เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หารือถึงแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนโดยเน้นการพึ่งตนเอง จิตอาสา และการมีส่วนร่วมของประชาชนภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ พร้อมเสนอการจัดตั้งกองทุนแม่ของแผ่นดินร่วมกับกองทุนศรัทธาและกองทุนปัญญา เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง สวัสดิการชุมชน และการป้องกันยาเสพติดอย่างยั่งยืน ทั้งยังเน้นความสำคัญของจิตวิญญาณทางสังคมและบทบาทของรัฐในการไม่ทำให้ชุมชนอ่อนแอ แต่สนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งจากภายใน
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นผมคิดว่าการทําให้ความเข้มแข็งของ ชุมชนที่จริงเป็นยุทธศาสตร์หรือเป็นแนวทางที่หลายภาคส่วนได้ดําเนินการอยู่แล้วนะครับ ไม่ว่าจะออกเป็นเรื่องของความเข้มแข็งในด้านเศรษฐกิจก็ดี บทบาทอํานาจก็ดี การตัดสินใจก็ดี หรือว่าจะเป็นเรื่องการทําให้สุขภาพสวัสดิการดีขึ้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ที่จริงแวดล้อมตรงนี้ ในญัตตินี้คงจะพูดถึงการสร้างสวัสดิการชุมชนโดยอาศัย พ.ร.บ. ที่มีอยู่แล้ว ผมเองในเรื่องของ พ.ร.บ. คงจะไม่มีข้อคิดเห็นประการใด เพราะว่าท่านสมาชิกหลายท่าน ได้ให้ข้อคิดเห็นไปแล้ว แต่ผมคิดว่ามิติของการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งหรือว่าให้เกิด มีการพึ่งตนเองได้เรียกว่ามีความพร้อมทุกอย่างมีอยู่ ๒ ส่วนครับ
ส่วนหนึ่งก็คืออาศัยบทบาทหรืออาศัยอํานาจตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผน พระราชบัญญัติ ซึ่งอันนี้เรากําลังดําเนินการอยู่
แต่อันที่ ๒ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่งก็คือจิตวิญญาณ ทางสังคมซึ่งผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก เพราะว่าจริง ๆ การทําให้ชุมชนมีความพร้อมหรือ มีความเข้มแข็งหรือมีสวัสดิการด้วยกัน มีการทําได้ใน ๒ ลักษณะก็คือรัฐเป็นการดําเนินการ กับชุมชนเป็นคนดําเนินการ ซึ่งในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นี้ก็ได้พูดไว้แล้ว รัฐเป็นคน ดําเนินการจริง ๆ แล้วเป็นหน้าที่ของรัฐในการทําโดยตรงอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ รูปแบบของการจัดสรร อํานาจทางกฎหมายก็ดี การกระจายอํานาจก็ดี หรืองบประมาณก็ดี แต่จริง ๆ สิ่งที่เป็นบทบาทของรัฐที่เข้าไปดําเนินการเป็นสิ่งที่เราทราบกันทั่วไปว่าถ้ารัฐ ดําเนินการอย่างไม่รอบคอบแทนที่จะทําให้ชุมชนมีความพร้อมหรือมีความเข้มแข็งกลับเป็น การทําให้ชุมชนมีความอ่อนแอ มีหลายโครงการหรือหลายการสนับสนุนช่วยเหลือของรัฐ ที่เกิดขึ้นเป็นการทําลายความเข้มแข็งของชุมชนหรือทําลายจิตวิญญาณของชุมชนจริง ๆ ซึ่งมันไม่ได้เข้ากับเจตนาของรัฐจริง แต่ว่าวิธีการที่ขาดความระมัดระวังกลายเป็นการทําให้ ชุมชนอ่อนแอลงไปได้ เราจะเห็นได้ว่าโครงการช่วยเหลือของรัฐเป็นจํานวนมากไม่ได้เสริมให้ ชุมชนมีความเข้มแข็งอันนี้อันที่ ๑ นะครับ เพราะฉะนั้นเราเลยพยายามจะทํากลยุทธ์อันใด ที่ทําให้ชุมชนซึ่งอันนี้ก็คือเป็นกระแสรองให้ชุมชนได้มีการทําของตัวเองขึ้นมาให้มี ความเข้มแข็ง ซึ่งผมคิดว่ามันมีอยู่ ๒-๓ คําเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก ๆ และในระยะหลัง ก็คือจะมีการพูดกันถึงกิจกรรมใดก็ตามที่จะเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สิ่งหนึ่งอันแรก ที่มีการพูดกันมากก็คือการมีส่วนร่วมของชุมชนอันนี้อันแรกนะครับ เพราะฉะนั้น การดําเนินการอะไรก็ตามแต่ถ้าเป็นการทํางานของชุมชนด้วยกันและข้อคิดเห็นร่วมกัน มีการทํางานร่วมกันอย่างมีส่วนร่วมนี่ ตรงนี้จะทําให้ความรู้สึกเป็นเจ้าของเกิดขึ้นอันนั้น จะเป็นความเข้มแข็ง
อันที่ ๒ ที่ระยะหลังมีการพูดและเราจะเห็นมากในช่วงหลัง ๆ นี้ก็คือเรื่องของ ความเป็นจิตอาสาอันนี้ก็เป็นอันที่ ๒ ที่เราสังเกตเห็นว่าความสําเร็จของชุมชนที่มี ความเข้มแข็ง การที่มีจิตอาสาขึ้นมานี่นะครับจะเป็นในบริบทของหมู่บ้าน ชุมชน หรือบริบท ของสังคมก็ตามแต่มันเป็นการเสริมทําให้ชุมชนมีความเข้มแข็งขึ้นนะครับ
อันที่ ๓ ซึ่งผมคิดว่าระยะหลังเราก็พูดมากเหมือนกันแล้วก็ถือว่าเป็นสําคัญมาก ก็คือแนวความคิดในเรื่องของความพอเพียง ๓ อันนี้จะเป็นจุดสําคัญที่ทําให้ชุมชน มีความเข้มแข็งได้และสามารถแปลในสิ่งที่เป็นอัตราชุมชนมาสู่เรื่องต่าง ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องสวัสดิการหรือเรื่องอะไรต่าง ๆ ก็สําคัญ จริง ๆ ในขณะที่ผมทํางานอยู่ใน ป.ป.ส. นี้ ก็มีประสบการณ์เรื่องนี้อยู่บ้างก็อาจจะแชร์ให้ทางสมาชิกท่านได้รับทราบนิดหนึ่งว่าการทําให้ ชุมชนมีความเข้มแข็งอยู่ที่เรามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทําให้ชุมชนมีความเข้มแข็งได้นะครับ เมื่อสัก ๑๐ กว่าปีที่แล้วสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จแปรพระราชฐาน ไปที่ทุกภาคของประเทศ ท่านไปที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นมานี่ ท่านได้พระราชทาน ทุนทรัพย์ก้อนหนึ่งนะครับก็ไม่ได้มากนักให้กับราษฎรที่ทําการต่อสู้ในเรื่องยาเสพติดซึ่งสมัย นั้นต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านพิชัยเป็นเลขาธิการ ป.ป.ส. ท่านได้พระราชทานทุนทรัพย์ ก้อนหนึ่งเพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็งก็ได้มานั่งถามว่าเราจะทําอะไรกันดี เราก็จัดโครงการอันหนึ่ง ซึ่งเราเรียกว่ากองทุนแม่ของแผ่นดิน อันนี้เป็นกุศโลบายที่เป็นการทําให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง เราได้รับทราบว่าจริง ๆ ประชาชนไทยทั้งหมดความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องที่สูงสุดนะครับ เราสามารถเห็นปรากฏการณ์ในช่วงเดือนที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจนนะครับ เราก็เอาสิ่งเหล่านี้ ขึ้นมานี่เอาสิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้พระราชทานขึ้นมานี่ถือว่าเป็น กองทุนที่ทําให้กับหมู่บ้านชุมชนแล้วก็สมทบกับเงินงบประมาณ ป.ป.ส. จัดเป็นเงินก้อนหนึ่ง ที่ให้กับหมู่บ้านนะครับ ให้หมู่บ้านหนึ่งประมาณ ๘,๐๐๐ บาท เราถือว่าเป็นกองทุนขวัญถุง เพื่อให้กับชาวบ้านที่ทําการต่อสู้เรื่องยาเสพติด แล้วก็มองว่าอันนี้เป็นเสมือนกับตัวแทนของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่มีความหวังดีกับประชาชนและต้องการให้ หมู่บ้านนั้นปลอดจากยาเสพติดขึ้นมาอันนั้นก็คือเป็นเหมือนอุดมคติที่ได้กระทําขึ้นมานะครับ เราจัดให้มีกองทุนอยู่ ๒ ประเภท เราใช้คําว่ากองทุนศรัทธากับกองทุนปัญญา กองทุนศรัทธา ก็คือความที่ประชาชนในหมู่บ้านนั้นเห็นพ้องต้องกันที่จะเดินกิจกรรมเหล่านี้ แล้วก็สมทบ เงินของเขาตามที่เห็นพ้องด้วยกันอาจจะคนละบาทต่อเดือน คนละ ๒ บาท ๕ บาท แล้วแต่ ในเวลาประชุมนะครับอันนี้ก็มีการสะสมกันมา อันที่ ๒ ก็คือเป็นกองทุนปัญญาก็คือสิ่งที่ ประชาชนคิดกันขึ้นมาเองว่าจะระดมทุนอย่างถูกต้องอะไรบ้าง เขาก็ได้คิด บางหมู่บ้านชุมชน เขาใช้ทอดผ้าป่าขึ้นมา แล้วเอาเงินที่ได้จากผ้าป่ามาใส่เป็นยอดของกองทุนแม่ เราเอา ๓ กองทุนนี้ขึ้นมานะครับ โดยการระดม เราถือว่าเป็นกองทุนทางสังคมที่ประชาชน มีความตื่นตัวและร่วมกันมาที่จะสํานึกต่อหมู่บ้านเขาเข้ามาดําเนินการนะครับ โดยมีเงื่อนไขว่า ๑. ในกองทุนนี้ต้องไม่ใช้เงินขวัญถุงที่พระราชทานให้จํานวนหนึ่งของหมู่บ้าน อันนี้จะต้องถือว่า เป็นกองทุนศักดิ์สิทธิ์ที่เราต้องไม่ใช้ แต่ใช้จากกองทุนที่แสวงหามาเอง เพราะฉะนั้นชาวบ้าน เขาจะดําเนินการตรงนี้ทุกอันนั้นมา
กิจกรรมที่จะดําเนินการในการให้มีหลาย ๆ อย่าง อันที่ ๑ ส่งเสริมเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงนะครับ อันที่ ๒ คือเป็นสวัสดิการสังคมในการช่วยเหลือเด็กเพิ่งเกิดใหม่ คนเดือดร้อน บ้านถูกไฟไหม้ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นสวัสดิการทางสังคมที่ให้ จะเป็น ๑๐๐ บาท ๒๐๐ บาท ๓๐๐ บาท ก็แล้วแต่ที่ชาวบ้านจะคุยกัน แล้วก็ดําเนินการในเรื่องของ การเฝ้าระวังยาเสพติด ดําเนินการตรงนี้นะครับ
เงินในลักษณะนี้จะมีการไหลเข้าเป็นประจําเดือนแล้วก็ออกไปในการใช้ ประโยชน์ทางสังคม เราถือว่าเป็นกองทุนทางสังคม เมื่อมีการดําเนินการได้สักระยะหนึ่งสิ่งที่ มันเกิดขึ้นคืออะไรครับ ก็คือความเข้มแข็งของหมู่บ้านกลับคืนมา คําว่า เงินกองทุน มันเป็น แค่กลยุทธ์เพื่อจะทําให้ชาวบ้านมีกิจกรรมร่วมกัน เมื่อชาวบ้านมีกิจกรรมร่วมกันเสร็จแล้ว มันจะก่อสํานึกในเรื่องของจิตสํานึกชุมชนขึ้นมา ๆ เพราะฉะนั้นเขาจะมองจากยาเสพติด ไปจนถึงปัญหาอื่นนะครับ สิ่งที่สําคัญมากของกองทุนแม่เราบอกว่าจะไม่มีการกู้ยืม แต่สามารถสังเคราะห์ได้ เพราะฉะนั้นเวลาเราจะให้กับชาวบ้านที่มีความเดือดร้อนประกอบอาชีพ จะไม่มีดอกเบี้ย ก็มีการให้เงินไป เช่น ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท แล้วเมื่อถึงเวลาพร้อมแล้ว ก็ส่งคืนกลับ หลายรายส่งคืนกลับพร้อมกับดอกเบี้ยจํานวนหนึ่งเพื่อให้คนอื่นต่าง ๆ ซึ่งเรา ไม่ใช่เรียกว่าดอกเบี้ย วิธีการทําในลักษณะแบบนี้ผมเชื่อว่ามันเป็นการทําในเชิงของสวัสดิการ ชุมชนเหมือนกัน บางหมู่บ้านสามารถเอาดอกผลจากกองทุนอื่น ๆ ในหมู่บ้านรวมเข้ามาจาก กองทุนแม่ของแผ่นดิน ซึ่งในขณะนี้เราได้ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยอะไรต่าง ๆ ดําเนินการร่วมกันประมาณ ๒๐,๐๐๐ หมู่บ้าน แต่ผมคิดว่าที่มีความเข้มแข็งประมาณ สัก ๕,๐๐๐ หมู่บ้าน หรือ ๖,๐๐๐ หมู่บ้าน ดําเนินการในลักษณะนี้ได้ ผมคิดว่าอันนี้ก็จะเป็น ตัวอย่างอันหนึ่งว่าการที่ทําให้ชุมชนมีความเข้มแข็งก็ดี แล้วก็สามารถจะเดินงานในเรื่องของ สวัสดิการสังคมได้ ผมคิดว่าคติ ๓ อย่างนี้จะสําเร็จได้คือ ๑. การมีส่วนร่วม ๒. ในเรื่องของ จิตอาสา ๓. ในเรื่องความพอเพียง อะไรที่สามารถยึดโยงตรงนี้ได้ ผมคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทํา ให้ชุมชนมีความเข้มแข็งนะครับ ผมก็ขออนุญาตที่จะเสนอเป็นข้อคิดเห็นเชิงประสบการณ์ที่ ให้ทางคณะกรรมาธิการได้รับทราบในส่วนเหล่านี้นะครับ ก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็ น้อย ขอขอบคุณครับ