คุรุจิต เสนอปรับโครงสร้างค่าตอบแทนข้าราชการ หวังลดเหลื่อมล้ำ-ยั่งยืนงบประมาณ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๗ · ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

คุรุจิต นาครทรรพ หารือปัญหาความไม่เป็นเอกภาพในการกำหนดค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ โดยเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติเงินเดือนแห่งชาติให้มีคณะกรรมการชุดกลางที่มีองค์ประกอบลดลงเหลือ 15 คน เพื่อกำหนดมาตรฐานอย่างเป็นระบบและเท่าเทียมทั้งภาครัฐ เน้นย้ำความจำเป็นในการพิจารณาผลกระทบต่องบประมาณ ความเหลื่อมล้ำ ค่าครองชีพ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะตัวแทนข้าราชการ ในการปฏิรูประบบให้เป็นธรรมและยั่งยืน รวมถึงเสนอให้ทบทวนจำนวนข้าราชการและโครงสร้างคณะกรรมการค่าตอบแทนแห่งชาติเพื่อความสมดุลกับภาระงานและงบประมาณแผ่นดิน

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ผม คุรุจิต นาครทรรพ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ด้านบริหารราชการแผ่นดินที่ได้จัดทํารายงานเรื่องการปฏิรูประบบค่าตอบแทนและ สิทธิประโยชน์ของรัฐ ซึ่งเนื้อหาก็หนามากครับผมก็มาเจอเมื่อเช้าแต่ว่ามีข้อมูลอ้างอิงเนื้อหา ที่ดีมากคงต้องเก็บไว้อ้างอิงเวลาจะไปพูดในที่ประชุมอื่นด้วยนะครับ รายงานของท่าน ก็สรุปปัญหามาว่าปัจจุบันมีกรรมการบริหารบุคคลขององค์กรภาครัฐต่าง ๆ มากมายหลายชุด รวมแล้วก็ถึง ๑๗ ชุด ซึ่งทําหน้าที่กําหนดเงินเดือน ค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ และในที่สุดก็นําไปสู่ความลักลั่น ไม่มีเอกภาพ แล้วก็ไม่เท่าเทียมกัน มันไม่มีองค์กรกลางที่จะกําหนดมาตรฐานในเรื่องนี้ เรื่องเงินเดือนค่าตอบแทน และท่านก็ให้คําจํากัดความของคําว่าค่าตอบแทน ก็ประกอบด้วย เงินเดือน ค่าจ้าง สิ่งจูงใจ และอีกอันหนึ่งก็คือสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ และโครงสร้าง ของราชการไทยมันก็ประกอบด้วยเงินเดือน เงินเพิ่ม คนเกษียณแล้วไม่ได้เงินเพิ่ม สวัสดิการ และบางหน่วยงานก็มีโบนัส พูดถึงปัจจัยในการกําหนดค่าตอบแทนตามมาตรฐาน ทางวิชาการประกอบด้วย ๙ ประการ กระผมคงไม่ลงลึก หลัก ๆ ก็คือเรื่องค่าครองชีพ เรื่องมูลค่าของงาน เรื่องของอํานาจต่อรองขององค์กรนั้น ๆ แล้วก็สุดท้ายที่สําคัญมากก็คือ ความสามารถในการจ่ายเงินงบประมาณจากงบประมาณแผ่นดิน

ท่านประธานครับ ข้อเสนอของกรรมาธิการก็คือให้มีการแก้ไข พระราชบัญญัติเงินเดือนแห่งชาติ เงินเดือนและเงินประจําตําแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ ๒ ประการหลัก ๆ ก็คือทบทวนโครงสร้างหน้าที่ของคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ โดยลดจํานวนลงแล้วก็ปรับองค์ประกอบจาก ๒๕ คน เป็น ๑๕ คน แล้วก็ให้มีหน้าที่ที่จะดู เรื่องค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ในภาครัฐของทั้งระบบ มิใช่แต่เฉพาะข้าราชการพลเรือน เท่านั้น แล้วก็ดูให้มันมีความเหมาะสมด้วย

ท่านประธานครับ ผมได้อ่านดูแล้วในหลักการก็ต้องขอชื่นชม คณะกรรมาธิการที่หยิบหัวข้อซึ่งมีความสําคัญและเป็นประเด็นที่ควรจะมีการปฏิรูปด้วย แต่ก็อยากจะมีข้อสังเกตฝากไว้ ผมคิดว่าที่ท่านสมาชิก ๔ ท่านได้อภิปรายไปล่วงหน้าผมก็เป็น ข้อสังเกตที่มีคุณภาพจากประสบการณ์ของท่านทั้งนั้น ก็ควรที่กรรมาธิการจะได้รับไป

ประการแรก ผมคิดว่าข้าราชการทุกกลุ่มประเภท ปัจจุบันถ้าผมจําไม่ผิด น่าจะมีถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน และถ้านับถึงข้าราชการที่เกษียณอายุแล้ว ถ้าเราจําได้ว่า รายงานของเพื่อนเราที่บอกว่าสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ก็น่าจะมีข้าราชการเกษียณ ที่ได้รับบํานาญอีกเป็นแสนคน อาจจะเกือบครึ่งล้านคนด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจเลย ว่างบประมาณแผ่นดินแต่ละปี ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นงบประจํา เรามีงบที่จะไปพัฒนาประเทศ งบลงทุนนี่น้อยมาก แล้วก็อีกสิ่งหนึ่งที่ควรจะตระหนักไว้ก็คือภาคเอกชนเรามักจะ พูดถึงเอกชนใหญ่ ๆ แบงก์ หรือบริษัทใหญ่ ๆ แต่ภาคเอกชนส่วนใหญ่เขาจะดูอัตรา ค่าตอบแทนภาคราชการเป็นหลัก แล้วก็จะไปบวกสัก ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คือเมื่อ ข้าราชการปรับเขาก็ปรับตาม เพราะฉะนั้นการปรับเงินเดือนของภาคราชการมันก็จะมีผลต่อ ค่าครองชีพทั้งระบบของประเทศ แล้วก็เงินเดือนของทั้งประเทศด้วย ผมเคยไปประจําการ อยู่ที่มาเลเซียแล้วก็แอบถามเพื่อนมาเลเซียดูข้าราชการผู้ใหญ่เวลาประชุมกับเขา สมัยนั้นก็ ๑๐ กว่าปีมาแล้ว เงินเดือนของข้าราชการมาเลเซียมักจะสูงกว่าไทยอยู่ประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนสิงคโปร์ข้าราชการประจําก็จะสูงกว่ามาเลเซีย ๕๐-๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่าน ก็ต้องดูว่าค่าครองชีพในประเทศเขาเป็นอย่างไรด้วย ทีนี้ค่าตอบแทนของภาคราชการ มันไม่ได้อยู่ที่เงินเดือนอย่างเดียว บางทีเราพูดแต่เรื่องเงินเดือนว่าน้อยเทียบกับภาคเอกชน แต่ข้าราชการเราต้องยอมรับว่าเรามีสิ่งตอบแทนอื่น เราเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ไม่ใช่เฉพาะ ตัวเราเองหรือครอบครัว พ่อแม่ก็เบิกได้ ค่าเล่าเรียนบุตรก็เบิกได้ มีวันลามากกว่าเขา เราได้รับ สิทธิในเรื่องขอพระราชทานเครื่องราชย์ ตายไปก็ได้รับพระราชทานเพลิงศพ อันนี้ก็เป็นสิทธิ ที่เอกชนเขาไม่มี เพราะฉะนั้นเวลาเราดูภาพรวมเราก็ต้องดูว่าผลกระทบของการปรับ ค่าตอบแทนเป็นอย่างไร ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่บอกว่าเราควรจะต้องดู เรื่องช่องว่างหรือแกป (Gap) ระหว่างข้าราชการชั้นผู้น้อยกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ด้วย ไม่ใช่ว่า ห่างกัน ๑๐ เท่า แล้วก็จะมีมาตรการที่แยบยลอย่างไรที่ไม่มีผลกระทบกับบํานาญ ผมนี่ ตอนนี้ข้าราชการบํานาญแล้ว ตอนเป็นปลัดกระทรวงค่าตอบแทนรวมแล้วก็ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ใช่ ตอนนี้เป็นข้าราชการบํานาญก็รับบํานาญ ผมอยู่ กบข. ก็ได้รับไม่ถึงครึ่งหนึ่งของ เงินเดือนที่ผมได้รับ แต่ก็ยอมรับ แล้วข้าราชการปัจจุบันผมมาจากครอบครัวราชการ คุณแม่ผม ตอนเสีย ๘๙ ปี ก็รับบํานาญมาถึง ๒๙ ปี บํานาญท่านน้อยกว่าเงินเดือนผมเป็น ซี ๗ อีก แต่ว่านี่ก็คือภาระนะครับ เพราะคนในยุคต่อไปก็จะอายุยืนขึ้น เพราะฉะนั้นจะมีผลกระทบมาก ในการปรับ ดังนั้นข้อเสนอของท่านที่เสนอว่าจะปรับปรุงพระราชบัญญัติและองค์ประกอบ คณะกรรมการให้ดูทั้งระบบโดยจํากัดผู้มีส่วนร่วมลงให้เหลือน้อย โดยบอกว่าไม่อย่างนั้น เขาจะมาดีเฟนด์ (Defend) ผลประโยชน์ของตัวเอง ผมกลับมองตรงกันข้ามถ้าท่านไม่ให้เขามีส่วนร่วมการปฏิรูปของท่านจะไปไม่ถึงไหน แล้วก็ในองค์ประกอบที่ท่านเสนอผมก็คิดว่าผู้แทนบางหน่วยอาจจะไม่มีความจําเป็นเลย อย่างธนาคารแห่งประเทศไทยเขาไม่ได้อยู่ในระบบเงินเดือนข้าราชการ แล้วเขาก็ไม่รู้จะมา คอนทริบิวต์ (Contribute) อะไร หรือสภาพัฒน์งานเขาก็เยอะอยู่แล้ว ผมกลับเห็นว่าท่าน ควรจะเอาองค์กรอิสระที่จะต้องมีส่วนว่าจะทําให้มันเป็นยูนิฟอร์มิตี (Uniformity) ได้อย่างไร ให้เขามีสิทธิมีเสียงนะครับ องค์กรอิสระปัจจุบันมีมากก็ให้เขาเลือกกันมาแล้วกัน แต่ที่ผม เห็นว่าจําเป็นต้องก็คือเลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรมหรืออัยการสูงสุด ปลัดกระทรวง กลาโหม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการครูมีเป็น ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้วก็ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติซึ่งตํารวจก็มี ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน ถ้าท่านไม่เอาเขามามีส่วนร่วม เวลาท่านเสนอเรื่องนี้ไปที่ ครม. ครม. ก็ไม่กล้าตัดสินใจเพราะจะมีเพรสเชอร์กรุ๊ป (Pressure Group) เข้ามาว่าเกิดความเหลื่อมล้ําก็ให้เขามาถกกันให้เรียบร้อยไปเลยดีกว่านะครับ

อีกประเด็นที่ผมอยากจะฝากก็คือการคิดค่าของงาน หลายท่านก็ได้พูดไป คือ ผมอยากยกตัวอย่างว่าผมไปประชุมต่างประเทศก็หลายครั้ง พบปะกับเพื่อนกระทรวง การต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศเขามีเงินเดือนเหมือนเราข้าราชการพลเรือน แต่ว่า เวลาไปอยู่ต่างประเทศเขามี พ.ข.ต. คือไปประจําประเทศไหนก็ดูค่าครองชีพ ไปอยู่นิวยอร์ก ไปอยู่บรัสเซลย่อมได้มากกว่าไปอยู่ลาวหรืออยู่พนมเปญ เพราะฉะนั้นมันต้องดูข้อเท็จจริง อันนี้ เพราะฉะนั้นค่าของงานของฝ่ายต่าง ๆ นี่นะครับ บางทีที่เราบอกว่าจะต้องยึดโยงกันว่า มาจาก ๓ อํานาจจะต้องเท่ากันมันต้องดูค่าของงาน แล้วก็ความรับผิดชอบแล้วก็นั่น บางที เงินเดือนอาจจะเท่ากันแต่ค่าตอบแทนพิเศษอื่น ๆ ฝ่ายบริหารมันจะต้องมีเครือข่าย ที่มากกว่า ค่าใช้จ่ายมากกว่า ท่านที่นั่งอยู่ข้างบนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมาก็หลายคนก็รู้ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดค่าใช้จ่ายเยอะไหม เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีค่าตอบแทนให้สมน้ําสมเนื้อ มิฉะนั้นเราก็จะต้องไปขอเบี้ยบ้ายรายทางต่าง ๆ ซึ่งมันก็ไม่เป็นผลดีต่อการปฏิรูประบบ ราชการ

เพราะฉะนั้นอีกเรื่องหนึ่งก็อยากจะฝากไว้ก็คือว่าจํานวนข้าราชการ การจะ ปรับค่าตอบแทนแต่ว่าจํานวนข้าราชการมากเหลือเกิน ประเทศเราคือหน่วยราชการตั้งแล้ว ยุบไม่ได้ คนมีแล้วลดไม่ได้ ถึงได้เกิดมามีข้าราชการพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า พนักงานราชการ เพราะว่ามันทําให้ใช้จ่ายงบประมาณเยอะ ท่านก็ต้องดูและศึกษาลึกลงไปถึงเรื่องนี้ด้วย เพราะว่าถ้าท่านไม่ลงลึกถึงเรื่องเหล่านี้ท่านก็จะแก้ปัญหาไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นในประเด็น เหล่านี้ผมก็อยากจะให้ท่านเพิ่มเติมในรายงานสักนิดหนึ่งโดยเฉพาะในเรื่องของการปรับปรุง องค์ประกอบของคณะกรรมการ ซึ่งผมเห็นด้วยกับท่านเลิศรัตน์ว่าควรจะเป็นคณะกรรมการ ค่าตอบแทนแห่งชาติ และท่านก็จะดูทุกระบบท่านก็ต้องให้มีส่วนร่วมจากทุกระบบด้วย แล้วก็ต้องคํานึงถึงความสามารถในการจ่ายเงินของงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่ว่างบประมาณ แผ่นดินในที่สุดแล้ว ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของเงินเดือน เวลแฟร์ (Welfare) ต่าง ๆ ขอบพระคุณครับ