๑. ก็คือมีความผิดใช่แต่เขาเป็นผู้ป่วย ทางออกเรื่องบ้านกึ่งวิถีตรงนี้จนกระทั่ง บัดนี้ผมว่ายังไม่สมบูรณ์เลยแล้วก็ผลักคนไปฝากไว้ในคุกก่อน ๆ ทีนี้ประเด็นพอไปอยู่กันมาก ๆ มันล้น พอล้นแล้วเกิดอะไรขึ้น ระบบที่ควรจะครบวงจรนี้คือคนต้องไปอยู่ระบบการควบคุม สักระยะหนึ่งจนกว่าเขาจะฟื้นตัวหรือว่าจะได้คิดได้ก็กลายเป็นว่าอยู่กันแป๊บ ๆ เพราะว่าล้น พอล้นก็ต้องเอาออกมาโดยเร็ว ทีนี้คนที่เขาไม่ควรอยู่ การดําเนินการตรงนั้น การทําให้ตรงนี้ คลี่คลายลงนี่ คือเราจะสร้างคุกกันสักเท่าไร มันต้องคิดวิธีอื่น ๆ เพราะขณะนี้มันไม่ลงตัวหรอก การเอาคนไปใส่ไว้ตรงนั้นเยอะ ๆ มันไม่ใช่ทางออกเลย ไปแน่นแล้วถ้าเป็นหวัดก็เป็นกันหมด แต่ปัญหาไม่ได้ติดหวัด เราศึกษานักโทษที่ออกมาจากที่นั่นกลายเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ บางทีไม่ได้คิดจะทําอะไรแต่เข้าไปอยู่ ไปคบหากัน ไปถ่ายทอดเทคโนโลยีในทางลบกลายเป็น ว่าไปเติมบางอย่าง แทนที่จะเอาไปทําให้ลดลงกลายเป็นไปเติมให้มากขึ้นเสียอีก สิ่งตรงนี้เป็น ปัญหาที่ค่อนข้างใหญ่และไม่มีการวิเคราะห์ วิจัยกันให้ชัดเจน พวกเราตามเรื่องนี้มากแล้ว ก็สุดท้ายมาเจอประเด็นที่ว่าอย่างนี้ครับที่น่ากลัวมาก การกระทําความผิดซ้ํา ปรากฏว่าคนที่ไปอยู่ในคุกออกมาโอกาสในการกระทําความผิดซ้ําเยอะมาก ๆ และเราไม่ได้ตาม คือปล่อยออกมาจากคุกแล้วก็ระบบของเราเองพอเข้าอีกทีก็ไปผิดที่อื่น จังหวัดอื่น อาจจะหนีไปอยู่ที่อื่นและสุดท้ายกลับเข้าไปใหม่ ประเด็นเรื่องการกระทําความผิดซ้ํา เป็นความบกพร่องในลักษณะวงจรของคอร็เรกชัน (Correction) โดยรวมเป็นอย่างมาก หมายความว่าระบบไม้เรียวของสังคมมันล้มเหลวถ้าเป็นแบบนี้ จะโดยอะไรก็แล้วแต่ถ้าไม่ครบวง เรื่องนี้ต้องครบวง มีการทําผิด มีการจับ มีคําพิพากษา มีการนําไปกักขังคุมขังแล้วก็มี การจัดการเพื่อให้กลับมาเป็นคนดี ให้กลับมาอยู่ในสังคมได้ ไม่ใช่ว่าจะเอาไปฆ่า จะเอาไปขัง กันยาวไปตลอดชีวิตก็ไม่ใช่ วงจรตัวนี้การตรวจสอบให้ครบ ดังนั้นที่ท่านเสนอขึ้นมา ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะว่าอย่างน้อยก็เป็นการลดความหนาแน่น แต่ผมมีประเด็น ที่อยากจะเรียนเรื่องนี้ว่าอยากจะให้ท่านมองลงไปเรื่องของเป้าหมายว่าเราควรจะประเมินผล อย่างไร เรื่องประเมินผลผมไม่แคร์ (Care) หรอกว่าที่ท่านเทียบมาว่าจะลดจํานวน ค่าใช้จ่ายลงเท่าไรว่าถ้าไปขังตรงนี้ผู้หญิงจะต้องใช้เท่าไร ผู้ชายใช้เท่าไร ไม่ใช่ประเด็น ไม่ใช่ สาระสําคัญของเรื่องที่เรากําลังคุย เรื่องสําคัญคือเราต้องการให้บ้านเมืองนี้ปลอดภัยขึ้น ลดอาชญากรรมลง ลดการกระทําผิดลงให้มาก ๆ มันจะต้องใช้เงินเท่าไรก็ใช้กันไป เพราะว่าสังคมต้องการความปลอดภัย ปัญหาเรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องสําคัญ ปัญหา เรื่องการกระทําต่อกันเป็นเรื่องสําคัญ ดังนั้นผมจะไม่มองตรงนี้ แต่การประเมินผลอยากให้ ท่านประเมินผลที่ผมอยากจะฝากเป็นประเด็นไปก็คือประเมินผลว่าระบบของท่านทําให้คนดีขึ้น เท่าไร ซึ่งมีเทรนด์ (Trend) นอกเหนือจากโดยอ้อมการเอาคนออกมาเพื่อให้คุกเบาบางลง คนที่ผิดจริงที่ควรจะอยู่ หมายถึงนอกเหนือจากที่ท่านคิดว่าควรจะอยู่ให้ได้อยู่กันให้ครบ วงจร ให้ครบโทษตามสมควร ส่วนจะไปลดโทษกันอย่างไรก็พิจารณากันไปแต่ไม่ใช่ลด เพราะว่าแน่น ตรงนี้มีอยู่จริง ๆ ในระบบ ดังนั้นจุดตรงนี้อยากให้ข้ามเรื่องเอาต์พุต (Output) ไป ข้ามเรื่องลักษณะของการคุ้มทุนก็คือรัฐลดค่าใช้จ่ายลงไปเท่าไร ตรงนี้สําหรับผมยังไม่มี ความหมายใด ความหมายก็คือว่าทําให้คนให้ระบบคอร์เรกชัน (Correction) ทั้งหมดของ ทั้งระบบดีขึ้นอย่างไรมากกว่า ทีนี้ประเด็นที่ว่าเขามีโทษอยู่และอยู่ในคุกเจอแต่เรื่องไม่ดีไม่งาม เจอแต่คนที่ไม่ถูกด้วยกันกลับออกมาอยู่ข้างนอก เอาละมีอะไรล็อกอยู่ที่แขนที่ขา แต่ว่าสังคม ภายนอกมันน่าอยู่ไหมล่ะ ตรงนี้มันเป็นตัวเร่งที่ทําให้คนดีขึ้นเพราะอยากจะรู้ในที่ที่น่าจะอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เอง ความดีงาม สิ่งที่สวยงามมันไปลบล้างความไม่ดีได้ การออกมาอยู่ ตรงนั้นผมมองว่าตรงนี้จะทําให้เขาดีขึ้นมาก ผลประโยชน์ที่ได้มากกว่าการลดจํานวนคน ในคุกเพื่อให้บางลงมากแล้วก็ลดจํานวนงบประมาณของรัฐเรื่องนี้เป็นเรื่องรองหมด แต่การที่ว่า เขาออกมาแล้วได้อยู่กับครอบครัวเขาอะไรเขา และเขาอยากจะกลับไปที่นั่นอีกไหม แล้วก็ คนอื่นที่อยู่ข้างในก็อยากจะออก ในวงจรนี้มันเป็นทางออกอีกทางหนึ่ง ซึ่งมันจะดีมาก เรามองเชิงบวกกัน เพสซิมิสทิก (Pessimistic) เป็นออปทิมิสต์ ยูท (Optimistic you) กันว่า เป็นลักษณะอย่างนี้ ทีนี้ประเด็นที่สําคัญ ผมมีตัวอย่างบางอย่างที่อยากจะฝากเรื่องนี้ว่า ประเด็นที่เราทํากันอยู่มีมาตรการบางอย่างที่ดี ตรงนี้ผมยังมองไม่เห็นที่ไม่ดีแต่มีมาตรการที่ดี แต่ว่าเกิดปัญหาขึ้นมากจากการค้นพบจากการกระทําความผิดซ้ํา คือพอเราศึกษาปรากฏว่า อย่างนี้ที่ทําความผิดซ้ํานอกจากไปเรียนรู้วิชาการทางด้านการทําไม่ดีมาจากมหาวิทยาลัยใหญ่ ก็คือว่ามันมีครบเครื่อง สะเดาะกลอน สะเดาะอะไร มันเรียนรู้มาครบหมด ปรากฏว่าปัญหาอีกอย่างก็คือเขาออกมาแล้วไม่มีงานทํา สิ่งเหล่านี้ผมอยากให้มีการประเมินด้วย เพราะระบบราชทัณฑ์เองออกมาไม่มีงานทํา ปัญหาที่เราแก้ไม่ได้ก็คือว่าที่เขาทําความผิด วันแรกอยากจะทําดี ครบแล้วออกมาก็อยากจะเป็นคนดี ไปทํางานที่ไหนก็ไม่ได้ ทีนี้ ถามท่านประธานว่าระบบของเราเราหวังให้เขาไปทํางานได้ รัฐเองก็ไม่รับ ลองไปสมัครงาน ติดคุกแล้ว เราไม่ต้องพูดมาสมัคร ส.ส. หรอก แต่ว่าไปติดคุกแล้วไปทํางานไม่ต้องไปพูดถึง เอกชน เอกชนจะกลัวประวัติอยู่แล้วให้ทํางานเขาไม่ให้ทําหรอก คนที่ทําความผิดเรื่องเงิน เรื่องทองจะไปดูแลเรื่องการเงิน ความเชื่อถือคนขี้คุกไม่มีหรอกในสังคมนี้ เราเคยดู คําพิพากษาของไอ้ฟักอยู่ เราก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ว่าสังคมนี้การให้โอกาสคนไม่มี แต่ที่สําคัญ รัฐเองก็ไม่ให้โอกาสด้วยเป็นต้นทางเลย รัฐเองไม่เคยให้โอกาสคนติดคุกมาทํางานหรอก ทีนี้อาชีพ ของคนที่ติดคุกก็เลยกลายเป็นว่าเป็นอาชีพที่ต้องเป็นอย่างอื่น คือเขาต้องมีชีวิตอยู่ได้ ไม่อย่างนั้นเขาจะอยู่อย่างไร เขาก็ต้องไปตี ชิง วิ่งราวเพื่อจะดํารงชีวิตอยู่ให้ได้ ก็ทําความผิด ซ้ําเข้าไปอีก ทางออกตรงนี้มันเหนือไปจากที่ท่านทําเป็นเรื่องที่ดี แต่ผมอยากจะฝากประเด็นนี้ ไปด้วยว่าเราจะมาวนดูว่าสุดท้ายมันจะมาลงที่เดียวกัน ท่านประธานที่เคารพครับ มีมาตรการเหมือนที่ท่านคิด ฝึกอาชีพ ขอเวลาท่านประธานเพิ่มอีกนิดหน่อยนะครับ การฝึก อาชีพในนั้นขณะนั้นก็เลยทํากันว่าเอาฝึกอาชีพให้เขาออกไปทํางาน แต่มันมีปัญหา การเบี่ยงเบนในระยะนั้น ผมไม่ทราบว่าปัจจุบันเป็นหรือเปล่า พอไปฝึกอาชีพปั๊บในระหว่างนั้น เรื่องเงินเข้ามาเกี่ยว เรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวจะโดยความไม่ตั้งใจหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่มันเป็น ความล้มเหลวของระบบคอร์เรกชัน (Correction) ที่ว่ากลายเป็นว่าแรงงานตรงนี้แทนที่จะ ไปฝึกอาชีพที่เขาออกไปทํางานได้ ไม่ใช่ กลายเป็นแรงงานไม่ต้องเสียเงิน สินค้าราชทัณฑ์ ท่านประธานก็คงจะทราบ สินค้าราชทัณฑ์ตอนระยะหนึ่งเราทําแข่งกันแล้วปรากฏว่าเอาไป วางขายแข่งกันมันกลายเป็นว่าสินค้าตัวนี้เฟอร์นิเจอร์ที่ทํามาไม่มีแรงงาน มันก็พลิกไป อีกมุมหนึ่งเลย ก็คือไปใช้เขาแทนที่จะเอามาคอร์เรกชัน (Correction) เอามาทําให้เขาเป็นคนดี เอาไปใช้แรงงานเขา แล้วเอาไปทํา มีประเด็นอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมสอบถามจากนักโทษเอาไปทํา อะไร โต๊ะมุก เอาไปทําโต๊ะมุก ประเด็นปัญหาก็คือว่าการฝึกโต๊ะมุก มุกต้องนําเข้าจากจีน ไม้ก็ต้องใช้ไม้มะค่าใช่ไหม พอไปทํา ทํา ทํา ปัญหาก็คือถ้าท่านประธานติดคุก ท่านประธาน ไม่ติดหรอก เอาเป็นว่าคนอื่นก็แล้วกัน ติดคุกไปคุณไปฝึกทําโต๊ะมุกทําให้กับคุกนี้แล้วเอาไปขาย ได้ราคาดีมาก พอออกมามันจะมีใครมาจ้างคุณทําโต๊ะมุกหรือคุณจะทําเองได้ไหม แทนที่จะ เอาเขาไปฝึกอ๊อกเหล็ก ทํางานเหล็ก ทํางานปูน ซึ่งคนสนใจแต่ดีกว่าจ้างแรงงานจาก ต่างประเทศ ตรงนี้เขาไม่ต้องดูเรื่องอะไรมาก รับไปแล้วก็ทํา เขามีโอกาสแต่เราเอาไปฝึกให้ เขาทําโต๊ะมุกเพื่อออกมาเขาไม่ต้องมีงานทํา เป็นไปไม่ได้ที่จะมีงานทํา เราใช้วิธีคิดเข้าข้าง ตัวเอง เพราะตอนนั้นท่านประธานคงทราบว่าการขายตรงนี้เป็นการสู้กันระหว่างคุกต่อคุก แล้วก็ใครขายได้มากกว่าคนนั้นได้ความดีความชอบ แล้วมากกว่านั้นอีกท่านประธานที่มัน ส่งผลอย่างรุนแรงมาก งบประมาณของกรมราชทัณฑ์ในระยะนั้น ผมไม่ทราบระยะนี้เป็นอย่างไร ใครทําตรงนี้ได้เอามาทดแทนก็เลยไม่ต้องจ่ายอย่างที่ท่านประธานคิดว่ามันเป็นการลด ค่าใช้จ่ายอีเอ็ม (EM) ในการดูแลคนคุกได้ ผมไม่อยากให้คิดเรื่องนี้เลย เพราะว่าจ่ายเท่าไร ก็จ่ายไป เพราะว่าออกมาถ้ามันไม่ครบมันกลายเป็นมันไม่ครบวง เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้เอง ก็กลายเป็นว่าตอนนั้นเองใครขายได้มากก็เท่ากับว่าเงินนั้นคุณเอาไปสิ ก็แสดงว่ารัฐไม่ต้อง จ่ายใช่ไหม ให้ไปทํามาหากินเองและมีแรงงานที่ไม่ต้องจ่ายค่าแรงใช่ไหม มันผิดทั้งระบบเลย เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้เองพอย้อนออกมาแทนที่เขาออกมาและมีงานทําเพราะไปทํากับรัฐ รัฐก็ไม่รับ ไปทํากับภาคเอกชนภาคเอกชนก็ไม่รับ มาทํามาหากินเองก็ไม่มีวิชาความรู้ มันล้มเหลวทั้งหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากจะเรียนท่านประธานว่าผมขอว่าเรื่องตรงนี้ อยากจะให้มีการพิจารณาเรื่องการประเมินเอาต์คัม (Outcome) ผมเชื่อว่าจะมีสิ่งดีที่ท่านทํา มากกว่าลดค่าใช้จ่ายของรัฐ ผมเชื่อว่าจะทําให้คนที่ถูกล็อกโดยตัวนี้เป็นคนดี ผมเชื่อว่าเป็นโมเลกุลแห่งความดีที่จะเข้าไปเพราะว่าเขาสามารถออกมาที่สวยงามได้อยู่กับ ลูกเมียได้อยู่กับอะไรได้ แล้วก็ทั้งหมดนี่ถ้าเราประเมินผลตรงนี้ในอนาคตท่านอาจจะเพิ่มขึ้น เป็น ๒ เท่าก็ได้และอาจจะทําให้ระบบคอร์เรกชัน (Correction) ของประเทศนี้ดีขึ้นกว่าที่เป็น ก็ได้อยากจะได้ตรงนี้ก็อยากจะเรียนว่าส่วนของผมยังไม่เห็นว่าการประเมินผลโดยรวม แต่ไม่ได้เน้นเอาต์พุต (Output) ว่าจํานวนกี่คน กี่วง กี่ข้อ ที่จะล็อกกี่อัน ผมไม่สนใจหรอก ผมจะดูว่าทั้งหมดต่อปีทําให้คนสามารถจะวัดได้ว่าเป็นคนดีกลับไปหาวิถีชีวิตที่ปกติของสังคม ไม่ไปทําให้คนอื่นมีปัญหาได้สักเท่าไร อย่างไร ตรงนี้จะเป็นประเด็นที่เป้าหมายสูงสุด ก่อนที่จะจบท่านประธานครับอยากจะขอนําเอาพระราชดํารัสเกี่ยวกับเรื่องผมคงเปิดไม่ทัน เพราะไม่ได้เตรียมเอาไว้คราวหน้าได้ไหมครับ ขอบพระคุณครับ