เฉลิมชัย เครืองาม หารือเกี่ยวกับการเชื่อมโยงหลักศาสนากับหลักสวัสดิการสังคม โดยเห็นว่าการให้ทานเป็นพื้นฐานร่วมของทุกศาสนาและสอดคล้องกับการดำเนินงานด้านสังคม โดยเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมให้มีความชัดเจนและครอบคลุมองค์กรที่ดำเนินงานตามหลักศาสนาและวัฒนธรรมมากขึ้น พร้อมชี้แนะให้ขยายการรับรององค์กรสาธารณประโยชน์ภายใต้กรอบกฎหมายเดิมเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างถูกต้องในด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษา สุขภาพ ที่อยู่อาศัย และการพัฒนาอาชีพ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ เข้าใจว่าผมจะอภิปรายเป็นคนสุดท้าย ยังหรือครับ ไม่เป็นอะไร ก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๑๐ นาทีที่ผ่านมานั้นก็สนุกดี ก็เป็น สีสัน ทําให้ผมหายง่วงไปได้ระดับหนึ่ง ก่อนอื่นผมขออนุญาตกล่าวคําว่าหลักธรรมนั้นค้ําจุนโลก หลักธรรมที่ผมกล่าวนั้นเป็นหลักธรรมในทุกศาสนา พุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ซิกข์ และ ศาสนาอื่น ๆ ล้วนสอนให้คนทําดี ผมคิดว่าสิ่งที่เรากําลังอภิปรายกันอยู่ในเวลานี้ กําลังศึกษา รายงานฉบับนี้นั้นไม่น่าจะมีเรื่องใดที่เป็นความลับ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ เป็นเรื่องที่ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะเป็นอันมาก ก็ขออนุญาตกล่าวชื่นชมและขอบคุณ กรรมาธิการที่ท่านพยายามที่จะคิด ที่ท่านคิดว่าเป็นนวัตกรรม อินโนเวชัน (Innovation) ในการเชื่อมโยงหลักทางศาสนาเข้ากับหลักสวัสดิการสังคม แม้จะมีบางท่านเห็นต่างว่า ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าจับเชื่อมโยงเข้ามาหากันเป็นจุดโฟกัส (Focus) จุดเดียว แล้วเป็นเรื่องละเอียดอ่อนซึ่งอาจจะเกิดปัญหา แต่ผมคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาใด ๆ เพราะ ทุกศาสนานั้นล้วนสอนให้คนทําดี และหลักศาสนาข้อหนึ่งที่ผมคิดว่าทุกศาสนามีเหมือนกัน คือหลักการให้ทาน พูดง่าย ๆ ก็คือการบริจาค แม้ในพุทธศาสนานั้นการให้ทานก็เป็นสิ่งที่มี ความสําคัญเป็นอันมาก ดังจะเห็นได้ว่าทศชาติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว เวคือเวสสันดร คือพระชาติสุดท้ายขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเรียก กันว่าเป็นมหาชาติ เพราะทานนั่นแหละครับที่ทําให้องค์พระโพธิสัตว์พระองค์นี้ตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลต่อมา เพราะฉะนั้นหลักการให้ทานที่เรากําลังพูดถึงคือ การบริจาค บริจาคทรัพย์เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ช่วยเหลือในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ ต่อสาธารณะนั้น ไม่น่าจะขัดต่อหลักศาสนาใด ๆ และไม่เป็นความลับใด ๆ ทั้งสิ้น เราจะตีวง กรอบให้แคบอยู่ในเรื่องของการให้ทานเพื่อการทําสาธารณกุศลเท่านั้น เป็นหลักศาสนาและ เป็นหลักมนุษยธรรมที่ทุกเผ่าพันธุ์และทุกศาสนาพึงมีพึงใช้ เพราะฉะนั้นแนวคิดเรื่องนี้ที่ทาง กรรมาธิการนําเข้ามาเป็นรายงานฉบับนี้นั้นท่านทําถูกต้อง เพียงแต่มีข้อเสนอแนะซึ่งคงจะ เห็นต่างจากท่านกรรมาธิการได้ชมท่านมาครึ่งหนึ่งแล้วก็ขออนุญาตที่จะเห็นต่างจาก ท่านกรรมาธิการ ซึ่งผมจะสรุปในวาระสุดท้าย ท่านประธานครับ รายงานของกรรมาธิการ คณะนี้นั้นจริง ๆ แล้วไม่มีอะไรสลับซับซ้อนไม่มีอะไรยุ่งยากเลย ท่านเขียนอารัมภบทมายืดยาว มากมายแล้วท่านก็มาสรุปอยู่ในพารากราฟ (Paragraph) ที่ ๒ ของหน้า ๓ ผมอ่านเร็ว ๆ ดังนี้ครับ
อย่างไรก็ตามยังมีความไม่ชัดเจนอยู่ในระดับหนึ่งว่าองค์กรที่จัดสวัสดิการ สังคม โดยอิงหลักศาสนาและวัฒนธรรม จะดําเนินการได้อย่างไรภายใต้พระราชบัญญัติ ฉบับปัจจุบัน จึงเป็นเหตุผลสําคัญที่ต้องเสนอรายงานฉบับนี้ และจะต้องแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายที่ส่งเสริมสนับสนุนการดําเนินงานสวัสดิการสังคมให้มีความครอบคลุมมากขึ้น ด้วยการตราร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แค่นี้ครับ ท่านกล่าวอารัมภบทเรื่องของความเหลื่อมล้ํา เรื่องของความยากจน เรื่องของแผนพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่เท่าไรจนถึงฉบับที่ ๑๒ แล้วก็มาสรุปตรงนี้ว่า มันไม่มี ความชัดเจนว่ากฎหมายซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ คือพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ ชื่อว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม ผมเพิ่งปรินต์ (Print) มาดูเมื่อตอนเที่ยงแล้วก็ พยายามดูเร็ว ๆ ศึกษาแล้ว เปรียบเทียบกับสิ่งที่อยู่ในรายงานของทางคณะกรรมาธิการ พบดังนี้ครับ จริง ๆ แล้วง่ายนิดเดียว ทางกรรมาธิการมองว่าถ้าให้องค์กรที่มีแนวทางปฏิบัติ เกี่ยวกับทางศาสนาหรือหลักศาสนาอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่ว่าศาสนาไหนก็ตาม เข้ามายุ่งเกี่ยว หรือเข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการแล้วมันจะขัดกับกฎหมายฉบับนี้ไหม อย่ากระนั้นเลย เขียนลงไปให้ชัดเจนเลยดีกว่า เขียนไปโดยการใส่คําจํากัดความลงไปในมาตรา ๓ ว่า องค์กรสวัสดิการสังคมทางศาสนาอันนี้เรายุติไปแล้วนะคําว่าทางศาสนา ท่านประธานเสนอว่า ให้ใช้คําว่าโดยหลักศาสนาผมก็เห็นด้วยครับ แล้วก็มีคําจํากัดความของท่านไปแล้วก็ แก้มาตราอื่นให้สอดคล้องกับคําจํากัดความนี้ จริง ๆ ก็ยิ่งไม่มีอะไรยากถ้าเราพลิกไปดู ท่านประธานครับ ในหมวด ๑ แนวการจัดสวัสดิการสังคม มาตรา ๕ คือท่านพูดเรื่องของการ แก้กฎหมายผมก็พยายามใส่กฎหมายลงไปให้ท่านเข้าใจแล้วก็พยายามที่จะเสนอแนะให้ท่าน เอาไปใช้ถ้าหากว่าท่านเห็นด้วย ในหมวด ๑ มาตรา ๕ การจัดสวัสดิการสังคมขององค์การ สวัสดิการสังคมให้แก่ผู้รับบริการสวัสดิการสังคม ให้คํานึงถึงเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) สาขาต่าง ๆ ที่จะดําเนินการตามความจําเป็นและเหมาะสม เช่น การบริการทางสังคม การศึกษา สุขภาพอนามัย ที่อยู่อาศัย การฝึกอาชีพ การประกอบอาชีพ นันทนาการ และกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น
จบด้วยคําว่าเป็นต้น นั่นย่อมหมายความว่าถ้าเห็นว่ามีสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับ สวัสดิการสังคมแล้วก็ย่อมทําได้ไม่ขัดอะไรเลย เพียงแต่กฎหมายเขาเขียนไว้ว่า มีจุดๆ ต่อไปนี้ แล้วก็จบด้วยคําว่า เป็นต้น แสดงว่าแม้แต่วิธีการทางศาสนานั้นย่อมสามารถใช้เป็น แนวทางในการจัดสวัสดิการสังคมได้ แต่เมื่อแนวทางการจัดสวัสดิการสังคมนี้มันต่อเนื่อง ไปถึงอะไร มีความสําคัญอย่างไร มีความสําคัญก็เพราะว่าในหมวด ๕ เป็นหมวดที่ว่าด้วย องค์กรสาธารณประโยชน์ ได้มีท่านผู้มีเกียรติได้กล่าวไว้บ้างแล้ว ผมขออนุญาตมาเน้นย้ําและ พยายามที่จะอธิบายให้เกิดความเข้าใจชัดเจนมากขึ้นว่าองค์กรสวัสดิการสังคมนั้นเป็นต้นทาง องค์กรสาธารณประโยชน์นั้นเป็นปลายทาง เป็นต้นทางและปลายทางอย่างไรครับ เพราะใน มาตรา ๓๔ นั้นกล่าวไว้ว่ามูลนิธิหรือสมาคมที่มีวัตถุประสงค์ในการจัดสวัสดิการสังคม หรือ องค์กรภาคเอกชนที่มีผลงานเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการสังคมตามมาตรฐานที่คณะกรรมการ กําหนดไว้ อาจยื่นคําขอต่อคณะกรรมการให้รับรองเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ได้ ความสําคัญมันอยู่ตรงนี้ครับ องค์กรสวัสดิการสังคมเป็นต้นทาง ถ้ามีคุณสมบัติตามที่ คณะกรรมการกําหนดก็สามารถที่จะขอรับรองขออนุญาตให้จดทะเบียนเป็นหรือได้รับการ รองรับเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ได้ วิธีทําทําอย่างไรครับ ทําตามวรรคสอง วรรคสอง เขียนไว้ว่าการยื่นคําขอและการรับรองเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกําหนด ก็แค่นี้แหละครับ และผมก็ดู แล้วผมมีข้อกําหนดคณะกรรมการส่งเสริมและสวัสดิการสังคมแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่นคําขอและการรับรองเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ ปี ๒๕๔๘ อยู่ในมือ มีอยู่เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นหมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่า ท่านไม่จําเป็นที่จะต้องไปแก้กฎหมาย ท่านไม่จําเป็นที่จะต้องไปใส่ว่ามีองค์กร สาธารณประโยชน์โดยหลักศาสนาเลย เพราะท่านสามารถที่จะไปใส่เพิ่มเติมไว้ให้อยู่ใน หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการจัดตั้งองค์กรสาธารณประโยชน์ได้ซึ่งกฎหมายอนุญาตอยู่แล้ว ท่านจะใส่ไว้ว่าเป็นองค์กรสวัสดิการสังคมทางศาสนา องค์กรสวัสดิการสังคมทางแรงงาน องค์กรสวัสดิการสังคมทางภัยพิบัติหรืออะไรต่าง ๆ ท่านสามารถทําได้ กฎหมายเปิดช่องให้ ท่านอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นการตอบคําถามที่ท่านเขียนไว้ในเอกสารของท่านว่า มีความไม่แน่ใจว่ากฎหมายอนุญาตให้ทําได้ไหม ทําได้ครับ หลักเกณฑ์นี้ท่านไปใส่ได้เลยมีอยู่ เยอะแยะมากมายครับเป็นสิบ ๆ ข้อเลย เรื่องศาสนาก็เป็นหลักเกณฑ์ที่สามารถที่จะทําได้ และท่านจะหาวิธีที่มันยุ่งยากทําไมที่จะไปแก้พระราชบัญญัติ ใส่คําจํากัดความเข้าไปแล้วก็ใส่ หลักเกณฑ์อะไรเข้าไปไม่จําเป็นเลย เพราะกฎหมายเปิดช่องให้ทําได้อยู่แล้ว เพราะกฎหมาย มีข้อกําหนดของคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ลงนามโดยท่านสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยุคปี ๒๕๔๘ ท่านก็ไปเพิ่มให้มีการประชุมคณะกรรมการระดับชาติชุดนี้ที่มี ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้วก็ใส่เข้าไปว่าองค์กรสวัสดิการสังคมโดยหลักศาสนา ก็ย่อมทําได้ คําถามตามมาครับ ขออีกนิดเดียวท่านประธาน องค์กรสวัสดิการสังคมเป็นต้นทาง องค์กรสาธารณประโยชน์เป็นปลายทาง คือใคร สมาคม มูลนิธิ หรือองค์กรภาคเอกชน หรือวัดใดก็แล้วแต่คิดว่าตัวเองมีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเป็นสวัสดิการสังคม ไปขอรับการรับรองให้เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ เขาไปขอรับรองทําไมครับ ไปขอรับรอง ก็เพราะว่าในมาตรา ๓๕ เขียนไว้ดังนี้ครับ องค์กรสาธารณประโยชน์อาจได้รับการสนับสนุน ในการจัดสวัสดิการสังคมดังต่อไปนี้ (๑) สําคัญครับ เงินอุดหนุนจากกองทุนตามระเบียบที่ คณะกรรมการกําหนด นี่แหละครับความสําคัญมันอยู่ที่ (๑) (๒) (๓) ก็มีความสําคัญ แต่ผม ไม่มีเวลาที่อธิบายขยายความ (๑) ได้มีความสําคัญเพราะว่ากฎหมายไม่ได้เขียนไว้ว่าองค์กร สวัสดิการสังคมมีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือหรืออุดหนุนใด ๆ จากรัฐ กฎหมายไม่ได้เขียน แต่กฎหมายเขียนว่าองค์กรสาธารณประโยชน์ที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับต่อไปนี้ เช่น สวัสดิการสังคม มีสิทธิได้รับการอุดหนุน สนับสนุนจากรัฐ คือเอางบประมาณนี้มาช่วยเหลือได้นอกจาก เงินบริจาคหรือเงินอื่น ๆ ความสําคัญจึงอยู่ที่ตรงนี้ว่าทําไมจึงต้องมีคําว่า องค์กร สาธารณประโยชน์ ทําไมจึงต้องมีคําว่า องค์กรสวัสดิการสังคม เพราะมันเป็นต้นทาง และปลายทาง เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นต้นทางหรือปลายทางล้วนทําประโยชน์ให้แก่สังคม แต่ถ้าท่าน ต้องการทําให้มันเป็นจริงหรือเป็นรูปธรรมตามกฎหมายองค์กรสวัสดิการสังคมต้องไปขอ รับรองเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ถึงจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ และองค์กรสวัสดิการ สังคมโดยหลักศาสนาใด ๆ ก็แล้วแต่ไม่ว่าเป็นโบสถ์ วัด ทางคริสต์หรือว่าทางอิสลามหรือ ทางพุทธก็แล้วแต่มีสิทธิที่จะไปขอการรับรองเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์แล้วจะได้รับ การรับรองและได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ ซึ่งสามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้ โดยสรุปท่าน ไม่จําเป็นต้องแก้กฎหมาย ท่านสามารถที่จะไปใส่ไว้ในระเบียบ เงื่อนไข หลักเกณฑ์ วิธีการ จัดตั้งองค์กรสาธารณประโยชน์ได้ตามมาตรา ๓๔ ซึ่งง่ายทําได้รวดเร็วและทําได้เลยครับ จะเรียกว่าปฏิรูปก็ได้ ท่านใส่ไว้ในหลักเกณฑ์แก้ไขหลักเกณฑ์ไว้ตรงนี้แค่นั้นเองแล้วก็สามารถ ทําได้เลย ไม่ต้องไปรอแก้พระราชบัญญัติฉบับนี้ให้เสียเวลา ขอบคุณครับ