เบญจวรรณ สร่างนิทร แสดงความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการศึกษาการปฏิรูปประเทศ โดยชี้ว่าข้อมูลครบถ้วนและสอดคล้อง พร้อมเสนอให้ทบทวนบทบาทของ กงช. และการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อปรับโครงสร้างค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ภาครัฐอย่างเหมาะสม รวมถึงหารือการปรับโครงสร้างหน่วยงาน โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการทบทวนเป้าหมายค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่สูงถึง 47.96% ของงบประมาณ พร้อมเสนอใช้ข้อมูล CPI รายปีระดับอำเภอในการปรับค่าตอบแทนให้เป็นธรรมและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ก็ขอเพิ่มเติมให้ ผลการศึกษานั้นมันสอดคล้องแล้วก็ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นอาจจะ ขออนุญาตท่านประธานเลยเวลาไปบ้างนะคะ
ขอนําเรียนเรื่องแรกก่อนเรื่อง กงช. อยากจะเรียนอย่างนี้ว่าความเป็นมาของ การกําหนดค่าตอบแทนภาครัฐของไทยมันมีช่วงหลัก ๆ อยู่ ๓ ช่วง ช่วงแรกคือก่อนปี ๒๕๓๘ ก่อนที่จะจัดตั้ง กงช. นั้น ข้าราชการทุกประเภทก็ทําบัญชีอยู่ท้ายกฎหมายข้าราชการ ของตัวเอง ทําให้ขาดเอกภาพ เหลื่อมล้ํา เพราะต่างคนก็ต่างเสนอ แล้วถ้ามีใครเสนอ ก็จะเสนอตาม พอต่อมาช่วงที่ ๒ ปี ๒๕๓๘ ถึงปี ๒๕๔๐ ซึ่งรัฐบาลบอกว่ามีความจําเป็น ที่จะต้องมี กงช. เพื่อดูภาพรวมของระบบทั้งหมดก็เลยมีการรวมบัญชีทุกประเภทไว้ ในกฎหมายเดียวกัน แล้วก็ให้ กงช. เสนอ ครม. พิจารณาค่าตอบแทนข้าราชการ ในช่วง ต่อมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ถึงปัจจุบัน มีการแยกบัญชีเงินเดือนและเงินประจําตําแหน่งออก ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ที่รัฐธรรมนูญของปีนั้นมีการตั้งองค์การตามรัฐธรรมนูญไม่ว่าศาลปกครอง ไม่ว่า ป.ป.ช. ซึ่งก็มีอิสระในการกําหนดค่าตอบแทนของตัวเอง ต่อมาก็มีการแยกบัญชีกฎหมาย เงินเดือนและเงินประจําตําแหน่งของข้าราชการประเภทอื่น ปี ๒๕๔๓ ศาลยุติธรรม แยกออกไป ปี ๒๕๔๕ อัยการแยกออกไป ปี ๒๕๔๗ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และข้าราชการพลเรือนในอุดมศึกษา ปี ๒๕๕๑ ข้าราชการทหาร แล้วก็ข้าราชการพลเรือนเอง ก็มีบัญชีท้าย พ.ร.บ. เงินเดือนของตัวเอง ปี ๒๕๕๓ ข้าราชการรัฐสภาก็มีการแยก เพราะฉะนั้นในแง่ข้อเสนอ ดิฉันดูจากข้อเสนอในการปฏิรูประบบค่าตอบแทนและ สิทธิประโยชน์ภาครัฐของที่มีการนําเสนอในวันนี้ ก็บอกว่าจะทบทวนโครงสร้างและอํานาจหน้าที่ ของคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ ก็คือ กงช. นั้น ดิฉันก็อยากจะให้เห็นว่า ความเป็นมาของ กงช. เป็นอย่างไร ถามว่าเรื่องนี้รัฐบาลตระหนักไหม รัฐบาลตระหนัก ในเรื่องแบบนี้มาตลอดเวลา ปี ๒๕๕๘ ทางสํานักงาน ก.พ. ก็เสนอทางรัฐบาลเรื่องพิจารณา ค่าตอบแทนข้าราชการและบุคลากรภาครัฐบอกว่าการที่เสนอความเห็นของสํานักงาน ก.พ. เสนอเรื่องข้อจํากัดของอํานาจ กงช. บอกว่าข้าราชการแต่ละประเภทมีกฎหมายเกี่ยวกับ ค่าตอบแทนในระดับพระราชบัญญัติและข้าราชการบางประเภทมีกฎหมายที่อาศัย บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญรองรับจึงมีอิสระในการกําหนดค่าตอบแทน การพิจารณาปรับปรุง ค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐทั้งระบบ โดยอาศัยอํานาจของ กงช. จะไม่บังเกิดผลต่อ การกําหนดค่าตอบแทนของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐได้อย่างเหมาะสมในภาพรวม สํานักงาน ก.พ. ก็เสนออย่างที่หลายท่านว่าควรจะเป็นคณะกรรมการระดับชาติ ก็คือเป็น ข้าราชการกําหนดค่าตอบแทนในระดับชาติ นั่นมีการเสนอเมื่อ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๘ ต่อมา เมื่อ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ออกคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณา โครงสร้างหน่วยงานและระบบค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ โดยมีอํานาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์และเปรียบเทียบระบบค่าตอบแทนของบุคลากรภาครัฐ ซึ่งรวมทั้งเงินเดือน สวัสดิการ ประโยชน์ค่าตอบแทนและประโยชน์เกื้อกูลอื่นทุกประเภท เพื่อเสนอให้มี การกําหนดนโยบายหรือพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานและระบบค่าตอบแทน บุคลากรภาครัฐที่มีความเหมาะสม สอดคล้องกับภารกิจ สภาวะการครองชีพ สถานการณ์ และรายได้ตลอดจนฐานะการเงินของประเทศ
ประการที่ ๒ จัดทําข้อเสนอแนวทางหรือมาตรฐานเพื่อใช้ประกอบ การพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานและกําหนดค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ นี่หน้าที่หลัก ๆ แต่โครงการนี้เสนอกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารราชการแผ่นดิน ขออนุมัติเพื่อทําโครงการเมื่อ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๙ ซึ่งดิฉันคิดว่าตรงนี้มันตามหลังที่รัฐบาล เดินแล้ว เพราะฉะนั้นน่าจะดูส่วนตรงนี้ของที่รัฐบาลดําเนินการประกอบด้วย เพราะว่า มันเป็นเรื่องที่ตั้งขึ้นมาหลังจากที่รัฐบาลมีการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทีนี้หลักส่วนหนึ่งที่บอกว่าทุกหน่วยงานควรมีงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรไม่ควรเกิน ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ต้องขอย้อนถึงแผนชาติตั้งแต่แผน ๘ บอกว่างบประมาณค่าใช้จ่าย ด้านบุคลากรภาครัฐไม่ควรเกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จากตัวเลขนี้นําไปสู่การกําหนดค่าตอบแทน ไม่ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอะไรต่าง ๆ ที่จะกําหนดพยายามคุมด้วยตัวเลขนี้มาตลอด เพราะฉะนั้นการที่จะกําหนดว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์นั้นมันต้องมีฐานที่มาแล้วหลักของ การกําหนด กําหนดในภาพรวมทั้งประเทศ ถ้าเขียนว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ข้าราชการ กระทรวงศึกษาธิการขณะนี้ดิฉันคิดว่าไม่ต่ํากว่า ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ทําอย่างไรที่จะให้เหลือ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นแต่ละคนเราไม่ใช่ใช้เสื้อโหลได้ทั้งหมด จะต้องดูเป็นกรณี ๆ ว่า ส่วนราชการไหนด้วยภารกิจเขาต้องการใช้กําลังคนมาก แน่นอนค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรก็ต้องสูง แต่ในภาพรวมของประเทศควรจะต้องอยู่ตามที่แผนชาติกําหนด ก่อนที่จะยืนขึ้นอภิปราย ดิฉันโทรตรวจสอบจากกระทรวงการคลัง ตัวเลขที่ได้รับการยืนยันจากท่านอธิบดี กรมบัญชีกลางบอกว่าตอนนี้งบประมาณค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรทั้งหมด ๔๗.๙๖ เปอร์เซ็นต์ รวมข้าราชการทุกประเภท แล้วก็ท่านก็ส่งข้อมูลมาให้ด้วย ดิฉันมีข้อมูลตรงส่วนนี้นะคะว่า ๔๗.๙๖ เปอร์เซ็นต์ของประเทศนั้นเป็นเงิน ๒,๗๐๐ กว่าล้านบาทจากข้าราชการทั้งหมด จํานวนเท่าไรคูณออกมาแล้วตัวเลขออกมาเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นตัวเลขตรงนี้ก็อยากจะให้ ดูข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง ตามข้อเสนอที่บอกว่าหน่วยงานหลักจะมี ๒ หน่วย คือ คปร. กับ สํานักงาน ก.พ. ก็ต้องให้ท่านไปดูทบทวนอีกครั้งหนึ่ง คปร. คือคณะกรรมการกําหนด นโยบายและขนาดกําลังคนภาครัฐเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวกับการดูเรื่องค่าตอบแทน ส่วนข้อเสนอเรื่องที่จะให้นําซีพีไอ (CPI) มาใช้เวลาคิดค่าตอบแทนนี่เป็นกระบวนการดําเนินการ ปกติธรรมดาที่เราทําอยู่แล้ว เราเคยมีข้อเสนอช่วงเวลาหนึ่งเราก็ศึกษาจากต่างประเทศว่า การขึ้นค่าตอบแทนของบุคลากรภาครัฐอย่างน้อยเวลามีเงินเฟ้อควรจะให้มีการปรับเงินเดือน ไปตามอัตราเงินเฟ้อเพื่อที่จะให้ค่าตอบแทนที่ได้รับนั้นไม่ลดต่ํากว่าค่าที่ควรจะเป็นจริง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ เพราะฉะนั้นซีพีไอ (CPI) เราให้สํารวจ เราอาศัยสํานักงานสถิติแห่งชาติ สํารวจ ก่อนหน้านี้เราจะให้สํารวจ ๒ ปีให้เสนอข้อมูลมาครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้ให้สํารวจเป็นรายปี และรายละเอียดซีพีไอ (CPI) ณ ขณะนี้ลึกลงไป สมัยก่อนเอาแค่ระดับจังหวัด แต่ตอนนี้ลึก ลงไปถึงระดับอําเภอเพราะว่าหน่วยงานระดับอําเภอเสนอมาให้ ในการทํางานนั้นเหมือนที่ ท่านหลายคนพูดว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการนั้นควรจะประกอบด้วยข้าราชการ หลากหลายประเภท ในช่วงเวลาที่เคยปฏิบัติหน้าที่อยู่ รัฐบาลมีนโยบายที่จะขึ้นค่าตอบแทน ดิฉันจะต้องเชิญทั้งศาล อัยการ ตํารวจ ทหาร ข้าราชการทุกประเภทมานั่งหารือร่วมกันว่า ณ ขณะนี้เม็ดเงินที่ท่านจ่ายให้ข้าราชการแต่ละประเภทมีจํานวนเท่าไร ถ้ารัฐบาลมีนโยบาย ให้ขึ้น ๔ เปอร์เซ็นต์จะต้องใช้เงินเท่าไร ถ้ารัฐบาลมีนโยบายให้ขึ้นเงินเดือน ๕ เปอร์เซ็นต์ จะต้องจ่ายเท่าไร ถ้ารัฐบาลมีนโยบายให้ขึ้น ๖ เปอร์เซ็นต์จะต้องจ่ายเท่าไร เราจะมีตัวเลข ประมวลรวมทั้งหมดข้าราชการทุกประเภทเพื่อเสนอรัฐบาลและรัฐบาลก็จะส่งข้อมูลมาว่า ในการพิจารณางบประมาณทั้งหมดนั้นมีที่จะจัดสรรให้เป็นอัตราเงินเดือนที่จะเพิ่มขึ้นให้กับ ภาครัฐอย่างไรบ้าง ดิฉันฟังท่านกรรมาธิการบางท่านที่เสนอให้แยกประเภทสายงานแต่ละ สายงานต้องแยกบัญชี ตรงนี้ก็อยู่ในแนวดําเนินการอยู่แล้วว่าตําแหน่งประเภทวิชาการ ซึ่งประกอบด้วย นิติกร วิศว นายแพทย์อะไรทั้งหลายแหล่หรือแม้กระทั่งนักวิชาการศึกษาที่ อยู่ด้วยกันแล้ว คือขณะนี้เราแยกบัญชีเป็น ๔ ประเภท ประเภทบริหาร ประเภทอํานวยการ ประเภทวิชาการ กับประเภททั่วไป แต่ในประเภทวิชาการนั้นมันเหมือนซ้อน ซ้อน ซ้อนกันอยู่ เพราะว่าสายงานทุกสายงานที่เป็นประเภทวิชาการเป็นกลุ่มตําแหน่งที่มีมากที่สุด มันควรจะ พิจารณาจัดบัญชีตรงนี้เพื่อให้ความเหมาะสมแล้วก็ดูราคาตลาดด้วย ซึ่งก็มองไม่เห็นถึง ผลการศึกษาตรงนี้ว่าจะมีแนวคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นะคะ การเปรียบเทียบข้าราชการ แต่ละประเภทมันก็ต้องคิดประกอบด้วยนะคะ เพราะว่าแต่ละประเภทไม่ว่าจะเป็น รัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชนนั้นเขาไม่มีบํานาญ ในขณะที่ข้าราชการประเภทอื่นโดยทั่วไป จะมีบํานาญด้วย ดิฉันก็เพื่อเติมเต็มให้ผลการศึกษาในเรื่องนี้ได้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วก็ให้ ตามสถานการณ์ว่าตอนนี้รัฐบาลเองเดินไปถึงไหน อย่างไรด้วย แล้วเอามาประกอบในเรื่องนี้ด้วย เพราะว่าข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่เราก็มีกันอยู่ทั่วไป เวลาเราจะศึกษาเรื่องค่าตอบแทน เราก็ต้องประมวลเรื่องพวกนี้ทั้งหมด เอามาตั้ง เอามากาง เอามากอง แล้วก็วิเคราะห์ว่า ภาพสุดท้ายมันควรจะออกมาเป็นประเภทไหน อย่างไร หรือแม้กระทั่งการขึ้นบัญชีเงินเดือน ณ ขณะนี้ที่เราแยกบัญชีออก ไม่เป็นประเภทใช้บัญชีเดียวกัน เราแยกออกเป็น ๔ ประเภท ประเภทบริหาร ประเภทอํานวยการ ประเภทวิชาการ กับประเภททั่วไปนั้นสามารถขึ้น อัตราเงินเดือนของแต่ละประเภทในสัดส่วนที่แตกต่างกันได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะวิเคราะห์ว่า ประเภทบริหารของภาครัฐแตกต่างกับเอกชนอย่างมากเพราะว่าทุกคนก็เป็นซีอีโอ (CEO) เหมือนกันควรจะเป็นเท่าไร ควรจะส่งข้อมูลตรงนี้ให้รัฐบาล หรือประเภทอื่นก็มีการพูดกันว่า ประเภททั่วไปของภาครัฐเองนั้นค่อนข้างเท่าเทียมกับเอกชนด้วยแล้ว เพื่อที่จะเป็นข้อมูล ประกอบในการที่จะทําให้ผลการศึกษาได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็ฝากข้อสังเกตแล้วก็ข้อคิดเห็น ไม่ใช่เวลาเปรียบเทียบอย่าเปรียบเทียบอย่างเดียวให้วิเคราะห์ในเชิงที่จะเป็นข้อเสนอแนะ เพื่อจะได้นําไปดําเนินการต่อไปด้วย ขอบคุณมากค่ะ