เพิ่มพงษ์ เชาวลิต เห็นด้วยกับการนำระบบอีเอ็ม (EM) มาใช้ในประเทศ โดยเสนอให้ปรับเปลี่ยนนโยบายทางอาญาจากการลงโทษมาสู่การฟื้นฟูผู้กระทำผิด โดยเฉพาะในคดียาเสพติด พร้อมเน้นการขยายการใช้ระบบดังกล่าวอย่างมีการคัดกรองและไม่ให้ผู้ไม่เป็นภัยต้องติดคุก ทั้งยังเรียกร้องให้แก้ปัญหาการขาดการบูรณาการของหน่วยงานราชการ ปรับปรุงระบบบริหารจัดการให้มีเอกภาพ ใช้เทคโนโลยีอย่างระมัดระวัง และเสริมมาตรการด้านจิตใจ การให้ความรู้ และการสร้างความเข้าใจในสังคม รวมถึงสร้างความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ และศาล พร้อมเสนอแนวทางการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพโดยให้ผู้มีฐานะมีส่วนร่วมสนับสนุนผ่านกลไกกฎหมาย
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นก็ต้องขอเห็นด้วยกับข้อเสนอของ กรรมาธิการในเรื่องของการเสนอให้มีการใช้อีเอ็ม (EM) ขึ้นในประเทศไทย ซึ่งก็ถือว่าได้เป็น การใช้อย่างขยายมากกว่าที่มีการทดลองครับ ผมมีข้อสังเกตอยู่ ๓-๔ ข้อที่คิดว่าจะเป็นการ ให้ข้อคิดเห็นนะครับ
เรื่องแรกก็คือเรื่องของแนวความคิดแล้วก็ปรัชญาของการใช้อีเอ็ม (EM) ตรงนี้ ที่จริงเพื่อนสมาชิกได้มีการพูดคุยกันก่อนหน้านี้หลายครั้งแล้วครับ ที่จริงแล้วบ้านเรามันมี นโยบายทางอาญาขึ้นมา ต้องยอมรับว่าในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมานโยบายทางอาญาของเรา หรือรวมทั้งที่เป็นเรื่องของต่างประเทศก็ตามแต่ จะเน้นในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย เป็นหลัก ในเรื่องของการปราบปรามก็ดี เรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย การเพิ่มโทษก็ดี ในทุกเรื่องจะเป็นแบบนี้ทั้งหมด เพราะเรามีความคิดว่ามนุษย์เองก็มีความชั่วร้าย และคนที่ ชั่วร้ายเองต้องได้รับโทษอย่างสาสมก็มีการเพิ่มโทษขึ้นมา ประเทศไทยของเราเองนโยบาย ทางอาญาของเราในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาเป็นเรื่องนี้เกือบทั้งสิ้นนะครับ เพื่อนสมาชิกเองได้มี การพูดถึงเรื่องยาเสพติด ท่านก็ได้เห็นว่าผลในเรื่องของยาเสพติด เรามองว่าเรื่องยาเสพติด เป็นเรื่องที่เลวร้าย เพราะฉะนั้นต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด มันก็มีผลที่ทําให้ คนที่เข้ามาติดคุกจากไม่กี่หมื่นคนในรอบ ๑๐-๒๐ ปีที่ผ่านมาเพิ่มเป็น ๓๐๐,๐๐๐ คน ในปัจจุบันนะครับ และจาก ๓๐๐,๐๐๐ คนในปัจจุบัน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนเป็นเรื่องของ ยาเสพติดในแต่ละปี จาก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน ๗๐ เปอร์เซ็นต์เป็นนักโทษเด็ดขาด เพราะฉะนั้นเราก็จะเพิ่มตรงนี้มากขึ้น เพิ่มคุกเพิ่มตะรางกันไปเรื่อย ๆ อันนี้เป็นแนวความคิด หรือนโยบายทางอาญาของเราในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเรามองว่าพอได้วิเคราะห์ อย่างจริงจังแล้ว ผมคิดว่าข่าวนี้ทั้งโลกเองกําลังปรับเรื่องนโยบายทางอาญาอย่างมาก เริ่มมีแนวคิดในการผ่อนปรนขึ้นมายกตัวอย่างอย่างเรื่องของยาเสพติด ประเทศทางยุโรป เริ่มคิดในเรื่องนี้มากขึ้น ผมเองได้มีโอกาสไปดูงานทั้งประเทศเยอรมัน ทั้งประเทศโปรตุเกส และเขาพบว่าในเรื่องยาเสพติดเป็นเรื่องของความเลวร้าย แต่ผู้ที่เสพยาเสพติดเป็นเหยื่อ อันนั้นเขาแยกแยะกันอย่างชัดเจน ประเทศทางยุโรปการเสพยาเสพติดไม่ผิดกฎหมาย แต่ว่าการครอบครองผิดกฎหมาย คนที่เสพยาเสพติดสิ่งหนึ่งของทางยุโรปเอง หรือประเทศทั่วโลกขณะนี้กําลังเปิดแนวคิดยาเสพติดว่าจะต้องไม่สร้างผลกระทบให้กับ สังคมอื่น เพราะฉะนั้นท่านจะได้ยินข่าวในเรื่องของการให้เข็มฉีดยาในเรื่องของ ผู้เสพยาเสพติด เพราะเขากลัวการแพร่ระบาดของโรคเอดส์กับเรื่องของไวรัส เขาก็มองตรงนี้ หรือการที่จะให้เสพยาเสพติดบ้างเป็นอันหนึ่งเมื่อปัญหาว่าการเสพไม่ไปสร้างอันตราย กับสังคม เว้นแต่ว่าผู้เสพคนนั้นเริ่มเป็นอันตรายกับสังคม เขาใช้มาตรการควบคุมเข้ามา แต่โดยไม่ใช้การลงโทษทางอาญา เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เขามีการดําเนินการมากขึ้น ของเราเองขณะนี้ทางกระทรวงยุติธรรมเท่าที่ผมเองได้ร่วมในการทํางานเรื่องนี้ด้วย เรากําลังศึกษาในเรื่องเหล่านี้อย่างมาก เรื่องพืชกระท่อมอย่างที่ท่านวิทยาได้พูดเป็น เรื่องหนึ่งที่ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าที่จริงที่คนเสพพืชกระท่อมไม่ได้เป็นอาชญากรรม แต่เป็นเรื่อง ของความดั้งเดิมวิถีชีวิตด้วยซ้ําไป หลายเรื่องตรงนี้กําลังจะมีการปรับตรงนี้ขึ้นมา ผมคิดว่า เรื่องการใช้อีเอ็ม (EM) เป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นการแสดงให้ถึงความเปลี่ยนแปลงของนโยบายทาง อาญาของประเทศไทยนะครับ เท่าที่ได้ศึกษาในเรื่องของกรรมาธิการที่มีการศึกษาตรงนี้ ผมคิดว่าเราขยายจากคุมประพฤติที่เคยมีการทําทดลอง ซึ่งผมเองก็ยังไม่ทันได้ฟังชัดเจน ว่ากรรมาธิการได้สรุปบทเรียนของทางคุมประพฤติที่มีการทดลองในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา มีผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง และจะเป็นส่วนของการปรับปรุงอย่างไรก็ขออนุญาตที่จะเรียนถาม เพิ่มเติมกับคําถามที่เพื่อน ๆ สมาชิกได้ถามไปแล้ว เพราะที่จริงแล้วเท่าที่ผมทราบมาได้มี การทดลองการปฏิบัติมาเป็นเวลา ๒ ปีแล้ว แล้วก็มีผลอะไรต่าง ๆ เพื่อจะมีผลในเรื่องของ การบังคับใช้นะครับ ทีนี้ในการขยายฐานผมเห็นด้วยว่าเราคงต้องดูว่านโยบายอีเอ็ม (EM) ควรจะเดินไป การจําแนก การเอาผู้กระทําความผิดเข้าไปสู่ในคุกตะรางอย่างไม่จําแนกมันจะ เกิดผลขึ้นหลาย ๆ อย่างครับ ผมคิดว่านโยบายอีเอ็ม (EM) จะเป็นเรื่องหนึ่งในการดึงคนเหล่านี้ ออกมาได้ คนที่ไม่เป็นภาระกับสังคมก็ดี การกระทําผิดไม่มีความเสียหายร้ายแรงถึงขนาด ที่ต้องจําคุกคนเหล่านี้ได้ออกมาก็ดีผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องนะครับ คนที่ได้รับการประกันตัวก็ดี คนพักโทษก็ดี หรือผู้ที่พื้นฟูยาเสพติดก็ดี คนเหล่านี้สามารถดําเนินการได้ ผมคิดว่า ในหลักการแนวความคิดแล้วก็ปรัชญาของอีเอ็ม (EM) ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะใช้ตรงนี้ อย่างขยายมากขึ้นนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ตั้งข้อสังเกตคือเรื่องของการบริหารจัดการนะครับ ถ้าเรามี การดําเนินการอีเอ็ม (EM) เข้าไปสู่หลาย ๆ ประเภทก็ตามแต่แน่นอนมีหลาย ๆ หน่วยที่ต้อง เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ผมก็เห็นด้วยจากที่กรรมาธิการได้มีการพูดถึงว่าหน่วยราชการของเรา การขยายงานหลายเรื่องและเราคุยใน สปท. หลาย ๆ เรื่องเราจะเห็นอย่างหนึ่งที่เราเจอก็คือ ๑. ขาดการบูรณาการกันแล้วก็ต่างหน่วยต่างทํา เนื่องจากกลไกราชการมีการขยายตัวไปถึง เป็นหลายสิบกระทรวง ๒๐๐-๓๐๐ กรม การทํางานมีความซับซ้อนกัน การพิจารณาแต่ละ เรื่องของเราเรามักจะพูดกันเรื่องนี้กันโดยตลอด ในเรื่องของการขาดการบูรณาการกันของ หน่วยราชการ ผมเห็นด้วยนะครับที่กรรมาธิการได้ยกตรงนี้ขึ้นมาในเรื่องของการบริหาร จัดการการใช้อีเอ็ม (EM) เพราะจริง ๆ แล้วเมื่อกระทําความผิดหลาย ๆ ฐานแล้วคงมี หลาย ๆ หน่วยเข้าไปดูแล เพราะฉะนั้นถ้าเราจัดในเรื่องการบริหารจัดการที่ชัดเจนขึ้นมา ตั้งแต่เรื่องของการควบคุม การสั่งการ เรื่องของการกํากับดูแลหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ผมว่า จะทําให้การทํางานได้เป็นเอกภาพได้มากยิ่งขึ้น ผมจะขอสนับสนุนตรงนี้นะครับ
อันที่ ๓ คือเรื่องของทางเทคนิคนะครับผมไม่แน่ใจว่าทางเทคนิค ในการควบคุมอีเอ็ม (EM) คงมีเครื่องมือหลาย ๆ อย่าง ผมเองเท่าที่ทราบของคุมประพฤติที่ ใช้การทดลองเท่าที่ผมทราบมาเป็นการใช้กําไลข้อเท้าซึ่งผมคิดว่ามันก็ค่อนข้างเห็นได้ชัดนะครับ เราคงต้องพิจารณาเหมือนกันว่าการที่ให้คนได้รับโทษทางอีเอ็ม (EM) ขึ้นมาเราคงต้อง ระมัดระวัง ๒-๓ อย่างเหมือนกันนะครับ จุดประสงค์ของเราเราต้องการที่ทําให้คนที่กระทํา ความผิดเกิดความสํานึกแล้วก็เลิก เลิกการกระทําความผิดอันนั้นเป็นเป้าหมายสูงสุด เราคง ไม่มีเป้าหมายสูงสุด คือไม่มีเป้าหมายที่จะไปประจานเขา เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ค่อนข้างมาก และผมคิดว่าเครื่องมือที่ใช้ในการอีเอ็ม (EM) จะเป็นเครื่องมือประเภทไหน เท่าที่ทราบในต่างประเทศบางทีเขาใช้เป็นนาฬิกาหรือใช้จะฝังเครื่องมืออะไรก็แล้วแต่ผมว่า ตรงนี้ต้องคิดให้มากเพราะการใช้กําไลข้อเท้ามันเห็นได้ชัดเจนแล้วก็มันจะไม่ค่อยเป็นผลดี เท่าไรนะครับ อันนี้ก็คงฝากในเรื่องเทคนิคนะครับ
ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องของมาตรการเสริมผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ เมื่อท่านสมาชิกได้มีการพูดคุยไปแล้วเรื่องมาตรการเสริมอันดับแรกคือต้องทําความเข้าใจกับ สังคมเหมือนกันนะครับ เพราะคนที่ได้รับการควบคุมโดยอีเอ็ม (EM) คงต้องมีชีวิตที่ยังผูกผัน กับสังคมอยู่ บางส่วนอาจจะไปทํางานได้ บางส่วนอาจจะอยู่ที่บ้านก็แล้วแต่โทษของ ฐานความผิดเขาเองต้องได้อยู่ร่วมกับสังคมและผมว่าเรื่องนี้การทําให้สังคมมีความเข้าใจ ตรงนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ นโยบายทางอาญาจะสําเร็จหรือไม่อยู่ที่ความเข้าใจของสังคมนะครับ พร้อมที่จะอภัย พร้อมที่จะดําเนินการหรือไม่ อย่างไรนะครับ
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของการให้ความรู้หรืออบรม เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกได้พูดไป แล้วที่จริงการควบคุมอีเอ็ม (EM) อย่างเดียวอาจจะไม่พอ การที่ทําให้เขาเลิกการกระทํา ความผิดต่อไปอาจจะต้องมีมาตรการส่งเสริม มาตรการฟื้นฟู มาตรการอบรม มาตรการ กล่อมเกลาทางจิตใจบวกไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเรามีอันที่ ๒ บวกไปด้วยมันจะทําให้ การดําเนินการค่อนข้างที่จะบรรลุตามนโยบายทางอาญาแบบใหม่ได้มากนะครับ
อันที่ ๓ คือการเตรียมความพร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ตํารวจก็ดี อัยการก็ดี ศาลก็ดี ให้ยอมรับในเรื่องของวิธีเหล่านี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ผมเอง เคยรับราชการกรมคุมประพฤติมาตั้งแต่สมัยแรก ๆ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือในช่วงแรก ๆ ศาลท่านเองหลายท่านอาจจะไม่ยอมรับในวิธีคุมประพฤติ บางทีพนักงานคุมประพฤติ ทําเรื่องไปศาลท่านอาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้ เพราะฉะนั้นการที่ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า จะเป็นตํารวจก็ดี อัยการก็ดี ศาลก็ดี ให้รับรู้ถึงเรื่องนโยบายทางอาญาใหม่เป็นเรื่องที่มี ความสําคัญมากที่จะให้การปรับเปลี่ยนเหล่านี้จะได้เป็นประโยชน์นะครับ
สุดท้ายผมฝากนิดหนึ่งเรื่องของงบประมาณ ผมคิดว่าถ้าเราจะคุมได้ ทุกประเภทคงใช้งบประมาณอย่างมากนะครับ ส่วนหนึ่งราชการก็คงต้องออก แต่ผมอยาก เสนอเป็นแง่คิดนิดหนึ่งครับว่าที่จริงคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ถ้าสามารถเขียนไว้ ในข้อกฎหมายให้เขาได้ออกเครื่องมือเหล่านี้แล้วก็บริจาคให้กับรัฐด้วย มันจะทําให้เป็นการปรับ งบประมาณไปได้ เราไม่จําเป็นจะต้องเสียงบประมาณทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่เขาก็สามารถที่จะ สนับสนุนตรงนี้ได้ ก็เป็นการประหยัดงบประมาณไปด้วย จะมีแรงจูงใจอะไรบ้างก็แล้วแต่ แต่ผมคิดว่ามันก็จะเป็นประโยชน์นะครับ ก็ขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ