เด่นเดือน กลั่นสอน หารือการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการติดตามผู้ต้องหาและผู้กระทำผิดแทนการจำคุกในคดีเบา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย และป้องกันพฤติกรรมเสี่ยง โดยเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการใช้ระบบติดตามอิเล็กทรอนิกส์ (EM) และจัดทำพระราชบัญญัติระบบติดตามตัวกลางแบบบูรณาการ (Single Command) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาความลับของข้อมูล และสอดคล้องกับหลักการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 พร้อมผลักดันโครงการต้นแบบร่วมกับกรมคุมประพฤติเพื่อทดสอบและปรับปรุงระบบให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงและสามารถพัฒนาต่อยอดได้ในอนาคต
กราบเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิกที่ประชุมค่ะ ขออนุญาตว่าในเรื่องของการศึกษาการนําอีเอ็ม (EM) มาใช้ในกระบวนการยุติธรรมของคณะอนุกรรมาธิการ เราได้ศึกษาอย่างเป็นระบบจาก กฎหมายเดิมที่มีการแก้ไขไว้นะคะ ตามที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้แจ้งต่อที่ประชุมก็คือ เมื่อปี ๒๕๕๘ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้นํากําไล อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้กับการปล่อยชั่วคราวซึ่งในมาตรา ๑๐๗ ที่ได้มี การกําหนดไว้มีการให้ใช้ในชั้นพนักงานสอบสวนซึ่งประกอบไปด้วยตํารวจ แล้วก็ดีเอสไอ (DSI) แล้วก็ฝ่ายปกครองซึ่งมีอํานาจในการสอบสวนด้วยนะคะ แล้วก็ใช้ในชั้นของพนักงานอัยการตลอดจนใช้ในชั้นศาล ถามว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่นํามาใช้ในชั้นปล่อยชั่วคราวมีประโยชน์อย่างไร จะขออนุญาตนําเรียนว่าเป็นการลดช่องว่าง ของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของความไม่เสมอภาคในด้านของเศรษฐกิจ เนื่องจาก บุคคลที่จะต้องปล่อยชั่วคราวเขามีทั้งที่จะต้องปล่อยชั่วคราวโดยที่ไม่ต้องมีหลักประกันหรือ ต้องมีหลักประกัน ถ้านําอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาประกอบเขาอาจจะได้รับการปล่อย ชั่วคราวไปโดยที่ไม่ต้องวางหลักประกันก็ได้เพราะวัตถุประสงค์หลักของการปล่อยชั่วคราว มิได้อยู่ที่ว่าการที่จะได้เงินค่าประกันตัวของเขาไว้ แต่วัตถุประสงค์หลักคือสามารถติดตามตัวเขา ให้มาดําเนินคดีหรือเมื่อเขามีคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษสามารถนําตัวผู้กระทําความผิด มาลงโทษได้ เพราะอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์นี้จะมีระบบในการติดตามตัวเขา รู้ว่าผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวนั้นที่อยู่ในระบบนี้เขาอยู่ที่ไหน ทราบที่อยู่ของเขาแน่นอนนะคะ แล้วก็สามารถที่จะใช้กันบริเวณได้ด้วย เช่นให้เขาได้รับการปล่อยชั่วคราวแต่ต้องอยู่ในบ้าน เท่านั้นถ้าเขามีสภาพอันตรายนะคะ ถ้าเขาออกจากบ้านเมื่อไรระบบอิเล็กทรอนิกส์นี้ก็จะมีการ แจ้งเตือนสัญญาณไว้โดยมีการทําระบบกลางในการรับสัญญาณในการแจ้งเตือนไว้นะคะ ตรงนั้นเดี๋ยวจะอธิบายต่อไปอีกหลังจากที่มีการพูดถึงเทคนิคแล้วก็กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของเทคนิคต่อไปค่ะ
ต่อมามีการแก้ไขพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ ๒๕ แก้ไขเกี่ยวกับการรอการลงโทษให้สามารถนําเอาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นี้ก็คืออีเอ็ม (EM) มาใช้ประกอบกับการคุมความประพฤติได้ด้วย ศาลสามารถสั่งคุมประพฤติได้ ถามว่า ตรงนี้ตอบโจทย์อะไรตอบโจทย์ประการที่ ๑ ค่ะ ถ้าเขาเป็นคนที่ยังมีความอันตรายอยู่ เราสามารถติดตามตัวในระหว่างคุมประพฤติได้ เช่นเขาเป็นคนที่มีพฤติกรรมในการลักขโมย เช่นขโมยยางพาราอย่างนี้นะคะถ้าเขาเข้าไปใกล้สวนยางมันก็จะอะเลิร์ต (Alert) ขึ้นมาได้ ตรงนี้นะคะ หรือใช้ในลักษณะที่ถ้าเขาเป็นเด็กแว้นนะคะ ในกรณีที่เป็นเด็กแว้นถ้าเขาไปขับรถ ในความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกําหนดหรือที่เป็นลักษณะการแข่งรถสามารถที่จะแจ้งเตือน เข้าสู่ระบบได้ค่ะ และนําไปสู่อะไร นําไปสู่การที่เราจะรู้ว่าเขาผิดเงื่อนไขการคุมความประพฤติ ได้ทันทีที่มีการผิดเงื่อนไขขึ้นมา จากแต่เดิมเราไม่สามารถทราบได้ทันทีว่ามีการผิดเงื่อนไข การคุมความประพฤติ ตรงนี้ก็จะใช้ประกอบกับพระราชบัญญัติวิธีการคุมประพฤติซึ่งมี การแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกันแล้วนะคะ
ประการที่ ๓ ใช้ในเรื่องของการลงโทษ ถามว่าแทนการลงโทษอย่างไร การเข้ากักขังหรือการจําคุกในคดีที่มีโทษเล็กน้อยนี่นะคะ การส่งผู้ถูกกักขังหรือผู้ถูกจําคุก ในอัตราโทษที่เล็กน้อยเข้าไปสู่เรือนจําไม่ได้เป็นการแก้ไขพฤติกรรมของเขา แต่เขาอาจจะไป เรียนรู้พฤติกรรมที่มีการกระทําความผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมมากยิ่งขึ้นได้ก็มีการมองว่า ถ้าเอาบุคคลเหล่านี้แทนที่จะส่งเขาไปอยู่ในเรือนจํา ให้เขาใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แล้วให้ เขาถูกควบคุมบริเวณอยู่ที่บ้านใช้บ้านแทนการจําคุกโดยมีอุปกรณ์เป็นการตรวจสอบว่าเขา ออกจากพื้นที่หรือออกจากบ้านหรือไม่ ตรงนี้จะเป็นตัวที่ทําให้ทางหน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้องก็คือราชทัณฑ์ทราบได้ว่าบุคคลนี้อยู่ในการควบคุมตัวอยู่ที่บ้านตามที่ได้ตกลง เงื่อนไขเอาไว้กับทางราชทัณฑ์หรือไม่ ตรงนี้จะเป็นกรณีที่สามารถทําให้เจตนารมณ์ใน การบังคับใช้กฎหมายในทุกระดับ ในทุกกระบวนการสามารถมีการตรวจสอบว่าผู้ที่ถูกใช้อีเอ็ม (EM) นี้ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือไม่ ซึ่งการปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ทั้งหมดนี้จะไปอยู่ ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายอาญา แล้วก็จะมีกฎกระทรวง ที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นการที่เราขอแก้ไขหลักเกณฑ์แล้วก็วิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับกักขังนี้ ก็เพราะว่าจะให้อธิบดีมีอํานาจในการออกระเบียบแล้วก็วิธีการเกี่ยวกับการใช้กําไล อิเล็กทรอนิกส์ในการกักขังผู้ที่ถูกกักขังได้ด้วยนะคะ คณะอนุกรรมาธิการของเราพยายาม ที่จะพิจารณาทั้งกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติแล้วก็ประมวลกฎหมาย และเห็นว่าควรจะ แก้ไขอยู่ ๒ ฉบับก็คือประมวลกฎหมายอาญา ก็คือแก้ไขในส่วนของการให้นําอีเอ็ม (EM) ไปใช้ กับเรื่องของการกักขัง และประการหนึ่งที่มีกฎหมายมานานแล้วแต่เราไม่สามารถจะนํามาใช้บังคับได้ก็คือวิธีการ เพื่อความปลอดภัย ที่เราจะเห็นได้ชัดเจนเช่นห้ามบุคคลที่มีอันตรายเข้าไปอยู่บ้าน เข้าไปในบ้าน หรือใกล้บริเวณที่เขาถูกห้ามนะคะ หรือเช่นบางคนชอบรับประทานอาหารฟรีแล้วไม่จ่าย อย่างนี้ค่ะ ถ้าเขาไปอยู่ใกล้กับร้านอาหารเครื่องก็จะอะเลิร์ต (Alert) ขึ้น ที่ผ่านมาวิธีการ เพื่อความปลอดภัยไม่ได้ใช้เพราะว่าไม่มีบุคลากรในการไปตรวจสอบว่าผู้ที่ถูกสั่งใช้วิธีการ เพื่อความปลอดภัยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการถูกสั่งเรื่องวิธีการเพื่อความปลอดภัยนั้นหรือไม่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เรื่องอีเอ็ม (EM) จะมาตอบโจทย์ว่าเขาเข้าไปใกล้ในเขตที่ห้ามเข้า หรือออกไปนอกเขตที่เขาห้ามออก ตรงนี้เป็นอุปกรณ์ที่สามารถแจ้งเตือนได้ทันทีที่มีการผิด เงื่อนไขนะคะ ถามว่าหลังจากที่มีการกําหนดหลักเกณฑ์ให้มีกฎหมายกําหนดหลักเกณฑ์และ วิธีการเงื่อนไขในการใช้แล้วนี่นะคะ ซึ่งหลักเกณฑ์ตรงนี้เราจะต้องคํานึงถึง ๑. ประสิทธิภาพ ในการใช้ว่ากําหนดให้ใช้ไปแล้วประโยชน์ที่จะได้แก่ตัวผู้ที่ถูกสั่งใช้เป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเขาเป็น การปล่อยชั่วคราว ความเหลื่อมล้ําในแง่ของการที่จะได้รับการประกันตัวก็จะหมดไปนะคะ
ในส่วนของการตอบโจทย์ทั้งหมดนี่นะคะ ในเรื่องเงื่อนไขและวิธีการที่ใช้ อีเอ็ม (EM) ถ้ามีเฉพาะเครื่องก็จะไม่สามารถดําเนินการกระบวนการได้ทั้งระบบ อนุกรรมาธิการจึงมองว่าหากเรานํากระบวนการในการควบคุมระบบไปเป็นกระบวนการเดียว คือซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) แล้วไปไว้กับหน่วยงานเดียวที่จะดูแลนะคะ แล้วให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นหน่วยงานย่อยมีระบบของตัวเองที่จะรองรับ หน่วยงานกลางนะคะ ระบบกลาง ก็จะทําให้มีการบูรณาการ แทนที่เราจะต้องไปจัดซื้อ ระบบในหลาย ๆ ระบบในแต่ละกระบวนการ ทําให้เป็นภาระงบประมาณ มองว่าถ้าทําเป็น กระบวนการเดียวคือซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) แล้วเป็นระบบติดตามตัวกลาง เมื่อมีการแจ้งเตือนหรืออะเลิร์ต (Alert) ขึ้นมา ระบบติดตามตัวกลางก็จะแจ้งไปยังระบบของ หน่วยงานนั้น เช่นในกรณีที่พนักงานสอบสวนปล่อยชั่วคราวไป เมื่อตัวผู้ต้องหาออกนอกเขต ที่เขาได้รับเงื่อนไขว่าห้ามออกนอกเขตก็จะมีการแจ้งเตือนไปที่ระบบหน่วยงานกลาง แล้วระบบกลางก็จะแจ้งเตือนไปที่เครื่องของสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่จะมีการวางไว้ทั้ง ๙ ภาคตามที่ได้ดูในวิดีโอนะคะท่าน หลังจากนั้นก็จะมีการแจ้งเตือนไป แล้วทางตํารวจ ที่อยู่ใกล้ที่สุดก็สามารถที่จะติดตามตัวผู้ต้องหาคนนั้นได้
ดังนั้นในการกําหนดระบบติดตามตัวกลางก็ดี ระบบหน่วยงานย่อย จะมีสิ่งหนึ่ง ที่เราต้องพึงระมัดระวังก็คือการรักษาความลับ ทั้งที่เป็นข้อมูลของตัวผู้ถูกติดตามตัวที่ใช้ อีเอ็ม (EM) แล้วก็ข้อมูลของหน่วยงานที่จะต้องมีการรักษาความลับ เราจึงพยายามจะเขียน พระราชบัญญัติในเรื่องของระบบติดตามตัวกลาง ซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) ด้วยการมองทุกอย่างอย่างเป็นระบบนะคะ แล้วในขณะเดียวกันเราก็ได้ทางฝ่ายเทคนิค ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมเขามาให้ความเห็นในการยกร่างกฎหมายด้วยว่าการจะทํา กฎหมายอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับระบบที่เป็นระบบบูรณาการมากที่สุด ขออนุญาตเรียน ว่ากฎหมายซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) ฉบับนี้จะเป็นกฎหมายที่สามารถบังคับใช้ อีเอ็ม (EM) ในทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมในทุกขั้นตอนแล้วก็สามารถที่จะทําให้ เป็นระบบแล้วก็บูรณาการกันได้อย่างแท้จริงนะคะ ทั้งนี้ในการดําเนินการในครั้งนี้มองว่า เพื่อเป็นการปฏิรูปการใช้อีเอ็ม (EM) ให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ที่บัญญัติไว้ว่า รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็วและ ไม่เสียค่าใช้จ่ายเกินสมควร
ถามว่าในกระบวนการที่เราคิดขึ้นมานะคะว่าเราคิดขึ้นมาโดยบนพื้นฐาน อะไร ต้องขอขอบคุณกรมคุมประพฤติที่ท่านมีต้นแบบเป็นไพลอตโปรเจกต์ (Pilot Project) ให้ แล้วเราก็ศึกษาดูปัญหาอุปสรรคที่เกิดจากการใช้อีเอ็ม (EM) ในครั้งแรกของท่านนะคะ แล้วก็นํามาดูว่าเราจะปรับปรุงพัฒนาแล้วก็แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างไร ทั้งนี้ทั้งนั้นในการ พิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการได้มีการเช็ก (Check) กฎหมายในลําดับรองไว้ด้วยนะคะว่า หน่วยงานใดสามารถที่จะไปแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องของกฎกระทรวงให้สามารถใช้อีเอ็ม (EM) ได้สอดคล้องกับลักษณะงานของท่าน จึงได้มีการยกตัวกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการใช้ อีเอ็ม (EM) ทุกฉบับมาไว้ในรายงานด้วยค่ะ แล้วก็ในส่วนของทางด้านเทคนิคก็มีการพยายาม พิจารณาถึงข้อกฎหมายที่จะใช้ว่ารองรับกับการพัฒนาเทคนิคในอนาคตให้สามารถที่จะ พัฒนาตัวเทคนิคไปคู่กับกฎหมายโดยที่ไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายด้วยค่ะ ขอบพระคุณมาก