ชิดชัย ชี้ชุมชนรากฐานสังคม หนุนบูรณาการบ้าน-วัด-โรงเรียนเสริมเข้มแข็ง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๙ · ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

ชิดชัย วรรณสถิตย์ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของชุมชนที่เป็นรากฐานของสังคม ซึ่งกำลังเสื่อมถอย จึงเรียกร้องให้มีการบูรณาการทรัพยากรร่วมกันระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน และสถานประกอบศาสนสถานอื่น เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง โดยเฉพาะในการแก้ปัญหาความยากจน ยาเสพติด และการพัฒนาเด็ก พร้อมเสนอให้ส่งเสริมกองทุนชุมชนและปรับปรุงกฎหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงยกตัวอย่างโครงการช้างเผือกที่ช่วยเปิดโอกาสทางการศึกษาให้เด็กด้อยโอกาสอย่างเป็นรูปธรรม

พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพที่ให้โอกาสขึ้นมาชี้แจง เรียนท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพ ผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. ลําดับที่ ๓๙ รู้สึกยินดีที่ได้มานําเสนอในเรื่อง ชุมชนเข้มแข็ง ผมก็อยากจะย้อนพื้นฐานนิดหนึ่งว่า ชุมชนนี้ถือว่าเป็นพื้นฐาน เป็นเสาเข็ม ของสังคม เพราะชุมชนเป็นพื้นฐานของอําเภอ พื้นฐานของจังหวัด เป็นพื้นฐานของประเทศ ถ้าชุมชนเข้มแข็งก็เหมือนว่าเรามีบ้านหรือมีประเทศที่มีฐานเสาเข็มที่มั่นคง เพราะฉะนั้น คณะอนุกรรมาธิการชุมชนเข้มแข็ง และกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ก็พยายามเกาะติดเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องนะครับ ถ้าเผื่อท่านมองลึกลงไปในชุมชนไม่ว่าจะเป็น ชุมชนเมืองหรือชุมชนในชนบท เราจะเห็นว่าปัจจุบันนี้เราแทบจะมีความเกี่ยวพันหรือ ต่างคนต่างอยู่ มีความเกี่ยวพันกันน้อยมากนะครับ ไม่เหมือนกับในอดีตที่เรามีวัฒนธรรมที่เกื้อกูลดูแลกันนะครับทั้ง ๆ ที่ถ้ามองลงไปเราจะเห็น ว่าในชุมชนเหล่านี้มีต้นทุนที่มีคุณค่ามาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัดก็มีสถานที่มีศาลาทําบุญ มีเมรุ มีอาหาร บางแห่งมีโรงครัว แต่ถ้าดูไปที่โรงเรียนเราจะเห็นว่ามีอาคารห้องเรียน มีอาคาร หอประชุม มีสนามกีฬา มีโรงกีฬา รวมทั้งมีสถานที่สอนนักเรียนในการทําเกษตรพื้นฐาน ในบ้านก็ล้วนแต่เป็นผู้ปกครองของนักเรียนในโรงเรียน เป็นพุทธมามกะหรืออิสลามิกชนที่อยู่ ไปโบสถ์ไปวัด ทางด้านศาสนาอิสลามก็เหมือนกัน ศาสนาคริสต์ก็เหมือนกัน ผมถือว่าเป็น พื้นฐานที่ดีงามในสังคม ในอดีตผมเชื่อว่า ๒๐ ปีมาแล้วกระมังเราเคยมีหลักการหรือทฤษฎี ว่าด้วยบวร บ้าน วัด โรงเรียน เราก็ท่องกันมาอย่างนี้ตลอด แต่จริง ๆ วันนี้ผมมาปลุกเร้า มากระตุ้นให้ท่านเห็นความสําคัญของชุมชนว่าเรามีพื้นฐานมีความสําคัญตัวเราเอง แต่ ๓ สิ่งเหล่านี้ตอนนี้มันเดินแยกทางกัน เราจะเห็นว่าตอนนี้แต่ละชุมชนพยายามจะสร้างลานกีฬา ไม่นําไปใช้ที่โรงเรียนไม่มีการบูรณาการกัน หรือแม้กระทั่งหอประชุมก็พยายามจะมี หอประชุมชุมชนทั้งที่หอประชุมที่วัด ศาลาวัดก็มี ในอดีตก็มีหมด ต้นทุนเรามีหมด สําคัญ อีกอันหนึ่งคือต้นทุนที่เรามีคือน้ําใจของคนในชุมชนที่เกื้อกูลกันอย่างที่ท่านประธาน กรรมาธิการว่าให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีเกียรติ รับอย่างมีศักดิ์ศรี เราทําอย่างนี้มาในอดีต เราเห็นภาพนี้ในอดีต แต่ทุกวันนี้เรามีกฎหมายสวัสดิการทางสังคมเพื่อที่จะทําให้ชุมชนเข้มแข็ง แต่การบริหารต้นทุนในชุมชนไม่ว่าวัด บ้าน โรงเรียน วัดผมหมายถึงวัดทางด้านศาสนาพุทธ ด้วย วัดทางด้านอิสลามก็ถือว่ามอสค์ (Mosque) หรือสุเหร่า รวมทั้งโบสถ์ทางด้านศาสนา คริสต์ด้วย ผมขอใช้คํารวม ทั้ง ๆ ที่เรามีต้นทุนแล้วก็มีต้นทุนที่เป็นน้ําใจวัฒนธรรมที่ดีงาม ของคนในชุมชน สิ่งเหล่านี้เวลาเราแยกกันมันก็ทําให้เราเกิดปัญหาขึ้นในชุมชน ปัญหา ในชุมชนท่านจะเห็นชัดเจนว่ามีปัญหาอะไรบ้าง

๑. ปัญหาความยากจน ยากจนขนาดที่ว่าป่วยไม่สามารถที่จะไปรักษาตัวเองได้ คนแก่ พิการ ด้อยโอกาส ที่พักอาศัยไม่มี ท่านจะเห็นภาพเหล่านี้ในทีวี (TV) เป็นประจํา สัปดาห์ในหลาย ๆ ช่อง แล้วก็มีการบอกว่าถ้าท่านมีจิตศรัทธาท่านกรุณาบริจาค บัญชีหมายเลขเหล่านี้ จะเห็นว่ามันมีภาพเหล่านี้เกิดขึ้น แล้วก็ได้ผลที่มาออกทีวี (TV) นี้ ปรากฏว่าจนผู้ได้รับบริจาคบอกพอแล้วเพราะเงินมันมากพอในบางกรณี เพราะฉะนั้นอันนี้ ถือว่าน้ําใจของคนไทยมี

อันที่ ๒ ปัญหาที่เด็กด้อยโอกาสสมองดีไม่มีทุนจะเรียนต่อ จะเห็นว่าโครงการ ช้างเผือกของมหาวิทยาลัยหลาย ๆ มหาวิทยาลัยไปเอาคนในท้องนาในชนบทมาเรียน ตอนนี้ เป็นหมอเป็นวิศวเยอะแยะเลย โครงการนี้มีเกิดขึ้นนะครับ

อีกอันหนึ่งท่านจะเห็นว่าพวกที่ยากจนไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีอาหารจะกิน ถ้าเผื่อชุมชนในเมืองอย่างที่ผมจะเล่าให้ท่านฟังว่าชุมชนในเมืองบางทีในชุมชนเขามีศรัทธา โดยเฉพาะในศาสนาพุทธที่ผมเห็นมีการใส่บาตรจนล้นเหลือ จนลูกศิษย์ต้องใส่สามล้อ ใส่รถตุ๊กตุ๊กไปจํานวนมาก มากกว่าการบริโภคของตัวพระหรือลูกศิษย์วัดด้วยซ้ํา บางแห่ง ผมตามไปดู บางแห่งท่านบอกว่ามีโรงเรียนอยู่ในวัดสามารถที่จะเอาข้าวที่มีให้กับนักเรียน โรงเรียนในวัด อยู่ใกล้คุกก็บอกว่าเอาไปบริจาคให้กับคุกนะครับ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าในอดีตโรงเรียนนี่ตั้งอยู่ในวัดก็เกื้อกูลกัน ชาวบ้านไปทําบุญเกื้อกูล กันไปเกื้อกูลกันมา ซึ่งก็จนถึงปัจจุบันนี้จะเห็นว่ามีโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหลาย ๆ โรงเรียน ตั้งอยู่ในวัด เพราะฉะนั้นผมถือว่าตัวนี้เป็นต้นทุนที่จะแก้ปัญหา ปัญหาที่เราอยากจะทําให้ เกิดขึ้นในชุมชนก็คือเราจะแก้ปัญหาได้อย่างไร แล้วปัญหาในชุมชนอีกปัญหาหนึ่งที่ผมลืมพูด ไปคือปัญหายาเสพติดและความปลอดภัย ตัวอย่างที่เห็นว่าวัด บ้าน โรงเรียน รวมทั้ง ส่วนราชการ ส่วนราชการนี่หมายถึงว่าครูในโรงเรียน กํานันผู้ใหญ่บ้าน อปท. กับคน ในหมู่บ้านนี่เขาร่วมกันทํา โครงการที่เด่นชัดที่ผมอยากจะอ้างอิงถึงก็คือกองทุนสมเด็จแม่ เพื่อป้องกันปัญหายาเสพติดในชุมชน กองทุนนี้ได้รับเงินพระราชทานเบื้องต้น ๒๐๐,๐๐๐ บาท จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ถ้าผมจําไม่ผิดน่าจะประมาณปี ๒๕๔๖ ตอนนี้ ได้ขยายไปในทุกชุมชนโดยมีบุคลากรชั้นนําในชุมชนเป็นกรรมการ มี อบต. มีเทศบาล มีครู มีวัด มีผู้ใหญ่บ้านเขาร่วมกัน วิธีหาเงินก็คือทําเป็นผ้าป่าประจําปี ทอดผ้าป่ากันเป็นกองทุน เพื่อแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชนเพื่อนําเงินนี้มาทํากิจกรรมในชุมชนเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งโครงการนี้สําเร็จไปด้วยดี หรือซึ่งทําต่อเนื่องมาทุกปีโดยกระทรวงมหาดไทยกับ ป.ป.ส. เป็นเจ้าภาพมาอย่างต่อเนื่องเห็นว่าชัดเจนมากนะครับ หรือซึ่งผมเคยยกตัวอย่างให้ท่านเห็นว่า ชุมชนกับโรงเรียนกับวัดสามารถพัฒนานักกีฬาจากโรงเรียนบ้านนอก บ้านปาก ท่านอาจจะรู้ ว่าบ้านปากมาจากไหน เมื่อแข่งกีฬาอายุไม่เกิน ๑๓ ปี ในรอบรองชนะเลิศชนะ ภ.ป.ร. แต่รอบชิงชนะเลิศมาแพ้วชิราวุธ โรงเรียนนี้จากคนในชุมชนร่วมกับเงินวัด ร่วมกับเงินชาวบ้าน กับโรงเรียนร่วมกันพัฒนาเด็ก ฝึกเด็กจากยูทูบ (YouTube) สามารถขึ้นมาได้โดยไม่ต้อง มีโค้ช (Coach) ที่เก่ง ๆ ไปสอน เขาก็พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ขอให้เขามีโอกาส เพราะฉะนั้น ชุมชนเข้มแข็งนี่สร้างได้ในหลายลักษณะ ขอให้เอาทุนในสังคมกับน้ําใจในสังคมมาช่วยกันให้ได้ สามารถที่จะตั้งกองทุน เพราะฉะนั้นในกฎหมายฉบับนี้เราถึงอยากเพิ่มเติมให้มีอนุกรรมการ ชุดหนึ่ง ให้มีทางด้านฝ่ายศาสนาของศาสนาต่าง ๆ รวมทั้งฝ่ายมหาดไทย ฝ่ายสาธารณสุข ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายในชุมชนมาช่วยกันพัฒนาสิ่งเหล่านี้ให้มันเกิดขึ้น เพิ่มเติมทักษะ ในการบริหารจัดการ ยืนและพึ่งตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เหมือนคอนเซปต์ (Concept) ในอดีตว่าเราต้องพึ่งตัวเอง ไม่ใช่ต้องรองบ ๆ รออะไรทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมถึงเห็น ความสําคัญในการที่จะแก้ไข พ.ร.บ. อันนี้ให้มีความชัดเจนขึ้น ซึ่งแก้ไม่มากครับ เพียงแต่ อยากจะเอาวัด บ้าน โรงเรียนมาอยู่ด้วยกัน แล้วแต่ว่าปัญหาในชุมชนนั้นจะแก้ในเรื่องใด ถ้าเผื่อสามารถมีตัวนี้ขึ้นมาได้ และมีฝ่ายราชการเรา ฝ่ายเอกชน ฝ่ายประชาชน ฝ่ายวัด ฝ่ายศาสนาเข้าไปช่วยมันจะเป็นลักษณะที่เราช่วยกันแก้ปัญหาในเบื้องต้นนะครับ ซึ่งผมก็ขอ อภิปรายเบื้องต้นไว้เพียงแค่นี้และขอเชิญท่านต่อไปอภิปรายครับ