นิกร ตั้งข้อสังเกตปฏิรูปสวัสดิการทางศาสนา ชี้รัฐต้องรับผิดชอบหลัก

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๙ · ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

นิกร จํานง ตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามต่อการปฏิรูปสวัสดิการสังคมที่อิงกับศาสนาและวัฒนธรรม โดยสอบถามถึงความจำเป็นในการออกกฎหมายใหม่ และข้อจำกัดขององค์กรศาสนาในการดำเนินงานด้านนี้ภายใต้กฎหมายเดิม พร้อมเสนอให้พิจารณาการใช้ช่องทางปกติและการรับรององค์กรสาธารณประโยชน์ตามมาตรา ๓๔ ขณะเดียวกันตั้งข้อห่วงใยต่อการที่รัฐผลักภาระให้ภาคเอกชนเข้ามาแทนที่ จนอาจทำให้ความรับผิดชอบของรัฐอ่อนแอลง และย้ำว่าประชาชนควรมีสิทธิ์ฟ้องรัฐได้เมื่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้านสวัสดิการและปลอดภัยสาธารณะตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ก่อนขออนุญาตประชุมลับเพื่อหารือประเด็นอ่อนไหวที่ไม่เหมาะสมต่อการเปิดเผยต่อสาธารณะ

นายนิกร จํานง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องประเด็นการปฏิรูปสวัสดิการสังคมโดยหลักศาสนาและ วัฒนธรรม ความเห็นรวมผมชื่นชมในการเสนอเพื่อจะแก้ปัญหาทางด้านสังคม ก็คือเป้าหมาย ในเชิงเป้าหมายในการที่ว่าทําให้เกิดมีหลักการต่าง ๆ ในการดูแลตรงนี้เห็นด้วย แต่วิธีการ ผมมีปัญหา หมายความว่าในเรื่องใช้การแก้กฎหมายตรงนี้ผมมีปัญหาค่อนข้างมากอยู่ เหมือนกันจนกว่าจะได้รับความคลี่คลายถึงจะสามารถตัดสินใจได้ ตอนนี้ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะ สนับสนุนหรือจะอย่างไร เมื่อเช้านี้ผมได้มีโอกาสเจอก่อนจะเข้าไปในวังนะครับ อาจารย์อิศรา ขออภัยที่เอ่ยนาม ผมก็ไม่ทราบว่าท่านอยู่ในกรรมาธิการชุดนี้ ผมก็เรียนถามท่านว่าผมมี ความเห็นอยู่บ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ในฐานะที่ท่านก็ทราบเรื่องนี้อยู่ ท่านก็บอกว่าท่านเป็นคน เสนอเอง ผมก็ถามค้างไว้ ผมก็รีบเข้าไปที่วังก่อนก็จะมาถามท่านในที่ประชุม ก็ถามแล้วคือ ตอนนั้นไม่ทราบ ประเด็นที่ผมมีข้อสังเกตเป็นอย่างมากต่อเรื่องนี้ก็คือว่า

คําถามแรกก็คือกฎหมายเดิมทําได้หรือไม่ ถ้าในกรณีที่ว่าองค์กรทางศาสนา อาจจะเป็นมัสยิดหรือวัดอะไรพวกนี้ หรือกลุ่มคนที่รวมกันเป็นส่วนหนึ่งของวัด ของมัสยิด หรือของทางคริสต์เขา คําถามก็คือว่าเดิมนี้ทําได้หรือไม่ ตรงนี้เป็นหลักการสําคัญ เพราะการ ปฏิรูปนี้คือการทําสิ่งใหม่ ถ้าทําได้อยู่แล้วนี้เราจะได้มาชั่งถูก หรือทําไม่ได้เลยสร้างสิ่งใหม่ ขึ้นมาจากสิ่งที่ไม่มีอยู่เดิม หรือสิ่งนี้มีอยู่เดิมแล้วนี่เป็นตัวเวต (Weight) น้ําหนักที่สําคัญมาก ข้อควรพิจารณาว่าตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมและประกาศคณะกรรมการ มีอะไรเป็นอุปสรรคต่อองค์กรภาคเอกชนที่ดําเนินการตามหลักศาสนาในการจะช่วย สวัสดิการสังคมได้หรือไม่ มีปัญหาไหม ทําได้ไหม ทําได้อย่างไร เพราะถ้าสามารถทําได้ก็เป็น เรื่องหนึ่งที่เอาวางไว้ตรงนี้ก่อน

ประเด็นที่ ๒ การตั้งเป็นองค์กรสวัสดิการสังคมปรากฏว่าตาม พ.ร.บ. ที่ผมดูนี้ เปิดโอกาสให้มูลนิธิ นี่เป็นความเห็นของผมว่าไม่มีปัญหา เปิดโอกาสให้มูลนิธิ สมาคม องค์กรภาคเอกชนที่ดําเนินการสวัสดิการสังคมสามารถจัดตั้งได้ เป็นองค์กรอาจจะนํา หลักการศาสนามาเป็นหลักในการสวัสดิการก็ได้ ไม่น่าจะมีกรณีเป็นการขัดขวางการจัด สวัสดิการสังคมตามหลักศาสนาเลย นี่ในความเห็นของผม เพียงแต่ไม่มีการกําหนดเป็น องค์กรสวัสดิการทางสังคมไว้เป็นการเฉพาะเท่านั้น ที่ท่านกําลังเสนอตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะ เราค่อย ๆ ไล่ไปทีละประเด็นจะได้เวต (Weight) น้ําหนักถูกนะครับ

ประเด็น ๒.๒ ข้อ ๒ ก็คือว่าการขอรับเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ตาม มาตรา ๓๔ ตาม พ.ร.บ. เดิมเปิดโอกาสให้มูลนิธิ สมาคม และองค์กรภาคเอกชนขอรับรอง คือเดิมตั้งได้หรือไม่ อันที่ ๒ ขอรับรองเพราะเราต้องการขอรับรองใช่ไหมจากหน่วยงานของรัฐ คือขอรับรองเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ได้ไหม จริง ๆ แล้วได้ถ้าตามกฎหมายในความเห็นผม เพียงแต่ว่าต้องมีผลงานเกี่ยวข้องการจัดสวัสดิการสังคมตามมาตรฐานที่กรรมการกําหนด ขึ้นมาเป็นการทั่วไป ถ้าตราบใดที่คุณไปทําเพื่อชุมชนตามกฎหมายเดิมที่ว่าแล้วขอรับรองได้ ๒ ข้อแล้วนะครับประเด็นที่ว่าสามารถจะทําได้

ประเด็นที่ ๓ เรื่องนี้จริง ๆ แล้วผมเรียนท่านอาจารย์ไปเมื่อเช้าว่ามันจะ ต่อเนื่องไปถึงอีกประเด็นหนึ่งที่สําคัญ ถามว่าแล้วเขาจะขอจดกันไปทําไม ในกฎหมายนี้มี กองทุนผู้ที่จดต้องการจะให้รับรอง ผมทํากฎหมายมาหลายฉบับหมายถึงว่าการร้องขอที่จะ เป็นเพื่อให้ผ่านกระบวนการพิจารณาเพื่อจะได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐ ดังนั้นในตามมาตรา ที่ว่ามีการขอรับการสนับสนุน ขอรับรองว่าเป็นองค์กรแล้วสามารถขอสนับสนุนเป็นเงิน ทุนอุดหนุนได้หรือไม่ ได้ ถ้าเข้าเกณฑ์ก็คือ ๑. ตั้งได้ ขอรับรองได้ ขอความช่วยเหลือจากรัฐ ในเงินกองทุนได้ตรงจุดนี้เป็นจุดสําคัญ ทีนี้ในส่วนนี้เองเนื่องจากว่าตามมาตรา ๓๕ ได้ นอกจากนั้นการจัดตั้งองค์กรสวัสดิการสังคมสามารถจัดตั้งเป็นองค์กรสวัสดิการชุมชนก็ได้ ก็ได้รับการสนับสนุนเช่นเดียวกัน จากการศึกษารายงานของกรรมาธิการไม่ได้ระบุถึงปัญหาเลย ที่ผมจะขอถามว่าปัญหาที่ท่านเสนอตั้งมาปัญหาคืออะไรที่มีน้ําหนักพอ คือการที่ว่าสามารถ จะเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดได้นั่นใช่ แต่ว่าเรื่องที่เรายกขึ้นมาตั้งเราไม่ได้ตั้ง เปิดมาตรานี้อย่างเดียว เราต้องไปตั้งอนุขึ้นมา จริง ๆ แล้วการดีไซน์ (Design) กฎหมายฉบับนี้ไม่มีอนุ เขาเขียนว่า ให้ตั้งได้ แต่จริง ๆ เขาดีไซน์ (Design) ออกมาเป็น ๓ มิติก็คือระดับชาติ ระดับจังหวัด ก็คือ กระจายเล็กลงไป แล้วก็ กทม. กรุงเทพมหานคร การที่เป็นอนุด้านโน้นด้านนี้กฎหมายเขียน เปิดไว้จริงแต่ไม่ชัดเจนว่าเขาตั้ง แต่ที่เราจะขอตั้งนอกจากเราจะเปิดตรงนี้แล้วให้ศาสนาเข้า มาเกี่ยวข้องแล้วเรายังต้องไปตั้งอนุกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งไว้ดูแลเรื่องนี้ด้วย จุดตรงนั้นนะครับ กองทุนพระราชบัญญัติตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือกันตามหลักศาสนาพุทธ กองทุน ซะกาตในศาสนาอิสลามหรือกองทุนชาวคริสต์ หรือประเพณีตานต๊อดของล้านนา คําถาม ก็คือมีปัญหาใดที่ไม่สามารถดําเนินการตามกําหนดได้ ถ้าตามความเห็นผมที่ผมพิจารณาดู แล้วสามารถใช้ตามช่องทางปกติได้อยู่แล้ว คําชี้แจงจากตรงนี้เห็นว่าจุดตรงนี้เองจะเป็นจุด ที่ผมจะถาม ในเมื่อใช้ช่องทางปกติก็ไม่มีความจําเป็นต้องกําหนดเป็นองค์กรสวัสดิการสังคม ทางศาสนาตามที่เสนอได้เหมือนกัน แต่ว่าเหลืออยู่อย่างเดียวในความเห็นก็คือว่าถ้าตั้งขึ้นมา จะได้ตรวจสอบกันในกรณีที่ทําไม่ถูกเท่านั้น แต่ประเด็นมีข้อสังเกตอีกด้าน นี่หมายถึงว่า เราไว้น้ําหนักมีแค่นี้ มามองอีกด้านที่เป็นอีกด้านหนึ่งในข้อสังเกตที่ออกไปทางไม่เห็นด้วย

ประเด็นที่ ๑ รัฐธรรมนูญที่มีการยกขึ้นมาผมมีปัญหากับเรื่องนี้มากว่าผมเอง เป็นคนทํางานกับรัฐ รัฐมีหน้าที่จะต้องดูแลประชาชน ทีนี้ในร่างรัฐธรรมนูญคือมันเป็นหน้าที่ ของรัฐหมด ถ้าท่านจําได้ในกรณีที่กะทูนผมเคยพูดว่าประชาชนที่ลูกเขาตาย ๒ คน เขาไม่ โทษรัฐ เขาโทษบุญ ว่าทําบุญกันมาน้อยลูกตายไป ๓ คนลอยไปกับน้ํา เขาโทษตรงนี้ นี่คือ ประชาชนคนไทย จริง ๆ แล้วถ้าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วเขาต้องจี้ไปที่รัฐว่าคุณอยู่ตรงไหน คุณทําอะไรในยามที่ฉันเดือดร้อน หน้าที่ในสวัสดิการของรัฐเป็นเรื่องจําเป็นอย่างยิ่งที่รัฐ จะต้องทํา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เหมือนกับฉบับเดิม มีการกําหนดซึ่งท่านประธานมีชัยก็มาพูด ชัดว่าในนี้เราได้กําหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐและหน้าที่ของรัฐ หน้าที่ของรัฐถ้าคุณไม่ทํา คุณถูกฟ้องร้องได้ ถูกไหมครับ ในข้อนี้ในมาตราตรงนี้ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ และ มาตรา ๕๕ และมาตรา ๕๖ คือกําหนดว่าตามนโยบายมาตรา ๕๔ เรื่องการศึกษา มาตรา ๕๕ ด้านสาธารณสุขพื้นฐาน มาตรา ๖๘ กระบวนยุติธรรม มาตรา ๗๑ ช่วยเหลือเด็ก ต่าง ๆ เหล่านี้แยกเป็นเรื่อง ๆ ตามมาตรา ๗๔ อยู่ในหน้าที่ของรัฐทั้งสิ้น ดังนั้นหน้าที่ตรงนี้ ไม่ใช่มาบอกว่าส่งเสริมให้เราไปทําอะไรเป็นหน้าที่ของรัฐ ดังนั้นการเข้าไปเสนออะไรขึ้นมา เพื่อให้รัฐไม่ต้องทําผมเห็นแล้วไม่ควรทํา เพราะรัฐมีหน้าที่ต้องทําแล้วรัฐจะมีไว้ทําไมหน้าที่ของรัฐ ประชาชนต้องรู้เรื่องนี้มาก ๆ ต้องฟ้องร้องรัฐได้ในกรณีที่ไม่ทําเพราะว่าถือเป็นหน้าที่ของรัฐไม่ใช่แนวนโยบายพื้นฐานที่ว่า รัฐบาลจะต้องไปทํา เรื่องนี้เป็นรัฐไม่ว่ารัฐมนตรีหรือว่าใครถ้าไม่ทําโดนหมดเรื่องพวกนี้ นี่เป็นเรื่องหน้าที่ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ยกมาเป็นเหตุว่าจําเป็นจะต้องมี ทีนี้ประเด็นที่สําคัญ ท่านประธานครับ เรื่องนี้มันมีปัญหาไขว้เขวอยู่ประเด็นหนึ่ง ผมนี่หนักใจกับเรื่องนี้มามาก หลาย ๑๐ ปีแล้ว ที่ผมเรียนยกตัวอย่างแล้วพอตอนนี้เนื่องจากไม่มี พอไม่มีเราก็เกิดมูลนิธิ ร่วมกตัญญูบ้าง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งบ้างเข้ามาทดแทน มูลนิธิเหล่านี้เข้ามาทํา ทํางานจนกระทั่ง ขณะนี้ทํางานจะเป็นเรสคิว (Rescue) เสียเอง ทํางานจนเป็นผู้ดูแลเสียเอง ทําให้รัฐไม่ต้องทํา เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ท่านประธานคงทราบว่าในประเทศนี้หน่วยงานที่ดูแลเรื่องเรสคิว (Rescue) หรือว่าสวัสดิการพับบลิกเซฟตี้ (Public Safety) หรือปลอดภัยสาธารณะ ไม่มีมาก่อน เพิ่งมามีไม่กี่ปีนี้เอง เดิมเราอาศัยป่อเต็กตึ๊ง อาศัยร่วมกตัญญู ซึ่งท่านได้กรุณามากแต่มันมาบัง ทําให้ความรู้สึกที่เป็นหน้าที่มันลดลงไป จริง ๆ ถ้าไม่มีตรงนี้เสียแล้ว แล้วก็เวลา มีการผิดพลาดเราก็ด่าเขา ตอนที่เราได้ท่านประธานคงจําได้ตกลงมาเราไปช่วยแล้วไปปลด นาฬิกาเขา ดังไปทั่วโลกในด้านลบของประเทศ แต่จริง ๆ ถามว่าหน่วยงานเรสคิว (Rescue) มีไหม ขณะนี้มีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่คําถามก็คือว่าในกรมนี้ผมยังเคยพูดว่า น้ําท่วมกรมออกจากกรมยังไม่ได้ ฮ. สักลําก็ไม่มีและเป็นเรสคิว (Rescue) ประเภทไหน ยังอ่อนแออยู่มากเราก็ต้องเสริมให้มาก ๆ ในเรื่องสวัสดิการนี่เป็นประเด็นที่ว่าการมีบางอย่าง มาทดแทนมันทําให้การทําหน้าที่ของรัฐอ่อนแอลงเสียด้วยซ้ําโดยไม่จําเป็น ผมก็เลยมี ความเห็นว่าถ้ารัฐไม่ทําก็มาฟ้องกันตามหน้าที่ของรัฐกันดีกว่าให้ประชาชนฟ้องดีกว่า แต่ถ้า เรามาทํางานนี้ตรงนี้ไปช่วยประคองรัฐไว้เสียเปล่า ๆ โดยไม่จําเป็นนะครับ แต่ถ้าหากว่า เป็นเรื่องส่งเสริมก็ว่าไป

ประเด็นที่สําคัญ ท่านประธานครับ ไม่รู้ผมจะพูดได้หรือเปล่า มันเป็น ประเด็นที่ล่อแหลม ผมไม่แน่ใจว่า ขอประชุมลับหน่อยได้ไหม คือมีการถ่ายทอดเราต้องพูดกัน ประเด็นนี้แต่ผมไม่อยากจะพูดแล้วออกไปข้างนอก ถ้าท่านประธานจะกรุณาอนุญาต