นิกร ชี้ปัญหาค่าตอบแทนข้าราชการ วอนทบทวนโครงสร้างให้เป็นธรรม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๗ · ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

นิกร จํานง หารือการปฏิรูประบบค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ภาครัฐ โดยเน้นให้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของข้าราชการระดับล่างและระดับกลาง แทนการโฟกัสที่ผู้บริหารระดับสูงเพียงกลุ่มเล็ก พร้อมเสนอให้ปรับฐานค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและทบทวนการเปรียบเทียบค่าตอบแทนภายในภาครัฐอย่างเป็นธรรม โดยไม่จำเป็นต้องเทียบกับภาคเอกชน แต่ควรเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศที่มีลักษณะใกล้เคียงมากกว่าการใช้ตัวอย่างจากนิวซีแลนด์ รวมถึงเรียกร้องให้แยกแยะระหว่างค่าตอบแทนกับค่าใช้จ่ายในการทำงาน และย้ำความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และยึดมั่นผลประโยชน์ของแผ่นดิน โดยเสนอให้ใช้พระบรมราโชวาทเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เกิดผลอย่างแท้จริง

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เรียนท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก ต่อประเด็นการปฏิรูประบบค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ภาครัฐ ที่มีการนําเสนอครั้งนี้ ผมมีความเห็นอยากจะร่วมให้ความเห็นด้วยนะครับ โดยภาพรวมแล้ว ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอในเรื่องประเด็นนี้เป็นเรื่องที่สําคัญสมควรได้รับการปฏิรูป เป็นอย่างยิ่ง ลดความเหลื่อมล้ํา แล้วก็สร้างความเป็นธรรมขึ้นในด้านค่าตอบแทนบุคลากร ของรัฐซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่มาก มีภาครัฐต่างประเทศ ต่างองค์กร หลากหลายนี่นะครับ เรื่องนี้ เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนในการแก้ปัญหา การนําเสนออาจจะเจอปัญหามีหลายลักษณะ ดังนั้นแค่กรรมาธิการเสนอเรื่องนี้ผมก็ดีใจแล้วว่าเป็นเรื่องที่สมควรเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ดี ผมมีความเห็นในบางส่วนของรายงานฉบับนี้อาจจะเสนอเพื่อเป็นประโยชน์นะครับ จริง ๆ แล้ว ก็เห็นความตั้งใจขอชื่นชมอยู่ว่าทํามาเป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ ข้อมูลในความเห็นว่า โดยรวมสิ่งที่ควรจะปรับปรุงอยู่บ้างนะครับ ข้อมูลที่ท่านเสนอเป็นข้อมูลของคนกลุ่มน้อย เราจะเห็นว่าที่ท่านเรียงขึ้นมาว่าในหน้า ๖ เป็นการค้นพบที่สําคัญซึ่งดูเหมือนสําคัญนะครับ ค่าตอบแทนผู้บริหารสูงสุดในส่วนประเด็นนี้เราก็เทียบว่าแล้วมันเรื่องอะไรที่นายกรัฐมนตรี ค่าตอบแทนกับเลขาธิการสํานักงานผู้ตรวจเงินแผ่นดินได้ตั้ง ๑๔๐,๐๐๐ นายกรัฐมนตรีได้แค่ แสนกว่า ยังได้สูงกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เหมือนมันแปลกแต่ว่ามันก็จริง แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า มันเป็นกลุ่มเล็กในการนําเสนอเพื่อพอยต์เอาต์ (Point out) กลุ่มเล็ก ๆ ตรงนี้นะครับ เหมือนกับว่าดูแล้วมันมีสีสันดี แต่ว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่เราต้องพิจารณาเป็นอย่างมากก็คือว่า ข้าราชการหรือพนักงานระดับล่างและระดับกลางทั้งหมด เพราะโครงสร้างอยู่แบบนี้ปัญหา ของตรงนั้นอยู่ตรงไหน ตรงนี้แก้นิดเดียวก็จบแล้ว อย่างมีการนําเสนอซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเอง ก็ไม่ได้ติดใจหรืออะไร คือเป็นจุดเล็ก แต่จุดใหญ่นี่เป้าหมายจุดใหญ่ผมเห็นว่าสําคัญกว่าเยอะ ไม่ใช่ผมจะมองไม่เห็นตรงนี้ แต่มันไม่ใช่เป็นจุดเด่นที่ควรจะยกขึ้นมาเป็นเบื้องต้น ไม่ใช่ เป้าหมายตรงนี้เป็นเหมือนเป้าหมายรอง เป้าหมายหลักก็คือข้าราชการโดยองค์รวมทั้งระดับล่าง และระดับกลางที่มีปัญหาอยู่ เพราะว่าประเด็นที่สําคัญต้องพิจารณาเรื่อง ต้องวิเคราะห์ ว่าที่มันเพียงพอต่อค่าครองชีพของเขาในสังคมนี้เป็นเท่าไร อะไร อย่างไร ตรงนี้เป็นตัวฐานตั้ง เหมือนเป็นต้นทุนที่ต้องพิจารณากันเป็นอย่างมาก โลกมันหมุนความจําเป็นมากขึ้น ลักษณะความจําเป็นพื้นฐานมีมากขึ้น วิถีชีวิตเปลี่ยนไป เราจะเห็นได้ว่าเรื่องนี้มันสร้างปัญหามาก เราถูกไพเรตติง (Pirating) โดยถูกขโมยสมัยก่อนนี้ใช้กันเยอะสมองไหล ถูกขโมยไปจาก ภาคธุรกิจเห็นชัด ๆ ก็คือกรณีของผู้ปฏิบัติการในด้านการตรวจสอบของทางด้านการบิน ไปอยู่ที่อื่นหมด พอสายการบินโลว์คอสต์ (Low Cost) มานี่ดูดคนไปหมดจนเราไม่มี พอไม่มี มันล้มลงทั้งระบบ สิ่งตรงนี้เองมันเป็นสัญญาณบอกเหตุที่เราจะต้องเตรียม ยังมีอีกหลายส่วน ซึ่งส่วนนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน การศึกษาวิเคราะห์ตรงนี้มีนัยสําคัญมากเพราะมันจะเป็น ฐานใช้ได้ต่อเนื่องไป ส่วนเรื่องของท่านนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันนี้ สมัยหน้า สมัยต่อไป อาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ไม่ใช่เป้าหมายหลัก เป็นส่วนบนของภูเขาน้ําแข็งเท่านั้นเอง ๑ ในอีก ๙ ส่วน อยู่ข้างใต้ อยากจะให้ค้นหา ๙ ส่วนนั้นเอามานําเสนอ เอาขึ้นบกมาดูกันว่า ๙ ส่วนที่ว่านี่ มีอยู่แค่ไหน เพียงไร การเปรียบเทียบนะครับ

ในบทรายงานตรงนี้การเปรียบเทียบผมยังมองว่าเรามีการศึกษาโดยการ สัมมนารวม สัมมนาแล้วก็ไปขอความเห็นจากบุคคลที่เข้าร่วมสัมมนาซึ่งเป็นฝ่ายระดับสูงของ การบริหารทั้งสิ้น การเปรียบเทียบในลักษณะในเชิงวิเคราะห์ เปรียบเทียบให้ชัดเจน การนํา รัฐวิสาหกิจมาเทียบกับองค์การมหาชนแล้วก็หน่วยงานภาครัฐทั้งหมด เอามาเทียบกัน ชนกัน ๑ ต่อ ๑ แล้วก็เรียงกันไปแล้วก็เพื่อจะค้นหาตรงนี้ที่เรามาดูว่าผู้บริหารระดับสูงเทียบกัน เทียบ ๆ มันเทียบง่าย แต่ว่าในโครงสร้างตรงนี้ต้องการใช้การวิเคราะห์ที่สําคัญแล้วก็จะ เห็นชัดว่าอยู่กันอย่างไร การเปรียบเทียบอัตราตอบแทน เปรียบเทียบกันตั้งแต่ระดับที่เท่า ๆ กัน และที่จริงแล้วควรจะแยกเป็นสายงาน สายงานธุรการเป็นแบบหนึ่ง สายเทคนิคเป็นแบบว่า การต่อสู้ในสายเทคนิค ความสามารถทางด้านนี้มีการแย่งชิงกันสูง สายวิชาการ สายงานอํานวยการ สายงานบริหาร เหล่านี้ต้องแยกเป็นกลุ่ม คือทําเป็นทุกมิติ เปรียบเทียบ ระหว่างองค์กรด้วยกัน ลักษณะขององค์กรเปรียบเทียบในองค์กรเดียวกัน แยกสายงานก็ต้อง เปรียบเทียบและแต่ละสายงานในแต่ละเซกชัน (Section) นั้นไปเปรียบเทียบกันเองระหว่าง องค์กร คือมองด้านขวาง ด้านตั้ง คือมันต้องมอง ๖ ด้าน ลักษณะตรงนี้ผมมองว่าจะเป็น ประโยชน์มากนะครับ

การกําหนดค่าตอบแทน สาระที่ควรจะนํามาเสนอด้วยก็คือความแตกต่าง ระหว่างภาครัฐด้วยกัน สถานะต่างกัน เช่นข้าราชการนี่รัฐต่อรัฐนะครับ ภาครัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชนและองค์กรอิสระเป็นต้นนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วในส่วนตรงนี้ได้รับค่าตอบแทน ของข้าราชการได้น้อยกว่ารัฐวิสาหกิจมาก ประเด็นปัญหาก็คือทําไมถึงมาก ความรู้สึกอ่อน อินทีเรีย (Interior) ความรู้สึกเหมือนด้อยกว่า ความรู้สึกอยากจะไปตัวอยู่ที่นี่แต่อยากจะ ไปตรงอื่นนะครับ ตรงนี้เองถ้าเราจะมองว่าภาครัฐวิสาหกิจคุณสามารถจะทําเงินเข้าประเทศ ได้มากกว่า ไม่ใช่ ภาครัฐเอง และกรมสรรพากรล่ะ ศุลกากรล่ะ เขาไม่สามารถจะนําเงินเข้า ประเทศได้หรือ สิ่งเหล่านี้เองที่จะต้องพิจารณากันอาจจะต้องรื้อกันใหม่นั่นมันในอดีต ในลักษณะของรัฐวิสาหกิจ แต่ปัจจุบันนี้การเทียบเคียงตรงนี้มันจําเป็นต้องมีตัวแปรบางอย่าง ที่ทําให้คนที่อยู่ในภาครัฐเองที่เป็นข้าราชการมีความมั่นคงมากกว่านี้ ไม่ใช่รู้สึกว่าด้อยกว่าเขา อยากจะไป คือคนถ้าหากว่ารับประทานส้มแต่ใจไปอยู่ที่แอปเปิล เขาจะไม่ได้รสส้มที่เขา รับประทาน และแอปเปิลมันยังมาไม่ถึงตกลงไม่ได้ทั้ง ๒ อย่าง ไม่มีประโยชน์เลยในเรื่อง ขวัญกําลังใจ ตรงนี้ก็อยากจะให้เปรียบเทียบนะครับว่าต้องคิดกันเยอะว่าในส่วนของรัฐเอง ไม่ต้องไปเทียบกับภาคเอกชน เอกชนอาจจะเทียบกันได้บ้าง แต่ในภาครัฐกันเองความเหลื่อมล้ํา ที่มีอยู่มาก นัยสําคัญอยู่ตรงไหน อย่างไร และจะต้องแก้ไขอย่างไร อย่าให้ความรู้สึกรู้สา ว่าเป็นคนของรัฐเหมือนกันแต่ว่าอยู่คนละลําดับชั้นกัน โดยไม่มีคําอธิบาย ถ้าหากว่า เป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นช่างเทคนิคก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ก็ต้องเทียบกับเทคนิคด้วยกัน

ประเด็นต่อมานะครับ การเปรียบเทียบกับภาคเอกชนนะครับ ภาคเอกชน มาเปรียบเทียบในระดับตําแหน่ง ต้องมาเปรียบเทียบกันให้ชัด ๆ ส่วนในเรื่องการบริหาร ส่วนบนก็เป็นอีกเรื่องอาจจะใช้ความสามารถพิเศษ ตรงนี้ในรายงานนี้ไม่ชัดเจนนัก ในการเปรียบเทียบนะครับ

ข้อมูลประเทศที่มีการนํามาเปรียบเทียบ มีการนําเสนอนิวซีแลนด์มา ผมไป นิวซีแลนด์ ประเทศที่เขาบอกกันว่าเราเห็นแกะสวย เพราะว่าไม่มีคน คนน้อยมาก พอคน น้อยมากลักษณะของระบบราชการที่นั่นเป็นอีกอย่างหนึ่งเลยไม่เหมือนกับที่อื่น ความเป็นที่ คนน้อย ถ้าท่านประธานเองจะเข้าประเทศนิวซีแลนด์ ไปทําวีซ่า (Visa) เอาต์ซอร์ซ (Outsource) หมด คือจ้างคนมาทําหมด ดังนั้นลักษณะของกลไกตรงนี้นิวซีแลนด์ต่างกับเรา อย่างสิ้นเชิง ยืนยันว่าต่าง การเอานิวซีแลนด์มาเทียบมันอาจจะมีปัญหาอยู่บ้างนะครับ ที่จริงแล้ว เราน่าจะเทียบกันว่าเนปาล ลาว กัมพูชานะครับ อัตราตอบแทนที่รอบ ๆ ของเราที่มี ลักษณะคล้ายกันมันอยู่กันอย่างไรที่ว่าที่ต่ํากว่าเรานะครับ หรือประเทศที่มีลักษณะที่ไม่ต่าง กับเรามากนักเช่นมาเลเซียเป็นต้น ก็ต้องมาเทียบ

ทีนี้เป้าหมายของเรา เราคิดว่าค่าตอบแทนให้สอดคล้องเพื่อจะทําให้ข้าราชการ ของเราลดละการคอร์รัปชันเพราะว่าอยู่ไม่ได้ ประเทศที่ถูกยกขึ้นมาว่าเป็นเดอะเบสต์ (The best) เป็นชั้น ๑ ของในโลกก็สิงคโปร์กับฮ่องกง แล้วก็ทราบอยู่ว่าค่าตอบแทนของเขา อธิบดี ๘๐๐,๐๐๐ บาท เราไม่ต้องไปพูดถึงนายกรัฐมนตรีของเราที่เท่านี้ ผมไม่ได้หมายความ ว่าเป็นอย่างนั้น แต่ว่าระบบบริหารเป็นอย่างไร มีนัยเป็นอย่างไรในส่วนนี้คงต้องเทียบ คือเทียบ ที่ต่ําสุดกับสูงสุดและมาวิเคราะห์และตัดกลางว่าเราอยู่ตรงไหน แต่ตัวอย่างที่มาผมมองว่าเหมือนจะไม่พอที่เอานิวซีแลนด์กับสหราชอาณาจักรมา เหมือนต่างโลกอยู่คนละโลกกับเรา นี่คือลักษณะตรงนี้ ลักษณะของข้อมูลเรื่องค่าตอบแทน ในนี้มี บางอย่างที่ผมไม่เห็นด้วยว่าที่จริงไม่ใช่ค่าตอบแทน เช่นการเดินทางมีค่าที่พักค่าอะไรพวกนี้ ตรงนี้มันเป็นค่าไปทํางาน ถ้าคุณจะไปทํางานที่ภูเก็ต คุณต้องได้มากกว่าเพราะว่าค่าโรงแรม ที่ภูเก็ตแพงนะครับท่านประธาน แพงกว่าไปทําที่ชุมพร เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นไปตามจ่ายจริง เราจะไปคิดว่านี่เป็นค่าตอบแทนเป็นลักษณะของเงินตอบแทนไม่ได้ มันเป็นค่าไปทํางาน ของระบบ ขึ้นอยู่กับค่าความจําเป็นที่จ่ายจริงมากกว่า ดังนั้นผมเห็นว่าตรงนี้ไม่น่าจะใช่ ค่าตอบแทน ประเด็นในส่วนของข้อมูลกรรมาธิการจัดทําข้อมูลมาค่อนข้างดี ขาดข้อมูลที่ผม เสนอไปตามนั้น คือในเชิงวิเคราะห์ ในเชิงการเปรียบเทียบ ประเด็นที่เสนอในการปฏิรูป ที่สําคัญมาก ๆ คือเสนอปรับโครงสร้างคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติที่ท่านเสนอ โดยลดจํานวนลงจาก ๒๕ เป็น ๑๕ ก็ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่มีข้อสังเกตอยู่บ้าง ข้อสังเกตตรงนี้ก็คือว่าการที่บอกว่าข้าราชการเป็นคณะกรรมการได้ไม่เกิน ๓ คณะ ตรงนี้ มีปัญหาในเชิงบริหาร เพราะว่าบางอันอย่างเช่นอัยการ หน่วยรัฐวิสาหกิจเราบอกไม่ต้องมี อัยการมา ผมบริหารมา ขสมก. ก็ดีต้องมีทั้งนั้น เพราะสัญญาทุกอย่าง หน่วยงานในการจะ ทําต้องพึ่งฝ่ายกฎหมายหมด มันก็เลยกลายเป็นถูกบล็อกถูกบังคับไปว่าจะต้องมีข้าราชการ ในส่วนนี้จากอัยการไปอยู่ด้วย ถ้าไม่มีแล้วใครจะช่วยดูข้อกฎหมายให้เล่า ทีนี้ในการเป็น ยกตัวอย่างว่าถ้าหากว่ากรรมการที่ท่านว่าไม่เกิน ๓ คณะ หมายถึงกรรมการรัฐวิสาหกิจ พระราชบัญญัติคุ้มครองกรรมการรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ แก้ไขเพิ่มเติม ปี ๒๕๕๐ ห้ามไม่เกิน ๓ คณะอยู่แล้ว หมายถึงว่าถ้ารัฐวิสาหกิจนะครับ ห้ามอยู่แล้ว คือไม่ต้องเพิ่ม เพราะว่า ห้ามอยู่แล้ว แต่กรรมการอื่นเช่นกําหนดว่ามีความจําเป็น ถ้าเขียนไม่ชัด เฉพาะกฎหมายของ กระทรวง กรณีปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นกรรมการ อ.ก.พ.กระทรวง เป็นกรรมการกองทุน เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เป็นกรรมการนโยบายขนส่งทางบก เป็นกรรมการ ควบคุมการขนส่งทางบกกลาง เป็นกรรมการกํากับสํานักงานการบินพลเรือน เป็นกรรมการ อีกเยอะแยะไปหมด กรรมการตรงนี้ถ้าเราเขียนไม่ชัดมันจะไปกระทบตรงนี้และจะทําให้ ไปเป็นไม่ได้และจะมีปัญหา ต้องเขียนกันให้ชัด ๆ ถ้าเขียนเป็นรัฐวิสาหกิจไม่ให้เป็นเกิน ๓ คณะ ก็เขียนอยู่แล้ว จริง ๆ ตรงนั้นเกิน ๓ คณะก็ยังมีปัญหาอยู่ในเชิงบริหาร ตรงนี้มันมีอีกด้านหนึ่ง ของเหรียญด้วยนะครับ ก็อยากจะให้พิจารณาตรงนี้ด้วย ถ้าเขียนไม่ชัดมันจะปฏิบัติยาก แล้วก็สิ่งที่สําคัญ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเสียดายมากว่าสิ่งที่ท่านดีไซน์ (Design) ออกมาขณะนี้เหมือนจะแต่งรถ และเราก็ได้ออกเป็นกฎหมายเรียงตามลําดับมาว่าแก้ข้อนี้ ข้อนี้ ข้อนี้ ตามข้อเสนอ ประเด็นปัญหาก็คือว่าเรากําลังดีไซน์ (Design) รถคันนี้ผมเห็นด้วยมาก ที่ว่ารถเดิมมันเป็นรถบรรทุกอุ้ยอ้ายมาก ล้อไม่เท่ากัน เกียร์อย่างไรก็ไม่รู้ ระบบเบรกไม่ดี ระบบอะไรไม่ดีหมด เราก็มาเหมือนกับว่าโอเวอร์ฮอล (Overhaul) รถคันนี้โดยการปรับมา เป็น ๑๕ คน มีความชัดเจนมากขึ้น ปัญหาที่สําคัญก็คือว่าท่านไม่ได้กําหนดว่ารถคันนี้ คือพอ ทําเสร็จก็วางเอาไว้ ขับได้ดี ไฟหน้าดีส่องสว่างดีมีระบบจีพีเอส (GPS) เรียบร้อย ประเด็น ปัญหาคือท่านไม่ได้ให้เป้าหมายว่ารถคันนี้จะให้ไปไหน หมายความว่ากรรมการที่ตั้งขึ้นมา ขณะนี้ให้เขาไปคิดเองว่าให้มีการปรับปรุงเรื่องระบบเงินเดือนกันใหม่ ค่าตอบแทนเพื่อให้ดี ผมเสียดายตรงนี้ อยากจะให้ท่านให้แผนที่ไปด้วย คือขณะนี้มีการกําหนดว่ารถคันนี้พอเรา ทํามาเสร็จแล้วเป็นรถที่ดีแล้ว ไม่อุ้ยอ้ายเหมือนเดิมแล้ว มีสมรรถภาพที่ดีแล้วต้องบอกว่าไปทางไหน และไปเส้นไหน ไม่อย่างนั้นพอมาแล้วเขาจอดอยู่ที่เดิมก็มีปัญหา เสียดายเวลาในการแก้ ประเด็นปัญหาก็คือว่าธงของเป้าหมายในการดําเนินการเรื่องนี้อยากให้มีด้วยจังเลย เพราะว่าถ้ามีกรรมการตรงนี้แล้วไปสิ ที่เราพูดเมื่อกี้เทียบกันลักษณะองค์กรต่อองค์กรแล้วเทียบ แล้วก็แสวงหาการลดความเหลื่อมล้ําตรงนี้ให้ได้ มันจะเป็นประโยชน์กับระบบราชการ ผมเพียงแต่เสนอว่าท่านเหมือนกับเป็นช่างที่ซ่อมรถอย่างที่เรียนเมื่อกี้ อยากจะให้กําหนดว่า และรถคันนี้วีฮิเคิล (Vehicle) หรือยานพาหนะที่ท่านสร้างขึ้นมาตรงนี้จะไปไหนกัน ไม่มี เป้าหมายในรายงานฉบับนี้ เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

สุดท้ายผมเพียงแต่อยากจะย้ําว่าประเด็นที่นําเสนอในเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ จริง ๆ แล้วก็ที่จริงก็เตรียมมานะครับอยากจะนําเสนอแต่ปรากฏว่าก็เป็นการทบทวนว่า พระบรมราโชวาทที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปแล้วเมื่อกี้นี้ตรงกันเป๊ะเลยเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติ ราชการให้ไว้เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๓ แสดงว่าเรื่องนี้อย่างน้อยก็ ๒ ความเห็นแล้วที่พูด ถึงว่าในการปฏิบัติที่พระองค์ได้กล่าวไว้นะครับ พระราชดํารัสว่า “ในการปฏิบัติราชการนั้น ขอให้ทําหน้าที่เพื่อหน้าที่อย่านึกถึงบําเหน็จรางวัลหรือผลประโยชน์ให้มาก ขอให้ถือว่า การทําหน้าที่ได้สมบูรณ์เป็นทั้งรางวัลและประโยชน์อย่างประเสริฐจะทําให้บ้านเมืองไทยของเรา อยู่เย็นเป็นสุขและมั่นคง” เป็นพระราชดํารัสนะครับ ผมก็ขอยกอีกส่วนหนึ่งมาเติมมาเสริม ก็แล้วกันนะครับ พระองค์ท่านได้กล่าวไว้มากมายเหลือเกินที่จะใช้ได้ ได้มีพระราชดํารัสว่า “การยึดมั่นในผลประโยชน์ของแผ่นดินและความถูกต้องเป็นธรรมเป็นสิ่งสําคัญยิ่ง ในการปฏิบัติหน้าที่ของราชการ เพราะการยึดมั่นดังกล่าวจะทําให้จิตใจมั่นคงเด็ดเดี่ยวในอันที่จะ พากเพียรปฏิบัติหน้าที่ให้จนบรรลุผลสําเร็จและสามารถป้องกันความผิดพลาดเสียหาย อันจะเกิดแก่งานได้อย่างแท้จริง” ในโอกาสต่อข้าราชการพลเรือนเช่นกัน ในวันจันทร์ที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๙ เราจะเห็นว่ามีในส่วนนี้ทุกปีไปทางด้านฝ่ายที่ทําเรื่องนี้อยากจะให้รวบรวม พระบรมราโชวาทที่เกี่ยวเนื่องกับราชการเอาไว้แล้วก็แจกจ่ายไปเป็นของ ก.พ. ก็ได้ พระองค์ท่าน มีมากมายเหลือเกินที่ควรจะรับใส่เกล้าฯ ไว้นะครับก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า เป็นความเห็นที่ผมเสนอต่อรายงานฉบับนี้ ด้วยความเคารพครับ กราบขอบพระคุณครับ