อําพล แจงแนวคิดสวัสดิการ 4 เสา ชูศาสนาเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๙ · ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

อําพล จินดาวัฒนะ อธิบายกรอบแนวคิดสวัสดิการสังคม 4 เสาหลัก ได้แก่ การจัดบริการ หลักประกัน ความมั่นคงทางสังคม และการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เพื่อเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้องค์กรศาสนาสามารถจดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดหุ้นส่วนทางสังคมในการขับเคลื่อนสวัสดิการอย่างโปร่งใส มีระบบ และเป็นทางการมากขึ้น ทั้งเพื่อสนับสนุนบทบาทที่มีอยู่เดิมขององค์กรศาสนาโดยไม่ใช่การแทรกแซง และเพื่อให้รัฐสามารถติดตามการมีส่วนร่วมขององค์กรต่างๆ ได้อย่างชัดเจน.

นายอําพล จินดาวัฒนะ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ กรรมาธิการ รองประธาน คนที่หนึ่ง ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งครับ ผมกราบเรียนว่าเรื่องนี้จริง ๆ แล้วไม่มีอะไรสลับซับซ้อน และไม่ได้เป็นเรื่องการไปดึงเรื่อง ศาสนาเข้ามาเป็นเรื่องการเมืองอะไรต่าง ๆ นะครับ อธิบายอย่างนี้ครับว่าสวัสดิการสังคม มันมีอยู่ด้วยกัน ๔ ขา ที่เขาเรียกว่า ๔ เสาหลัก

เสาหลักที่ ๑ คือการจัดบริการ

เสาหลักที่ ๒ คือสร้างหลักประกัน จัดบริการ เช่น การศึกษา การสาธารณสุข อะไรต่าง ๆ อันที่ ๒ คือหลักประกัน เช่น หลักประกันสุขภาพ หลักการเข้าถึงการศึกษาและ อื่น ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

เสาหลักที่ ๓ เขาเรียกว่าการช่วยเหลือทางสังคม คือกับคนด้อยโอกาสต่าง ๆ กลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือพิเศษ

เสาหลักที่ ๔ คือหุ้นส่วนทางสังคม ก็คือสวัสดิการจะทําได้ไม่ใช่รัฐเท่านั้นที่จะ เป็นคนทํา ไม่เพียงพอหรอกครับ จะต้องมีหุ้นส่วนในสังคมทําเรื่องของสวัสดิการสังคม ไม่ว่า จะเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ มูลนิธิ สมาคม กลุ่มผู้คนต่าง ๆ ทีนี้ ๔ เรื่องนี้รัฐบาล ที่ผ่านมาแล้วประเทศเรามีกฎหมายสวัสดิการสังคม กฎหมายสวัสดิการสังคม ก็ให้ความสําคัญกับ ๔ ขานี้ทุกประการ แล้วก็ได้เปิดไว้ว่าองค์กรสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ไม่ว่าสมาคม มูลนิธิ กลุ่มต่าง ๆ สามารถจดทะเบียนขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ เพื่อจัดสวัสดิการสังคม ก็คือช่วยเหลือคนยากจน ก็คือขาหุ้นส่วนนะครับ สร้างหุ้นส่วนขึ้นมา แล้วก็ไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือคือขาที่ ๓ กฎหมายมีแล้วครับ แล้วก็ เปิดให้องค์กรต่าง ๆ ที่เขาต้องการก็ไปจด แล้วก็กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์เขาจะมีคณะกรรมการ พอพิจารณาเห็นชอบก็ให้ดําเนินการ มันทําให้สิ่งต่าง ๆ ที่สังคมช่วยกันมีกฎหมายถูกต้องแล้วก็ทําให้มันโปร่งใสและเปิดเผยขึ้นมา แทนที่เขาจะไป ช่วยกันแบบไม่มีกฎหมายรองรับ ทีนี้การขอแก้กฎหมายครั้งนี้เป็นเพียงแต่เปิดช่องว่าองค์กร สาธารณประโยชน์ที่เป็นทางด้านศาสนาสามารถที่จะเข้ามาจดให้มันถูกต้องชอบธรรม ถ้าฟัง ซะกาตที่อาจารย์อิศราพูดนี่เขาก็ทําของเขาอยู่แล้ว ช่วยเหลือคนอยู่แล้ว อาจจะเรียกว่า โดยศรัทธา โดยการทําทานโดยศรัทธาในทางศาสนาเขา หรือทางพุทธเราก็มีการทําบุญผ่านไปที่ วัดต่าง ๆ แล้วก็ไปช่วยผู้คน ทําอยู่แล้วครับ เพียงแต่การขอแก้กฎหมายนี้เป็นเพียงการเปิด ว่าเขาสามารถไปจดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ตามกฎหมายนี้ได้ ราชการจะ ได้รับรู้รับทราบครับ แล้วก็มีความโปร่งใสมีความเป็นทางการ เพราะฉะนั้นไม่ได้ทําอะไรให้ เกิดแปลกขึ้นมาเลย สิ่งเหล่านี้มันมีอยู่แล้วแต่จะเป็นทางการขึ้นถ้าเขามาขอจดทะเบียนครับ มันจะยิ่งทําให้เราโดยทางรัฐรับรู้ด้วยครับว่าใครสนับสนุนบ้าง คราวนี้องค์กรศาสนาที่ไปช่วยอยู่ เรื่องของศาสนาอิสลามอาจารย์พูดไปแล้ว ทางพุทธ ทางคริสต์นี่มีเยอะเลยครับ วัดต่าง ๆ มีมูลนิธิก็มี ไม่มีมูลนิธิก็มี แล้ววัดต่าง ๆ เหล่านี้หรือแม้แต่ทางคริสต์ก็เอาเงินไปช่วยคนยากคนจน ไปทําเสาที่ ๓ คือทําสวัสดิการสังคม เงินมาจากความศรัทธาจริงครับ เชื่อมั่นในหลักศาสนา ที่มาของเงินก็มาหลาย พวกเราที่เป็นพุทธก็ทําบุญทําอะไรต่าง ๆ ไปลดภาษีได้ด้วยซ้ํา แล้ววัดวาอารามเหล่านั้นหรือเป็นมูลนิธิ หรือเป็นอะไรต่าง ๆ เขาก็เอาไปช่วยคน ถ้าเขาขอ จดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฎหมายยิ่งดี มันยิ่งชัดเจน รัฐก็มี หุ้นส่วนเข้ามาร่วมทํางานครับ ไม่ใช่เป็นเรื่องของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ทุกศาสนาทําได้และ ทําอยู่แล้ว ก็มีเพียงแต่ว่าทําให้มันเป็นระบบและเป็นความสมัครใจ เขายังคงทําเหมือนเดิมเลย โดยไม่จดทะเบียนเลยก็ได้ ไม่มาขอจดทะเบียนตรงนี้ แต่ถ้าเขามาขอจดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ยิ่งชัดเจน รัฐบาลโดยฝ่ายรัฐ มีหุ้นส่วนทางสังคมมาจัดสวัสดิการ ผมจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าขณะนี้จริง ๆ ผมทราบว่า มีความพยายามมองว่าพุทธศาสนาซึ่งใหญ่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์นี่นะครับ มีเงินมหาศาลเลยนะครับ มาจากจิตใจของผู้คนทําบุญสุนทานไปด้วยวิธีต่าง ๆ เราคงจะเห็นที่มีการทอดผ้าป่า การศึกษาก็ไปให้วัดแล้วก็ไปสู่การศึกษา เหล่านี้มีเยอะมากครับ ทรัพยากรมากมายที่เข้าไป ในทางศาสนา และสวัสดิการสังคมกําลังต้องการเงิน ต้องการสิ่งต่าง ๆ เข้าไปช่วยคนยาก คนจนเยอะ ถ้ามันมีช่องทางอันนี้มันจะยิ่งทําให้องค์กรศาสนาสามารถที่จะพลิกผันทรัพยากร ที่เขามาด้วยศรัทธานี่นะครับ เอาไปช่วยขาที่ ๓ คือคนยากคนจน คนด้อยโอกาสต่าง ๆ สวัสดิการสังคมจะได้เข้มแข็งขึ้น หุ้นส่วนของภาครัฐก็มีมากขึ้น ประเด็นมีแค่นี้ครับ ไม่ได้ไป ก้าวล่วงของความเชื่อมั่นของศาสนาต่าง ๆ หรือศรัทธาต่าง ๆ เพราะอันนั้นคือที่มาของเงิน ของเขา และทําให้เกิดการมาเป็นหุ้นส่วนที่เป็นทางการและสามารถรับรู้รับเห็นได้ รัฐเองก็จะ มีความสุขตรงนี้มากขึ้นด้วยนะครับมีคนมาร่วมทํา เรื่องนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมได้ เข้าไปพบกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไปปรึกษาหารือประสานงานกันหลายเรื่องตามที่ท่านประธานกรรมาธิการได้มอบหมายไป ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ไปเสนอครับ ทางกระทรวงเองก็เห็นดีเห็นงามด้วยนะครับว่าควรที่จะเปิด ช่องให้มีการปรับปรุงกฎหมายนี้เพื่อที่จะให้องค์กรศาสนาที่ต้องการ ผมวงเล็บและย้ํานะครับ ที่ต้องการอยากจะเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ตาม พ.ร.บ. นี้ ถ้าแก้ไขแล้วก็เปิดให้เขา สมัครใจ ถ้าเขาสมัครใจเขาก็จะเข้ามาอันนี้ได้มีการประสานกับทางฝ่ายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อะไรด้วยครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ