วิทยา แก้วภราดัย แสดงความเห็นเห็นด้วยกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาคนล้นคุกและลดความไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ต้องหาที่มีฐานะต่างกัน โดยเน้นย้ำความจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต้องเข้าใจปัญหาพื้นฐานอย่างลึกซึ้งเพื่อให้การตัดสินใจเป็นธรรมและมีเหตุผลร่วมกัน สนับสนุนแนวคิดลดโทษยาเสพติดบางชนิด โดยเฉพาะกระท่อม รวมถึงเสนอให้พิจารณาปลดลอยาบ้าออกจากบัญชียาเสพติดประเภทร้ายแรง เพื่อลดจำนวนผู้ต้องขังและแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาตที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นในรายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผมจะไม่ก้าวล่วงไป ในทางเทคนิคว่าเครื่องมือที่นําเสนอขึ้นมานี้จะใช้ได้ประสิทธิภาพแค่ไหน เพราะว่าผมไม่ใช่ เทคนิเชียน (Technician) และผมเชื่อมั่นครับว่าเทคโนโลยีมันจะมีการพัฒนาอยู่ทุกวันแล้ว ก็จะเพิ่มเป็นทวีคูณในทุกปี ประสิทธิภาพเครื่องมือแต่ละอย่างไม่ได้หยุดนิ่งตรงนี้ ๖ เดือน ข้างหน้ามันก็พัฒนา อีกปีข้างหน้ามันก็จะไป แต่ผมก็จะขอออกความคิดเห็นในเรื่องของ การนําเสนอใช้เครื่องมือประเภทนี้เนื่องจากสภาพปัญหา ผมเข้าใจว่าสภาพปัญหาที่ท่าน นําเสนอมาทั้ง ๒ ประเด็น ตรงครับ เห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สภาพปัญหาที่ ๑ ที่เราจําเป็น ต้องแก้หาเครื่องมือมาสําหรับควบคุมคนผู้อยู่ระหว่างการดําเนินคดีต้องชัดเจนอย่างนี้ครับว่า ผู้อยู่ระหว่างการดําเนินคดียังไม่มีคําพิพากษาถึงที่สุดว่าผิดหรือไม่ผิด คือถ้าไปสับสนกันว่า เรากําลังจะควบคุมคนติดคุกโดยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อย่างนี้ผมเข้าใจว่าไม่ใช่การแก้ สภาพปัญหา สภาพปัญหาเนื่องจากคนล้นคุกในส่วนที่ล้นคุกเกิดจาก ๒ ประการ ประการที่ ๑ ก็คือคดีบางประเภทมันมากเกินไปเดี๋ยวค่อยว่ากันครับ ประการที่ ๒ ก็คือคนที่อยู่ ในกระบวนการยุติธรรมถูกขังไว้ในคุกเพราะอยู่ระหว่างการจะพิจารณาว่าผิดหรือไม่ผิด ตรงนี้แหละครับคือสภาพปัญหาคนมันเลยอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีเยอะมาก เรือนจํากลาง คลองเปรมทั้งเรือนจําอยู่ระหว่างนี้เกือบทั้งหมด เรือนจําหลาย ๆ แห่งครับครึ่งต่อครึ่งอยู่ ระหว่างการพิจารณาคดีกับศาลตัดสินเสร็จแล้ว ทีนี้คนที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีมันก็ เกิดความแตกต่างจริง ๆ อย่างสภาพปัญหามันต่างระหว่างคนจนกับคนรวย คนจนไม่มีสตางค์ ประกันตัว คนรวยหาสตางค์ประกันตัวได้หาสตางค์วิ่งเต้นให้อนุญาตประกันตัวแถม เข้าไปด้วยได้ ทีนี้ปัญหาที่ผมคิดว่ายังเป็นสภาพปัญหาอีกปัญหาหนึ่งซึ่งคณะกรรมาธิการ ควรเพิ่มก็คือการเข้าใจปัญหาของผู้บังคับใช้กฎหมาย คนที่จะบังคับใช้เครื่องมือกําไลติดตาม ตัวนี้มี ๓ ฝ่าย ๑. พนักงานตํารวจซึ่งจะเป็นกระบวนการเบื้องต้นในการควบคุมตัวและมีสิทธิ อํานาจวินิจฉัยว่าจะให้ประกันหรือไม่ให้ประกันหรือส่งประกันอัยการ ๒. พนักงานอัยการ ซึ่งท่านมีอํานาจวินิจฉัยว่าคดีประเภทนี้จะให้ประกันตัวได้หรือไม่ได้ ๓. ศาลครับ เพราะฉะนั้นทั้ง ๓ องค์กรนี้จะต้องเข้าใจสภาพปัญหาที่คณะกรรมาธิการเสนอขึ้นมาก่อน ตํารวจ อัยการ ศาลต้องเข้าใจว่า ๑. คนล้นคุก ๒. สิทธิของความเป็นมนุษย์ไม่เท่ากันระหว่าง คนจนคนรวย ถ้าทั้ง ๓ องค์กรนี้เข้าใจปัญหานี้เบื้องต้นพร้อมกันก็เข้าสู่กระบวนการ ขับเคลื่อนในการที่จะแก้ปัญหาเรื่องคนล้นคุกและความไม่เสมอภาคกัน ผมเห็นด้วยในการที่จะ เปิดโอกาสให้คนที่เรายังไม่รู้ว่าผิดหรือถูกศาลยังไม่ตัดสินมีสิทธิเท่าเทียมกันทั้งจนและรวย หลายคนกังวลว่าเดี๋ยวนักโทษจะออกมาเดินเพ่นพ่านเต็มหมด ไม่ใช่ครับ คนเหล่านี้ตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญเขายังไม่ได้เป็นคนผิดเลย คนเหล่านี้โดยหลักกฎหมายเขายังเป็นคนที่ ถูกกล่าวหาแค่นั้นเองเพราะฉะนั้นเขาต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ปัญหาว่าไม่ใช่คนถูกจับทุกคน และจะได้กําไลกลับมาทุกคน มันอยู่ที่การวินิจฉัยของคนควบคุมตัวในแต่ละชั้น ตํารวจ อัยการ แล้วก็ศาล ผมเลยเริ่มต้นปัญหาว่าคนที่ใช้อํานาจนี้ต้องเข้าใจปัญหาด้วย เมื่อเข้าใจ ปัญหามันก็จะได้แก้ปัญหาอย่างถูกต้องไม่ใช่ได้กําไลไปแล้วไม่ยอมใส่กําไลเลย หรือได้กําไล ไปแล้วใส่กําไลหมดทุกคน ไม่ได้ดูความร้ายแรงของคดี มันต้องดูประกอบหมด เพราะคนใช้ อํานาจมันต้องมีหลักในการที่จะใช้อํานาจและเข้าใจสภาพปัญหา ตํารวจจับผู้ต้องหายิงคน กลางสี่แยกมาได้แจกกําไลกลับบ้านไปแล้ว อย่างนี้ไม่ใช่ครับไม่เข้าใจ หรืออัยการเขาลักขนุน ข้างทางไปกินลูกหนึ่งส่งอัยการฝากขังศาลไปเลย แล้วศาลก็ไปอย่างที่ท่านเสรีว่าเมื่อสักครู่ บางครั้งศาลชั้นต้นยกศาลอุทธรณ์ไปขังเพื่อนระหว่างอุทธรณ์ ผมก็จะแนะนําให้ไปขอ สํานักงานคุ้มครองผู้ต้องหาจะไปขอหลักเงินจากกระทรวงยุติธรรมมาประกันตัว ท่านครับ กว่ามาโน่นครับพิจารณาถึงอธิบดี บ้านอยู่ปากพนังกว่าจะถึงอธิบดี ติดกันไปเกือบ ๆ พร้อมกับ อุทธรณ์จะลงมาแล้ว เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยในหลักการ นี่คือปัญหาที่ ๑ ที่เห็นด้วยในหลักการ ที่จะใช้กระบวนการในการแก้ปัญหาเรื่องคนล้นคุกและสิทธิความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ ในเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจ
ประเด็นที่ ๒ ผมมีความเห็นด้วยกับกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรี ที่ได้เสนอความคิดเห็นมาเรื่องคนล้นคุก ซึ่งท่านที่เป็นอัยการ ผมที่เป็นทนายความและ ท่านที่เป็นศาลรู้ครับว่าคดีที่เข้าไปในเรือนจําหรือคดีที่เข้าสู่ศาลครึ่งหนึ่งเป็นคดียาเสพติด และในยาเสพติดครึ่งหนึ่งของคนที่จําคุก ฝากขังกันอยู่นี่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ยาบ้า ตามมาก็แถว จังหวัดบ้านผม น้ํากระท่อมสี่คูณร้อย คราวนี้ปัญหายาเสพติดคืออะไร ชื่อมันบอกเสพแล้วติด มันมีอะไรบ้างครับ ยาเสพติดก็คืออันตรายต่อสุขภาพตัวเอง ผมสูบบุหรี่ ผมกินเหล้าเป็นอาจิณ อันตรายต่อสุขภาพตัวเอง ยาเสพติดบางประเภทมันส่งผลกระเทือนทางสังคมมากกว่าการเสพ ควันบุหรี่เกินไป การประพฤติพฤติกรรมที่ผิดปกติมนุษย์มนาเข้าไป กลายเป็นแรงผลักดันให้ กระทําความชั่วมากขึ้นไป ยาเสพติดเพราะฉะนั้นต้องแก้ไขครับ แต่ปรากฏว่ายาบ้า ผมตามมา ตั้งแต่เป็นยาม้า ยาม้าแรก ๆ ก็เห็นปีนเสาไฟฟ้ากันอยู่ ปีนเสาโทรทัศน์กันจะฆ่าตัวตาย ก็อยากตายก็เรื่องของเขา แต่หลังจากเรายกยาบ้าขึ้นเป็นยาเสพติดประเภทร้ายแรง ผลตอบแทนสําหรับต่อเม็ด ผมไปถามคนจับดู รางวัลนําจับมากกว่าต้นทุนการผลิตยาเสียอีก ผมไม่ใช้ต้นทุนการผลิตยา ผมอยู่กระทรวงสาธารณสุขยกเลิกยาบางประเภทไป ยาแก้หวัด ยาแก้หวัดเม็ดเดียวเม็ดละ ๓ บาท ไปทํายาบ้าได้ ๓ เม็ด ยาบ้า ๓ เม็ด ต้นทุนการผลิตแต่ละเม็ด ไม่เกิน ๕๐ สตางค์ ไม่เกินบาท แต่พอกลายเป็นยาเสพติดประเภท ๑ จับมาได้ รางวัลนําจับ เม็ดหนึ่งแพงกว่าค่าต้นทุนการผลิตยาบ้า เฉพาะนั่งปั๊มยาบ้าแล้วจับเองยังคุ้ม เพราะฉะนั้น ความคิดของกระทรวงยุติธรรมในการที่จะปลดโทษยาเสพติดบางประเภทออกเสีย เช่น กระท่อม วัฒนธรรมของคนทํานา บ้านผมตื่นเช้าเคี้ยวกระท่อมตั้งแต่เช้า คนที่เสพกระท่อม ไม่เคยไปอาละวาดปีนต้นไม้ ฆ่าใครที่ไหนเลย กินกระท่อมเสร็จก็ลงทํานาตั้งแต่เช้า กว่าจะ ขึ้นมากินข้าวบ่ายโมง ไม่หิวข้าวแค่นั้นเอง เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่เขาขยัน ยิ่งแดดร้อน เท่าไรคนกินกระท่อมสู้ได้ ฝนมาเมื่อไรกลับไปนอนเหมือนวัวครับ มีแค่นั้น วันหนึ่งเด็ก ๆ เอากระท่อมไปต้มแล้วก็ทําเป็นน้ํากระท่อมก็กลายเป็นทั้งอําเภอโค่นกระท่อมหมดไม่เหลือ แม้แต่ต้นเดียว ที่จริงทางการแพทย์เขาก็พิสูจน์ว่ากระท่อมภัยทางเรื่องสุขภาพเกือบไม่มีเลย แก้เบาหวานได้ด้วย ป้องกันโรคกระเพาะได้ด้วยอย่างโน้นอย่างนี้ บางประเทศเขาพาไปขึ้น ทะเบียนหายสาบสูญแล้วประเทศไทยยังมะงุมมะงาหราเพื่อจะเอาคนเสพยาเสพติดเข้าคุกให้ได้ เพราะฉะนั้นปัญหาที่ ๒ ที่ผมฝากคณะกรรมาธิการไปศึกษาต่อยอดจากความคิดกระทรวง ยุติธรรมก็คือยาบ้า กระท่อมปลดจากยาเสพติดประเภทชนิดที่ไปทํามาหากินกันได้แล้ว และถ้าปลดได้ผมคิดว่าปีหน้าเงินพวกค้ายาบ้าจะทะลักออกมาในตลาดเยอะ คงเก็บไว้ได้ไม่นาน หาใหม่ก็ไม่ได้ เงินก็จะไหลออกมาแบบอินเดียเลิกธนบัตรเมื่อไรเงินประเภทนี้ออกมาเต็ม ตลาดหมดแล้วครับ เพราะฉะนั้นความคิดผมนะครับ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในการที่จะใช้ เครื่องมือ ส่วนทางเทคนิคท่านก็พัฒนาการไปตามที่ว่าแต่โดยหลักการของการป้องกันคนล้นคุก ล้นจริง ๆ ครับ อย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการท่านว่าครับคุกเราเตรียมไว้ขังคน ๑๘๐,๐๐๐ คน ตัวเลขคนในคุกเดี๋ยวนี้ ๓๘๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นคนมันล้นคุกและส่วนหนึ่ง ของการล้นคุกก็เนื่องจากยาเสพติด และอันที่ ๒ ก็เนื่องจากไม่ได้รับการประกันตัวชั่วคราว ในระหว่างการพิจารณาคดี ทั้ง ๒ ปัญหานี้ผมเห็นด้วยในหลักการนะครับ แล้วก็ฝากปัญหาที่ ๓ ท่านไปก็คือเอาคนที่ใช้อํานาจวินิจฉัยเข้าใจปัญหาเหมือนกับกรรมาธิการด้วยครับ ท่านกรรมาธิการทั้งหมดท่านเข้าใจปัญหา สภาพปัญหา ท่านหาทางแก้ปัญหา แต่คนบังคับใช้ กฎหมายตั้งแต่ตํารวจ อัยการ ศาล ต้องเข้าใจปัญหาเช่นท่าน ไม่เช่นนั้นแล้วก็คนบังคับใช้ กฎหมายใช้กฎหมายไม่ถูกแก้ปัญหาไม่ได้หรอกครับ ขอขอบพระคุณครับ