กษิต ภิรมย์ หารือการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนของนักการเมือง ข้าราชการ และผู้บริหารองค์กรต่าง ๆ โดยเน้นให้พิจารณาจากบทบาทต่อสังคมและภารกิจการบริหารนโยบาย แทนมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้ปรับฐานเงินเดือนให้สมเหตุสมผล เปรียบเทียบกับมาตรฐานสากล ลดช่องว่างรายได้ระหว่างระดับตำแหน่ง และพิจารณาสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง และอาหาร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมความโปร่งใส
ขอประทานโทษครับ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ผมขอร่วมอภิปรายในเชิงหลักคิดดีกว่านะครับ เพราะว่าอ่านเอกสาร คร่าว ๆ แล้วไม่ค่อยแน่ใจว่าการที่จะปฏิรูปค่าตอบแทนสวัสดิการนี้ใช้หลักอะไร ผมก็จะใคร่ ขอเสนอก็แล้วกันเพื่อจะประกอบการพิจารณา
ประเด็นแรกคือจะเป็นนักการเมือง จะเป็นข้าราชการ เป็นพนักงานองค์กรอิสระ มหาชนทั้ง ๔ อย่างนี้ก็เป็นสัดส่วนที่สําคัญของสังคมใด ๆ ทั้งสิ้น ขาดซึ่งสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ได้ ไม่ได้อยู่ที่ว่างานที่ไปทํานั้นเพราะมันมีมูลค่าแสนล้านบาท หรือว่างานอีกอันหนึ่ง มันไม่ได้มีรายได้ให้กับประเทศมันอยู่ที่ว่าต่างเป็นสัดส่วนที่สําคัญของสังคม แล้วก็ส่วนใหญ่ มันเป็นเรื่องของการบริหารนโยบายไม่ใช่ว่าไปเป็นปลัดกระทรวงพลังงานแล้วต้องรู้ว่าขุดท่อแก๊ส อย่างไร แปรรูปเป็นพลาสติกอย่างไร ไม่ได้มีความจําเป็นว่าจะต้องเป็นนักเทคนิค เพราะเป็น เรื่องของการบริหารองค์กร เพราะฉะนั้นในระดับสูงมองจากแนวราบที่เรียกว่าฮอริซอนทัล (Horizontal) เมื่องานมันต่างก็มีความสําคัญขาดไม่ได้ในสังคมไทยและเป็นงานบริหาร หลักคิดก็คือว่าเงินเดือนต้องทัดเทียมกันแล้วก็ไม่ต่างกัน จะเป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็น ปลัดกระทรวง จะเป็นเลขาธิการ หรือจะเป็นผู้อํานวยการองค์กรมหาชน หรือจะอยู่ใน ฝ่ายยุติธรรมก็ได้ เงินเดือนต้องใกล้ ๆ แล้วก็ทัดเทียมกันนั่นเป็นประเด็นที่ ๑
อันที่ ๒ ก็คือแล้วจะหาตัวเฉลี่ยเอเวอเรจ (Average) อย่างไร ผมดูเอกสาร ก็ยังจะไม่มีและจะไปหาที่ไหนว่ามันควรจะเริ่มที่ ๒๕๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท แล้วไม่ ต้องไปถึงฮ่องกงหรือสิงคโปร์ ๘๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป สมมุติว่าเราพูดกันประมาณสัก ๓๐๐,๐๐๐ บาท แล้ว ๓๐๐,๐๐๐ บาทเดี๋ยวผมจะอธิบายทีหลัง และจะหาตัวเอเวอเรจ (Average) เช่นนี้จากไหน เราก็เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลกแล้วก็โดยเฉพาะ คือธนาคารพัฒนาเอเชียที่กรุงมะนิลา เขาน่าจะมีตัวเลขอยู่ให้กับบุคลากรของเขา ทั้งที่เป็น ฝ่ายข้าราชการคือพนักงานถาวรกับพวกฝ่ายสนับสนุนที่เรียกว่าโลคัลสตาฟ (Local Staff) นอกจากนั้นแล้วเขายังจะให้เงินช่วยเหลือทั้งประเทศต่าง ๆ แล้วก็พวกภาคประชาสังคม หรือเอกชน หรือพวกที่ไปทําโครงการเป็นโปรเจกต์ (Project) มันก็จะมีเงินเดือนมาตรฐาน ของเขาอยู่ ผมก็อยากจะแนะนําท่านกรรมาธิการผ่านท่านประธานไปนะครับว่าให้สํานักงาน ก.พ. กระทรวงการต่างประเทศ สํานักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง นั่งคุยกับทางหน่วยงานของ สหประชาชาติ ของเอดีบี (ADB) ของเวิลด์แบงก์ (World Bank) ที่นี่เขามีสํานักงานอยู่ แล้วก็ดูสิว่าเขาจะช่วยเราในการที่จะหาตัวถัวเฉลี่ยเอเวอเรจ (Average) ได้หรือไม่ แล้วมันก็ไป โยงกับจีดีพี (GDP) ของประเทศไทยประมาณ ๗,๐๐๐ เหรียญต่อปีต่อหัว แล้วเอเวอเรจ (Average) ที่จะให้กับตัวนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าหรือ ซี ๑๐ ซี ๑๑ นั้น มันควรจะเป็นสักเท่าไร มันจะได้มีหลักการแล้วก็มีหลักคิด มันไม่ได้ลอยขึ้นในอากาศ เดี๋ยวเราไปเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ ฮ่องกงบอกเขา ๘๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นให้ของเราสัก ๖๐๐,๐๐๐ บาทก็แล้วกัน ดูดีกว่าน้อยหน่อยก็แล้วกัน อันนั้นคงไม่ใช่ มันเป็นไปด้วย ความรู้สึก นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ความเสมอเหมือนเทียบเท่า ความสําคัญและไม่ควรจะมี ความต่างกันมากเพราะเป็นงานนโยบาย เป็นการบริหารนโยบายนั่นเป็นประเด็นที่ ๑ อันที่ ๒ ที่ในเอกสารไม่ค่อยได้พูดถึง และผมจะขอเสนอและต้องถือว่าอันนี้เป็นเรื่องที่ สําคัญยิ่ง ในระดับสูงเมื่อกี้นี้ผมใช้คําภาษาอังกฤษว่าฮอริซอนทัล (Horizontal) ระดับผู้ใหญ่ ฝ่ายขุนนาง กระฎุมพี ฝ่ายอํามาตย์ก็ไม่ว่ากัน แต่ที่ผมเป็นห่วงมากก็คือช่องว่างระหว่าง เงินเดือนของปลัดกระทรวง อธิบดี หรือนายกรัฐมนตรี หรือว่ารัฐมนตรีกับข้าราชการ ซี ๓ มันห่างกันประมาณ ๑๐ กว่าเท่าอย่างนี้ไม่ได้ครับ เพราะว่าในประเทศพัฒนาแล้ว ความต่าง ระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับต่ําสุด จะเป็นขององค์กรเอกชน ภาคธุรกิจหรือภาครัฐ มันจะไม่ห่าง กันมาก เพราะฉะนั้นเรามีภาระหน้าที่ที่จะต้องลดความต่างหรือที่เรียกว่าเดอะแกป (The gap) ความเหลื่อมล้ํา เพื่อให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ไม่มีความน้อยเนื้อต่ําใจ ไม่มีหนี้แล้วก็ไม่คิดที่จะหาช่องทางในการที่จะโกงกินบ้านเมือง ตรงนี้น่าจะเป็นหลักคิดที่สําคัญนะครับ คราวนี้จะทําอย่างไรว่าเงินเดือนเริ่มต้น สมมุติว่า ๑๐,๐๐๐ บาทโดยเฉลี่ยอยู่ได้ไหม ก็ต้องมาดูว่าค่ารถประจําวันเท่าไร ค่ารถมันมี หลาย ๆ ช่วงใช่ไหมครับ นั่งมอเตอร์ไซค์ออกมา มาใส่รถตู้แล้วก็มาขึ้นบีทีเอส (BTS) วันละ เท่าไร ๒๐๐-๓๐๐ บาท ค่าอาหารกลางวันเท่าไรตอนนี้ ๑๕๐-๒๐๐ บาท เมื่อเริ่มต้นชีวิต ของการเป็นข้าราชการ ที่ธนาคารเอกชน หรือว่าที่ข้าราชการ เงินเดือนแค่นี้ต้องอยู่กับพ่อแม่ ต่อไปหรือเปล่า จะอํานวยให้เขาได้เริ่มต้นชีวิตที่จะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้หรือไม่ การเคหะ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ แล้วก็รัฐบาลโดยองค์รวม สํานักงาน ก.พ. กรมบัญชีกลาง สํานักงบประมาณนั้นจะอํานวยให้เขาเริ่มต้นชีวิตทํางานและมีที่อยู่อาศัย ที่มันค่อนข้างจะเป็นความถาวรได้อย่างไร แล้วก็พยายามให้ใกล้กับที่ทํางานเพื่อจะต้อง ไม่เดินทางมาก มันต้องคิดให้ครบสูตร แล้วตอนนี้เราไปมีเมืองราชการ ถามว่ารถบีทีเอส (BTS) ไปไหมครับ ใต้ดินไปไหมครับ ไม่มี เราก็สร้างเมืองราชการขึ้นมาลอย ๆ ที่เหลือคุณก็ต้อง ต่อสู้ชีวิตประจําวันไปวันละประมาณ ๒-๓ ชั่วโมงเพื่อไปกลับ ที่อยู่อาศัยก็ไม่มี ก็จะให้เขาเช่า ระยะยาวได้ไหม เช่าแบบผ่อนส่งเพื่อเขาจะได้เป็นเจ้าของเอาไปขายต่อไม่ได้ อันนี้แน่นอน เพราะไม่ได้ให้ไปเก็งกําไร เพราะฉะนั้นสวัสดิการเรื่องที่พัก เรื่องอาหารกลางวัน เรื่องค่าเดินทาง เป็นเรื่องที่สําคัญ บวกกับเงินเดือนเขา ๑๐,๐๐๐ บาท คุณภาพชีวิตความปลอดภัยมันก็จะมีขึ้น โอกาสในการที่จะ ไปหาเบี้ยบ้ายรายทางมันก็จะน้อยลง ในขณะเดียวมันก็จะโคลส เดอะ แกป (Close the gap) ลดช่องว่างระหว่างซี ๑๑ หรือนายกรัฐมนตรีกับผู้ที่เริ่มชีวิตในการเป็นข้าราชการซี ๓ ผมสนใจเรื่องนี้มากกว่า แล้วผมคิดว่าการปฏิรูปต้องเลือกของการลดช่องว่าง เพิ่มสวัสดิการ มีเสถียรภาพความมั่นคงในชีวิตเป็นเรื่องที่สําคัญ ทีนี้ประเด็นก็ถามมาหลักที่ ๓ แล้วจะเอาเงิน มาจากไหน เพราะมันต้องเพิ่มเยอะ หรืออาจจะเพิ่มมาก ผมขอเสนอ ๒-๓ เรื่อง แล้วถือว่าเป็น การปฏิรูป ไม่ให้มีเบี้ยประชุมนะครับ เลิก เพราะเขาถือว่าอันนี้เป็นคอร์รัปชันอย่างหนึ่ง กับอันที่ ๒ คนที่ได้ไปอยู่ในคณะกรรมการได้เบี้ยประชุม แต่ข้าราชการส่วนใหญ่ ไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการเขาไม่มีเบี้ยประชุม ก็เอาเบี้ยประชุมอันนั้นมาวางไว้ตรง กองกลางเสียก่อน เพื่อจะไปเพิ่มเงินเดือนให้มันสมศักดิ์ศรี หรือว่าเพิ่มสวัสดิการของปัจจัย ๔ ให้ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องเลิกไม่ให้ปลัดกระทรวง อธิบดีทั้งหลายไปนั่งอยู่ในบอร์ด (Board) รวมทั้งสํานักงานอัยการสูงสุดด้วย ใครจะเข้าไปอยู่ในบอร์ด (Board) ต้องไปทํางานเต็มเวลา ไม่ใช่ด้วยตําแหน่ง ไม่อย่างนั้นปลัดกระทรวงบางกระทรวงนั่งกันเยอะแยะไปหมดเลย แล้วยังมี โบนัสอีกก็สนุกสนานสิครับ แล้วแทนที่จะไปปกป้องหน่วยราชการก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะไปอยู่รัฐวิสาหกิจอันนั้นเขาดูแลดีเหลือเกิน ความอ่อนทางใจมันอาจจะไม่เข้มแข็ง เพียงพอ เพราะฉะนั้นเอาเงินค่าบอร์ด (Board) เลิกเสีย เงินค่าเบี้ยประชุมเลิกเสีย เอามาตั้ง เป็นกองกลาง แล้วมาเพิ่มเงินเดือนให้กับนายกรัฐมนตรี แล้วก็ยกฐานของข้าราชการระดับซี ๓ ขึ้นมาให้หมดเลยเพื่อช่องว่างมันจะได้ไม่เกิดขึ้น แล้วก็ค่าใช้จ่ายมันจะลดลงไปถ้าเผื่อมันมี ที่พัก หอพักอยู่ใกล้ ๆ ที่ทํางาน ต่าง ๆ เหล่านี้มันก็จะช่วยได้เยอะนะครับ บางส่วนก็อาจจะ ไปช่วยค่าอาหารกลางวัน หรือค่าเดินทางประจําวัน แล้วที่มันจะคู่ขนานกันไปก็เพื่อจะไป สร้างเมืองราชการจะมีที่พักแล้ว แล้วทําไมโรงเรียนเตรียมไปเปิดอีกไม่ได้ ทําไมโรงเรียน มาแตร์เดอีวิทยาลัย โรงเรียนสวนกุหลาบไปเปิดสาขาไม่ได้ เพื่อลูกหลานจะได้เดินมา โรงเรียนได้ แล้วก็ไม่ต้องรับประทานข้าวอาหารเช้าในรถอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็ไม่ต้อง วิ่งเต้นในการที่จะมาวิ่งเต้นจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะเพื่อจะให้ลูกเข้ามาอยู่ในโรงเรียนดี ๆ มันก็ต้อง ขยายฐาน แล้วก็ระดับของการศึกษานั้นให้มันทั่วถึง ส่วนประเด็นสุดท้าย องค์กรกลาง จะต้องประกอบด้วย ๓ หน่วยงานหลักเท่านั้นเอง สํานักงาน ก.พ. สํานักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง แล้วความกระจัดกระจายของแต่ละกลุ่มงานต่างมี ก.พ. ของตนเอง อันนี้ต้อง เลิกเสียที มันก็เกิดการเลือกปฏิบัติ มีความเป็นอิสระ แล้วก็อาจจะขาดซึ่งหลักธรรมาภิบาล คือภาษาอังกฤษเขาบอกว่ามีซิลเวอร์ เซอร์วิส คอมมิสชัน (Silver Service Commission) เขาก็มีแค่ซิลเวอร์ เซอร์วิส คอมมิสชัน (Silver Service Commission) อันเดียวครับ ไม่ใช่มีซิลเวอร์ เซอร์วิส คอมมิสชัน (Silver Service Commission) ของข้าราชการประจํา แล้วก็มีของตํารวจ แล้วก็มีของทหาร แล้วก็มีของศาล แล้วก็มีของมหาวิทยาลัย ประเทศไทยมันแสนจะร่ํารวยยิ่งใหญ่เหลือเกิน จะทําอะไรมันต้องมีอะไรเป็นของตนเอง ไม่ได้ครับ มันต้องมีกฎเดียวเท่านั้นเองเมื่อจะมาเอาเงินของประชาชนแล้วมารับใช้ ประเทศชาติ อันนี้ต้องทําแล้วต้องปฏิรูปอย่างใหญ่หลวง แล้วต้องไม่คิดในกรอบต้องคิด ออกมานอกกรอบนะครับ ไหน ๆ เราจะปฏิรูปกันแล้ว ขอขอบคุณมากครับ