อิศรา ชี้ปัญหาเหลื่อมล้ำ หนุนองค์กรศาสนาหนุนสวัสดิการสังคม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๙ · ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

อิศรา ศานติศาสน์ ชี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานที่มีอัตราสูงต่อเนื่อง พร้อมเสนอแนวทางส่งเสริมองค์กรสวัสดิการสังคมตามหลักศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่นให้ได้รับการรับรองตามกฎหมาย เพื่อใช้เป็นกลไกเสริมในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณรัฐและสามารถกระจายประโยชน์ได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์ กรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ วาระวันนี้เรากําลังพูดถึงปัญหาหนึ่ง ซึ่งเป็นปัญหาที่ค่อนข้างจะเรียกว่าเกิดขึ้นทั่วโลกนะครับ ในการพัฒนาประเทศ ทุก ๆ ประเทศในโลกไม่ว่าจะวางแผนพัฒนาด้วยวิธีการอะไรก็ตามจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ได้ประโยชน์ จากแผนเหล่านั้น แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ทําอย่างไรก็ไม่ได้นะครับ ในทางเศรษฐศาสตร์ เราเรียกตัวนี้ว่าทริกเกิล ดาวน์ เอฟเฟกต์ (Trickle Down Effect) ซึ่งจะต้องการกลไกที่จะ ทําให้เงินหรือผลได้จากการพัฒนาประเทศมันถ่ายเทจากคนที่มีฐานะดี มีความรู้ความสามารถ ไปสู่คนที่อยู่ข้างล่างซึ่งเขาไม่สามารถที่จะคว้าเอาประโยชน์จากการพัฒนาประเทศได้นะครับ ประเทศไทยเราผ่านการพัฒนามา ๑๒ ปีแล้วนะครับเราก็ยังอยู่ในภาวะที่ยังมีคนจนอยู่ใน หลาย ๆ ส่วนของประเทศนะครับ ผมขออนุญาตให้นําสไลด์ (Slide) ขึ้นมาฉายนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ในหน้า ๔ ผมได้นําสไลด์ (Slide) ให้เห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาความยากจนอย่างไรบ้างนะครับ อยู่ในหน้า ๔ นะครับ ในหน้า ๔ จะเป็นการนําเสนอข้อมูลความยากจนเป็นรายภูมิภาคนะครับ จะเห็นว่า ไม่ว่าความยากจนจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ภาคอีสานคือภาคที่มีอัตราความยากจนอันดับ ๑ ของประเทศเสมอ ผ่านไปกี่สิบปี ก็เป็นอย่างนี้ ขณะที่ภาคเหนือกับภาคใต้นั้นผลัดกันครอง อันดับ ๒ ทั้ง ๆ ที่มีวิธีการอีกหลายวิธีการที่ช่วยให้คนเหล่านี้พ้นความยากจนได้นะครับ ผมเคยประมาณปัญหาความยากจนให้กับเอดีบี (ADB) เมื่อสัก ๑๐ ปีที่แล้วในภาคเหนือ พบว่าเราใช้เงินเพียงไม่กี่พันบาทก็สามารถจะดึงคนเหล่านี้ให้พ้นจากความยากจนได้ในแต่ละปี ถามว่าทําไมถึงเกิดปัญหาความยากจนกับคนบางกลุ่มในบางภูมิภาคอยู่ตลอดเวลาก็เพราะว่า คนเราไม่เหมือนกัน เราท่านนั่งอยู่ตรงนี้เราก็จะเหมือนกันในบางเรื่อง คนที่อยู่นอกนี้ ก็ไม่เหมือนกันในบางเรื่อง คนหลายคนก็จะได้ประโยชน์จากหลายนโยบาย หลายโครงการ แต่หลายคนก็ไม่ได้นะครับ เราคิดเรื่องนี้ขึ้นมา กันมาเยอะว่าเราจะส่งเสริม การสวัสดิการสังคมอย่างไร เพื่อที่จะให้มีกลไกที่ดีในการที่จะลดปัญหาของคนด้อยโอกาส ในประเทศไทยนะครับ รายงานฉบับหนึ่งของเวิลด์แบงก์ เมื่อประมาณสัก ๗-๘ ปีที่ผ่านมานั้น ชี้ให้เห็นว่ากลไกทางศาสนานั้นเป็นกลไกที่สําคัญมากในการแก้ปัญหาความยากจนที่จะนํา เงินช่วยเหลือจากคนที่มีฐานะดีไปสู่คนที่มีฐานะด้อยนะครับ

เหมือนประเด็นหลักที่เรานําเสนอในนี้จะอยู่ในหน้า ๕ ก็คือว่าเราต้องการ ในกรรมาธิการได้คุยกันว่าเราอยากจะส่งเสริมการจัดตั้งองค์กรที่จัดสวัสดิการสังคมตามหลัก ศาสนานะครับ และจริง ๆ แล้ววัฒนธรรมด้วยนะครับโดยให้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร สวัสดิการสังคมที่ถูกส่งเสริมโดย พ.ร.บ. ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นกฎหมาย ที่มีอยู่แล้วนะครับ เราอยากจะเห็นว่าทําอย่างไรให้องค์กรจัดสวัสดิการสังคมทางศาสนานั้น สามารถได้รับการรับรองจากกฎหมายโดยกฎหมายภาครัฐนะครับ วันนี้ทุกคนหลายองค์กร ทํากันเองนะครับ เมื่อมีการจัดสวัสดิการสังคมแล้วก็มีคนบริจาค คนบริจาคก็ตั้งคําถามว่า องค์กรเหล่านี้น่าเชื่อถือไหม เงินบริจาคบริจาคไปแล้วจะถึงมือผู้ควรจะได้รับไหมนะครับ การที่เราส่งเสริมให้เขาเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มของรัฐนั้น แปลว่าต่อไปประชาชนก็จะมีความเชื่อถือ เขาได้มากขึ้นนะครับ

ข้อมูลที่ชี้บอกว่าประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่มีอัตราการบริจาคทานมาก ที่สุดในโลกนะครับ เป็นงานวิจัยมา ก็จะใช้ประโยชน์ได้นะครับ ประเทศไทยนี้ไม่เคยพ้นจาก อันดับ ๓ อันดับ ๔ นะครับ บางปีขึ้นอันดับ ๑ บางปีตกมาอันดับ ๒ อันดับ ๓ อันดับ ๔ แต่คนไทยเราเป็นคนที่มีนิสัยชอบบริจาคทานมาก แต่ที่จําเป็นมากคือว่าเขาไม่อยากบริจาค ทานให้กับหน่วยงานของรัฐ เขาอยากบริจาคทานให้กับหน่วยงานที่ไม่ใช่หน่วยงานภาครัฐ ซึ่งในจํานวนนั้นก็คือองค์กรศาสนาด้วยนะครับ วิธีการพิจารณาของเรานั้น เรามองจาก รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับ ๒๕๕๗ แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการลงประชามติ รวมทั้ง ศึกษาจากร่างรายงานสวัสดิการสังคมวาระที่ ๒๙ ของ สปช. ตลอดจนวาระเพิ่มเติมของ สปช. ด้วย รวมทั้งรายงานปัญหาความยากจนการศึกษาวิจัยต่าง ๆ เป้าหมายที่คิดว่า จําเป็นต้องทําก็คือเราอยากจะส่งเสริมสวัสดิการสังคมในสิ่งที่เราเรียกว่ากระแสรองซึ่งอันนี้ อยู่ในหน้า ๙ คือระบบสวัสดิการสังคมจะมี ๒ ระบบ ระบบที่เป็นกระแสหลักคือระบบของรัฐ ซึ่งรัฐต้องใช้งบประมาณของตัวเองที่จะใช้มาจากภาษีของประชาชนไปช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ ได้ยาก กระแสรองนั้นคือใช้เงินซึ่งได้จากการบริจาคของประชาชนหรือภาคเอกชน โดยไม่ต้อง ไปยุ่งกับงบประมาณของภาครัฐ ข้อดีของกระแสรองก็คือว่ากระแสรองจะทําในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น ระดับกลุ่มคน ซึ่งเขาจะเห็นกันในแวดวงของเขาว่าใครควรได้รับการช่วยเหลือ จะทําให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าผิดเป้าหมายในการช่วยเหลือได้ เพราะว่าการจัดสวัสดิการสังคมนั้น มันจะมีปัญหาอยู่ ๒ ปัญหา ปัญหาแรกคือเงินที่จะช่วยนั้นมันไม่ไปถึงมือคนที่ควรจะได้รับ อีกอันหนึ่งก็คือปัญหาที่คนที่ไม่ควรจะได้รับได้เงินไป การที่เราสามารถจัดสวัสดิการสังคม ในระดับชุมชนในระดับพื้นที่ได้จะทําให้ปัญหาเหล่านี้ลดลงไป สิ่งที่เราอยากจะทําก็คือว่า เราอยากจะให้องค์กรสวัสดิการสังคมทางเลือกซึ่งเป็นองค์กรสวัสดิการสังคมตามหลักศาสนานั้น ได้รับการรับรอง ในประเทศไทยนั้นมีศาสนาสําคัญที่มีประชากรกว่า ๙๙ เปอร์เซ็นต์ นับถืออยู่ ก็คือ ๑. พระพุทธศาสนา ซึ่งมีคนนับถืออยู่ประมาณ ๙๔-๙๕ เปอร์เซ็นต์ อิสลามซึ่งมีคนนับถือ อยู่ประมาณ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ศาสนาคริสต์ซึ่งมีคนนับถืออยู่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน ที่เหลืออีกนั้นจะเป็นศาสนาอื่น เช่น ศาสนาซิกข์ ศาสนาฮินดู ศาสนาพราหมณ์ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เราจะส่งเสริมให้ทุกศาสนาซึ่งมีระบบสวัสดิการสังคมของตัวเองนั้น สามารถมีที่ยืนใน พ.ร.บ. ส่งเสริมองค์กรสวัสดิการสังคมของภาครัฐได้ โดยสามารถสมัคร เข้ามาร่วมงานได้โดยสมัครใจไม่มีการบังคับ และโดยไม่ต้องใช้งบประมาณของภาครัฐ ซึ่งขณะนี้เรามีคนจนอยู่ประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ เพียงแต่เราใช้เงินแค่ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ในการแก้ปัญหาความยากจนแต่ละปี ถ้าเราใช้ภาษีเราต้องใช้เงินไม่ต่ํากว่า ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท องค์กรสวัสดิการสังคมศาสนานั้นจะมาแบ่งเบาภาระพวกนี้จากภาครัฐ โดยความสมัครใจของผู้ที่บริจาค ซึ่งก็เป็นความมีน้ําใจความเอื้ออาทรของคนไทยอยู่แล้ว ผมขออนุญาตยกตัวอย่างระบบการสวัสดิการสังคมศาสนาและวัฒนธรรมของประเทศไทย อันหนึ่งก็คือการทอดกฐินและผ้าป่าของพระพุทธศาสนา ซึ่ง พลตํารวจเอก ชิดชัย ได้ยกตัวอย่าง กองทุนสมเด็จแม่ให้ดูแล้ว ซะกาตในศาสนาอิสลามกองทุนช่วยเหลือคนจนและคนด้อยโอกาส ในศาสนาคริสต์ แล้วก็ประเพณีตานต๊อดของล้านนา ซึ่งก็เป็นประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับ พระพุทธศาสนา ทั้ง ๔ อันนี้เป็นตัวอย่างสําคัญมาก ๆ ที่จะเอามาใช้ในกลไกนี้นะครับ ในองค์กร ใน พ.ร.บ. นี้ผมขออนุญาตไปที่หน้า ๑๘ ท่านประธานครับ ท่านกษิตยกมือครับ