สังศิต พิริยะรังสรรค์ ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหานโยบายกฎหมายยาเสพติดที่เน้นลงโทษผู้เสพซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีฐานะยากจน โดยเรียกร้องให้ปรับแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับมติองค์การสหประชาชาติที่มองผู้เสพเป็นผู้ป่วย ไม่ใช่อาชญากร และทบทวนการใช้งบประมาณจำนวนมากในการปราบปรามที่ไม่ลดปัญหาอย่างยั่งยืน
ท่านประธานครับ ผม นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ผมคิดว่าข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรมที่เสนอให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว โดยหลักการแล้วผมเห็นด้วย เพราะอย่างน้อยที่สุดจําเลยและผู้ต้องหายังสามารถทํางานอาชีพได้ตามปกติ เพียงแต่ว่า ปัญหาจริง ๆ ของคนที่ไปติดคุกมันยังไม่ได้แก้ไข อันนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ถึง ปลายเหตุผมก็ยังคิดว่ายังดีนะครับ เพราะว่าสิ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานก็คือจํานวน นักโทษในคุกของเราในขณะนี้ ในปี ๒๕๕๘ มีอยู่ทั้งหมด ๓๒๕,๐๐๐ คน แล้วก็เป็นนักโทษ ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจํานวน ๒๓๐,๐๐๐ คน ก็คือมากกว่าร้อยละ ๗๐ เป็นนักโทษยาเสพติด จํานวนของนักโทษยาเสพติดเมื่อเทียบกับนักโทษทั่วไปเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในช่วงไม่เกิน ๑๐ ปี ในปี ๒๕๕๑ มีนักโทษยาเสพติดเทียบกับนักโทษทั่วไปคิดเป็นร้อยละ ๕๕ แต่ในปี ๒๕๕๘ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๗๑ ผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจํานวน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนนี้ ส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวข้องกับเรื่องของเมตแอมเฟตามีน (Methamphetamine) หรือที่เรา เรียกกันว่ายาบ้า ท่านประธานครับยาบ้าที่คนไทยเรียกนี่ ฝรั่งใช้คําว่าเมตแอมเฟตามีน (Methamphetamine) โดยทั่วไปในโลกเราเวลานี้เป็นของถูกกฎหมายครับ หากสามารถหา ซื้อได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย บางประเทศก็อาจจะสามารถหาได้โดยให้แพทย์เป็นคนสั่งให้ แต่ในเมืองไทยเราถือว่าเป็นสารเสพติดที่ร้ายแรง แล้วก็มีโทษที่จะถูกลงโทษร้ายแรงยิ่งกว่า การฆ่าคน ยิ่งกว่าการเป็นฆาตกรเสียอีก สิ่งที่ผมได้ไปศึกษามาผมพบว่า ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน ที่ติดคุก ท่านประธานครับ มากกว่าร้อยละ ๙๕ เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ต้องหาเสพ เสพและค้า เสพและเป็นผู้ผลิต ซึ่งผมคิดว่าการเขียนกฎหมายนี้มีความสมเหตุสมผลน้อยที่สุด ก็คือ สมมุติว่าผมมียาอยู่ ๒ เม็ด ผมเสพ ๑ เม็ด เพื่อนมาขอซื้อผมครึ่งเม็ด ผมก็แบ่งให้เขาครึ่งเม็ด ครึ่งเม็ดที่ผมขายไปนี้ผมจะถูกข้อหาว่าเป็นผู้ค้าแล้วก็จะถูกหาว่าเป็นผู้ผลิตด้วย โทษของผม ก็จะราว ๆ ๔๐ ปี และถ้าหากว่าผมบังเอิญไปเอา ๒ เม็ดนั้นข้ามมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ๒ เม็ดผมจะต้องติดคุกประมาณ ๔๐ ปี ผมก็จะต้องขอรับสารภาพโทษผมก็จะอยู่ราว ๆ สัก ๒๕ ปี คําถามก็คือเมตแอมเฟตามีน (Methamphetamine) มันทําร้ายคนที่เสพจริงหรือเปล่า มีงานวิจัยพบแล้วว่าไม่เป็นความจริงมันเป็นวาทกรรม แต่บางคนบอกว่าถ้าเสพมาก ๆ มันก็ออกฤทธิ์นะจริงครับ ของทุกอย่างในโลกถ้ามันเสพมากเกินจริง เกินไปมันก็เลวร้ายทั้งนั้น ระหว่างบุหรี่ เหล้า ซึ่งเป็นของที่ถูกกฎหมายมีโทษร้ายแรงกว่าเมตแอมเฟตามีน (Methamphetamine) ใบกัญชา และใบกระท่อม แต่ในขณะที่บุหรี่และเหล้าเป็นของถูก กฎหมายทั้งที่มีโทษร้ายแรงกว่าแต่เราไม่ลงโทษ เราลงโทษคนที่ไปเสพเมตแอมเฟตามีน (Methamphetamine) ใบกัญชา ใบกระท่อมนี่อย่างร้ายแรง คนเหล่านี้คือคนเกือบจะ ร้อยละ ๙๙ ของคนที่ติดคุกในข้อหายาเสพติดนะครับ เมื่อผมเทียบกฎหมายยาเสพติดไทย กับกฎหมายยาเสพติดทั่วโลก ผมพบเลยว่ากฎหมายไทยมีการกําหนดโทษร้ายแรงที่สุดในโลก ในปีนี้ครับท่านประธาน ปี ๒๕๕๘ องค์การสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด ขอประทานโทษใช้ภาษาอังกฤษว่าอันก๊าซ (UNGASS) นี้นะครับ ซึ่งประเทศไทย ก็เป็นสมาชิกอยู่ด้วย ได้มีมติว่าให้ถือว่าผู้เสพยาเสพติดเป็นผู้ป่วยไม่ใช่อาชญากร ที่ผ่านมา กฎหมายไทยถือว่าผู้เสพเป็นอาชญากรเท่ากับคนที่ไปฆ่าคนตาย ไปข่มขืนคน ซึ่งพวกนั้นมีโทษเบากว่าการเสพยา ซึ่งการเสพยาเราใช้คําว่ายาเสพติดก็เป็นวาทกรรมไม่ใช่ เรื่องจริง ผมไปสัมภาษณ์ผู้คุมในคุกเขาก็บอกว่าต่อให้มันเสพยามาอย่างไรก็ตามเข้ามาอยู่ใน คุก ๓ วันหายแน่นอนถ้าไม่มียาให้เสพ หรือถ้าประเภทที่เสพวันหนึ่งหลายสิบเม็ด อย่างร้ายแรงท่านพนันเลยว่าไม่เกิน ๗ วันก็จะไม่ติดอีกต่อไป เพราะฉะนั้นการใช้คําว่า ยาเสพติดที่มาจากภาษาอังกฤษว่าดรัก (Drug) จึงเป็นการแปลความหมายที่บิดเบือน ความเป็นจริงนะครับแล้วก็เป็นการที่จะมุ่งลงโทษคนเหล่านั้นโดยไม่ได้คํานึงถึงความรู้ที่เป็นจริง ว่าตัวยาในสารเสพติดเหล่านั้นมันร้ายแรงเท่ากับการฆ่าคนจริงหรือเปล่า เพราะฉะนั้นในคุก เวลาผมไปเห็น ไปสัมภาษณ์ ผมก็เห็นมีแต่คนที่เสพและค้า เสพและผลิต ซึ่งผมคิดว่าเป็นนิยาม กฎหมายที่ไม่ถูกต้องทั้งนั้น สมควรที่จะมีการแก้ทั้งนโยบายยาเสพติดให้สอดคล้องกับมติของ องค์การสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันแล้วก็ปราบปรามยาเสพติด ในคุกหลายคนผมไป พบมียาติดตัวอยู่เม็ดครึ่งรับสารภาพก็ ๒๕ ปีทั้งนั้นคนประเภทนี้เยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเราไม่แก้ปัญหาด้วยนโยบายแล้วก็แก้ไขตัว พ.ร.บ. ที่มาคล้องขาคน มันก็จะไม่แก้ปัญหาหรอกครับ ต้องแก้ที่เหตุของมันให้ได้ จากการที่ผมได้ศึกษางบประมาณ ด้านการป้องกันปราบปรามยาเสพติดนะครับระหว่างปี ๒๕๕๔-๒๕๕๙ งบประมาณของ รัฐบาลเท่ากับ ๙๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๘ ผมประมาณการว่ามากกว่า ๔๐๐,๐๐๐-๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแต่ที่ น่าสนใจก็คือผมพบว่าเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ก่ออาชญากรรมยาเสพติดสร้างมูลค่าต่อปี ในช่วงปี ๒๕๕๐-๒๕๕๘ มากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่อาชญากรรมของ ภาคเอกชนนี้อยู่ประมาณสัก ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นนโยบาย และกฎหมายอย่างที่เป็นอยู่ต้องแก้ไขครับ ผมได้ดูว่ามูลค่าของต้นทุนด้านเศรษฐกิจสังคม ของปัญหายาเสพติดในประเทศไทยช่วง ๘ ปีนี้ ระหว่างปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๘ มูลค่า ขั้นต่ําสุดคือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทถึง ๑ ล้านล้านบาทนี้คิดเป็น ๐.๗๖ เปอร์เซ็นต์ถึง ๑.๕๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เฉลี่ยของไทยปี ๒๕๕๐ ถึงปี ๒๕๕๗ ซึ่งสูงกว่าของสหรัฐ แคนาดาและออสเตรเลีย ของสหรัฐอยู่ราว ๆ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ออสเตรเลีย ก็ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) แคนาดาก็เพียง ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ท่านประธาน สิ่งที่เราควรจะทํานี้นอกเหนือจากที่คณะกรรมาธิการเสนอมาก็คือควรปรับปรุง กระบวนการพิจารณาความยุติธรรมเพื่อที่จะลดจํานวนผู้ต้องหานี้ลงนะครับ เนเธอร์แลนด์นี้