สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๗ · ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องการปฏิรูป ระบบค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ภาครัฐตามที่กรรมาธิการได้เสนอ ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าน่าจะมีความสําคัญยิ่งเกี่ยวพันกับข้าราชการหลายล้านคน เพราะฉะนั้น จึงคิดว่าเราควรจะต้องช่วยกันปรับปรุงระเบียบข้อบังคับหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ดีที่สุด เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการของประเทศ ผมใคร่ขออนุญาตก่อนที่จะอภิปรายอัญเชิญ พระบรมราโชวาทที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเนื่องใน โอกาสวันข้าราชการพลเรือน ๑ เมษายน ๒๕๓๓ “ในการปฏิบัติราชการนั้นขอให้ทําหน้าที่ เพื่อหน้าที่ อย่านึกถึงบําเหน็จรางวัลหรือผลประโยชน์ให้มาก ขอให้ถือว่าการทําหน้าที่ ที่สมบูรณ์เป็นทั้งรางวัลและประโยชน์อย่างประเสริฐ จะทําให้บ้านเมืองไทยของเราอยู่เย็นเป็นสุข และมั่นคง” ก็เป็นพระบรมราโชวาทที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการเป็นอย่างยิ่ง เมื่อวานผมเปิด ในอินเทอร์เน็ต (Internet) เจอข่าวพาดหน้า ๑ ของหนังสือพิมพ์ระดับยักษ์ ๒-๓ ฉบับ ผมก็ตกใจรีบอ่านใหญ่เลยเพราะวันนี้เตรียมจะมาอภิปรายเรื่องนี้เขาพาดหัวข่าวหน้า ๑ บอกว่า ให้เงินเดือน ส.ส. ส.ว. ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท คิดว่าเราก็ฟังเรื่องนี้อ่านอยู่ก็ไม่เห็นมี ตัวเลขนี้ออกมาเลยครับ พออ่านรายละเอียดก็ปรากฏว่าเป็นการให้สัมภาษณ์เป็นการให้ข่าว เป็นการออกข่าวของท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิก สปท. ของเราอยู่ใน กรรมาธิการการเมืองท่านก็ให้ข่าวลักษณะว่าถ้าจะให้นักการเมืองให้ ส.ส. ส.ว. ทําหน้าที่ อย่างสมบูรณ์ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ใด ๆ ก็ต้องให้ค่าตอบแทนเยอะ ๆ ทุกวันนี้ ส.ส. ส.ว. ได้เงินเดือนอยู่ประมาณ ๑๑๐,๐๐๐-๑๒๐,๐๐๐ บาท เป็นทั้งเงินเดือนแล้วก็เงินประจําตําแหน่ง ไม่รวมเบี้ยประชุมอะไรต่าง ๆ อีกส่วนหนึ่ง นั่นก็เป็นแนวคิดของท่านหนึ่งครับแต่ว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ที่ผมพูดนี้เพื่อให้เห็นว่ามันคนละเรื่องกันแต่มันมาออกในเวลา เดียวกัน คณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้เสนอเงินเดือนนักการเมือง ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท ก็ตกเป็นเหยื่ออันโอชะของสื่อมวลชนที่เขาชอบอยู่แล้วเรื่องแบบนี้นะครับก็คงเขียนได้ อีกหลายวัน ผมอยากจะยกตัวอย่างของเงินเดือนและค่าตอบแทนของผู้นําของโลก ให้เปรียบเทียบกับนายกรัฐมนตรีของไทย ผู้ที่ได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนสูงสุดก็คงจะ หนีไม่พ้นท่านนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศสิงคโปร์ รายได้ค่าตอบแทนปีละประมาณ ๘๐ ล้านบาท สูงโด่ง สูงลิ่ว อันดับที่ ๒ อันดับที่ ๓ ก็อยู่ในเกณฑ์ประมาณ ๒๐ ล้านบาท อันดับที่ ๔ คือประธานาธิบดีโอบามาแห่งสหรัฐอเมริกาได้อยู่ ๑๘ ล้านบาท ๘๐ ล้านบาท มาเป็น ๑๘ ล้านบาทต่อปี ซึ่งท่านโดนัลด์ ทรัมป์ กับฮิลลารี คลินตัน กําลังแย่งชิงกัน เพื่อเอาค่าตอบแทนเพียงปีละ ๑๘ ล้านบาท กับตําแหน่งต่อปีนะครับ ของอังกฤษนี้ คุณเทเรซา เมย์ ได้รับค่าตอบแทนอยู่ปีละ ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้รวมถึงเงินเดือนในตําแหน่ง ส.ส. ด้วยแล้วนะครับถ้าคิดเป็นต่อเดือนก็ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ บาท ก็มีทั้งมาก และมีทั้งไม่มาก ของไทยเราในนี้บอกว่าเงินเดือนบวกเงินประจําตําแหน่ง ๑๒๐,๐๐๐ บาทเศษ ถ้าคิดเป็นต่อปีก็ประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่ก็มีเงินค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ไม่ได้นับรวม ในเงินเดือนของผู้นําในด้านต่าง ๆ ของประเทศ ไม่ใช่เฉพาะนายกรัฐมนตรี เพราะเรา กําหนดกรอบเงินเดือนของนายกรัฐมนตรี ของประธานรัฐสภาและของประธานศาลฎีกา ไว้เท่ากันเพื่อให้ถือว่าเป็นประมุขของทั้ง ๓ ฝ่าย ผมก็ยังเชื่อว่าถ้าเรายังคงเงินเดือนไว้อย่างนี้ ก็คงไม่ยากหรอกที่จะหาคนมาดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี มาดํารงตําแหน่ง ส.ส. ส.ว. คงมีคนอยากเป็นอีกเยอะถึงเงินเดือนจะไม่เพิ่มไปจากนี้นะครับ เพราะฉะนั้นตรงเงินเดือน จึงไม่ใช่เรื่องที่สําคัญเหมือนกับพระบรมราโชวาทที่ผมได้หยิบยกมาให้พวกเรา ได้รับฟัง มาดูรายละเอียดของการวิเคราะห์ ต้องขอชื่นชมกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการแล้วก็ ท่านอาจารย์ที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ ถ้าใครไปอ่านแล้วจะพบว่ามีข้อมูลที่ละเอียดมากจากทุกแท่ง ของเงินเดือน จากทุกระบบของเงินเดือนที่มีอยู่ในภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงบางส่วนที่เกี่ยวกับ รัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชน ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นจุดที่มาพูดกันได้ตลอดเวลาว่ารัฐวิสาหกิจ เงินเดือนเยอะ ผู้นําในรัฐวิสาหกิจของเรามีเงินเดือน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ๗๐๐,๐๐๐ บาท ๘๐๐,๐๐๐ บาท ผู้นําในองค์การมหาชนเงินเดือนเกือบ ๆ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ถึงเกือบ ๆ ๓๐๐,๐๐๐ บาท แล้วแต่วันเวลาที่เข้ามารับหน้าที่ อันนั้นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทําให้ มีการศึกษาในเรื่องนี้ หรือแม้แต่เลขาธิการสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินซึ่งไปโป่งอยู่คนเดียว เงินเดือนสูงกว่าข้าราชการประจําทั้งหมดในประเทศ สูงกว่านายกรัฐมนตรี สูงกว่าอะไรต่าง ๆ ทั้งหมด ไม่รู้หลุดมาได้อย่างไร นี่ก็หยิบยกออกมาให้ดู

ในส่วนของข้อเสนอในการแก้ไขมี ๒ ประเด็นหลักคือแก้ไขมาตรา ๕ ในเรื่อง ของพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจําตําแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ มาตรา ๕ ก็เกี่ยวกับ กรรมการ กรรมการของเดิมมี ๒๕ คน ของใหม่ปรับเหลือ ๑๕ คน เปลี่ยนจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย ผมยังเห็นว่า อาจจะน้อยไป ๑๕ คน ก็ยังอยากจะให้คงกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องที่เป็นกรรมการเงินเดือน หรือเป็นกรรมการบริหารงานบุคคลของตํารวจ ของทหาร ของอะไรก็แล้วแต่ อัยการอะไรต่าง ๆ ให้เขามาอยู่ด้วย ไม่ต้องกลัวหรอกเขาจะมาปกป้อง ผลประโยชน์ของเขาเอง คนคนเดียวต้องสู้กับอีก ๒๐ กว่าคนนะครับ เพราะฉะนั้น เหตุผลในการเอาออกผมคิดว่าจะทําให้การให้เหตุและผลต่างกัน เพราะสุดท้ายแล้วนี่ เดี๋ยวผมจะหยิบยกให้เห็นว่าคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ กงช. ก็ยังมีอํานาจ พอสมควรเหนือกว่าคณะกรรมการในระดับหน่วยงาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ได้มีการเสนอขอแก้ อํานาจหน้าที่ด้วย แล้วมาดูอํานาจหน้าที่แล้วถ้าท่านหยิบ ท่านสมาชิกถ้าท่านอ่านในพระราชบัญญัติ เงินเดือนและเงินประจําตําแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งไปผนวกแนบอยู่ในเอกสารฉบับรายงาน วาระการปฏิรูป อ่านดูแล้วจะเห็นว่ามันมีอํานาจ มันมีการทํางานที่บูรณาการกันอยู่ในระดับ พอสมควร คือคณะกรรมการของหน่วยงานต่าง ๆ ที่พิจารณาเรื่องเงินเดือนเขาไม่ได้มีอํานาจ สุดท้ายในการตัดสินว่าอัตราเงินเดือนสูงสุด ต่ําสุดจะเป็นเท่าไร เขาเพียงแต่ต้องเสนอไปที่ คณะรัฐมนตรี แล้วคณะรัฐมนตรีก็มีคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติคือ กงช. เป็นผู้ที่คอยกํากับควบคุมให้ข้อเสนอแนะซึ่งเป็นหน้าที่หลักของคณะกรรมการชุดนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าคณะกรรมการฝ่ายอัยการ ฝ่ายตํารวจเสนออะไรไปแล้ว ครม. จะให้เลย ตามนั้น เพราะฉะนั้นการไปดึงเขาออกมาผมกลับว่าเป็นจุดอ่อน เพราะท่านก็ได้เขียนอธิบาย ไว้เยอะ ทฤษฎีในการให้เงินเดือน ในการให้ค่าตอบแทนว่ามันก็ต้องประกอบด้วยข้อพิจารณา หลายปัจจัยมาก ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยในเรื่องของที่เรามักจะไม่ได้ให้ความสําคัญคือผลงานของ หน่วยงานนั้น ทําไมรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งได้เงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ๗๐๐,๐๐๐ บาท อีกแห่งหนึ่ง ได้เงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท เพราะว่าเอาต์คัม (Outcome) คือเรเวนิว (Revenue) ผลประกอบการนั้นมันต่างกันเยอะ บางทีต้องไปเปรียบเทียบกับธุรกิจ ในเซกเตอร์ (Sector) เดียวกัน อันนี้ก็เป็นส่วนที่ท่านก็ได้หยิบยกมาแล้ว เพราะฉะนั้น มันมีหลายประเด็นที่จะต้องนํามาพิจารณาในการให้เงินเดือนของแต่ละหน่วยงาน แต่ละฝ่าย ตรงนี้ผมจึงคิดว่าเราน่าจะคงกรรมการที่เป็นตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ไว้ น่าจะได้มากกว่าเสีย แล้วจะเป็นการเชื่อมโยงกัน และถ้าอ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้ว พ.ร.บ. ฉบับนี้จะให้เอา อัตราเงินเดือน อัตราเงินประจําตําแหน่งของทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร มาประกาศไว้ ในท้ายพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็เป็นการรวมการอยู่ในระดับหนึ่งอยู่แล้วที่จะต้องเข้า ครม. เพื่อเสนอออกมาเป็นพระราชบัญญัติเวลาจะแก้ไขต้องเข้าสภา เพราะฉะนั้นการที่เราจะไปตัดผู้แทนออกผมก็คิดว่าอาจจะทําให้ขาดการบูรณาการหรือ การเชื่อมโยง กับอีกประเด็นหนึ่งคือการที่เราบอกว่าจะต้องไปแก้ไขให้อํานาจสุดท้ายเป็นอํานาจ ของคณะกรรมการเงินเดือนแห่งชาตินั้น ที่จริงถ้าอ่านตามนี้ปฏิบัติตามนี้มันก็เป็นประมาณนั้น อยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมสนับสนุนให้มีการแก้ พ.ร.บ. ให้สมบูรณ์ขึ้น เพราะ พ.ร.บ. นี้ ใช้มากว่า ๒๐ ปีแล้วอาจจะปรับเปลี่ยนตําแหน่ง เปลี่ยนประธานก็แล้วแต่ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ในแนวคิดของท่านที่เสนอขึ้นมา แต่อํานาจหน้าที่ก็คงจะปรับให้มีความชัดเจนมากขึ้น ก็ไม่ขัดข้องว่าเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นในการขึ้นหรือลดเงินเดือนหรือเงินตอบแทน ของหน่วยงานต่าง ๆ แต่ว่าถ้าท่านจะไปตามแก้กฎระเบียบอีกกว่า ๑๐ ฉบับที่เกี่ยวกับ หน่วยงานต่าง ๆ การปฏิรูปจะไม่มีวันสําเร็จได้ เพราะฉะนั้นผมดูแล้วเราไม่จําเป็นต้องไปแก้อื่น ๆ ยกเว้นแต่มันก็แก้ไปตามกาลเวลา ไปตามเกม แต่มุ่งเน้นไปสู่การแก้พระราชบัญญัติ เงินเดือนและเงินประจําตําแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ ให้สามารถทํางานได้ให้มีกรรมการอย่างที่ ท่านคิดว่าเหมาะสม รวมทั้งการแก้ชื่อด้วยผมเองก็เขียนมาเหมือนกันก็ตรงกับที่ท่านประธานอนุ ท่านได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นนะครับ น่าจะเป็นคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนแห่งชาติ มากกว่าเงินเดือน เพราะเรากําลังพูดถึงอะไรที่มากกว่าเงินเดือนแล้วบางทีส่วนที่เกิน เงินเดือนมันมากกว่าเงินเดือนเสียอีก

ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ คือในเรื่องของอํานาจหน้าที่อย่างที่ ผมเรียน ผมคิดว่าถ้าเราปรับอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ ให้สามารถเป็นผู้ร่วมพิจารณากรอบบัญชีของแต่ละหน่วยงานรวมถึงค่าตอบแทนต่าง ๆ ซึ่งค่าตอบแทนมันมีมากมายมากปัจจุบันนี้ ของทหารก็จะมีค่าเสี่ยงอันตรายในรูปแบบต่าง ๆ ของตํารวจก็มีและรวมถึงของพลเรือนด้วย เพราะฉะนั้นการให้ค่าตอบแทนจึงเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญจึงมีความละเอียดอ่อนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่ทํางานอยู่ ที่สําคัญที่ผมคิดว่า การที่เรามามองว่าเงินเดือนของผู้นําในแต่ละอํานาจมีเงินเดือนน้อยเกินไปหรือไม่ อันนี้ เป็นคําถามที่น่าคิดเหมือนกันนะครับ ทางคณะกรรมาธิการก็เลยได้ยกตัวอย่างว่าเบอร์ ๑ กับ เบอร์ ๒ ของแต่ละหน่วยงานนั้นควรจะมีความแตกต่างกันเท่าไร บางประเทศก็ต่างกัน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ บางประเทศก็ต่างกัน ๕ เปอร์เซ็นต์ ตัวนี้ก็เป็นตัวหนึ่งที่จะเป็นตัวชี้ว่าถ้าเรา จะปรับเงินเดือนของประธานศาลฎีกา นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎรขึ้นไปแล้วทิ้ง ตําแหน่งอื่นไว้ให้ต่ําหน่อยหรือใกล้เคียงกับเดิมมันจะเหมาะสมหรือไม่ก็เป็นข้อพิจารณาหนึ่ง ที่ควรจะ ซึ่งผมคิดว่าจะเป็น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นน่าจะ เสียหายอะไร แต่อย่าไปดึงทั้งหมดตามขึ้นไป มิฉะนั้นแล้วท่านก็จะเกินร้อยละ ๓๕ ที่ท่าน อยากจะเห็นในของแต่ละหน่วยงานว่าเงินเดือนและเงินตอบแทนนั้นไม่ควรจะเกิน งบประมาณร้อยละ ๓๕ ของหน่วยงาน ซึ่งก็เห็นด้วยนะครับว่าการพิจารณาเงินเดือนหรือ ค่าตอบแทนนั้นจะต้องพิจารณาถึงซีพีไอ (CPI) คือคอนซูมเมอร์ ไพรซ์ อินเดกซ์ (Consumer Price Index) หรือดัชนีผู้บริโภคซึ่งเป็นตัวชี้ที่สําคัญมากและทางกรรมาธิการก็ได้ยกให้เห็นว่า ปัจจุบันนี้เราได้รับเงินเดือนน้อยกว่าที่เราได้เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ในประเด็นที่ว่าเงินที่ได้ถึงจะมี ตัวเงินดูสูงกว่าแต่ไปจับจ่ายใช้สอยซื้อของได้น้อยกว่า ๑๐-๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าเวลา พิจารณาเงินเดือนไม่ได้มาดูในเรื่องของเงินอํานาจในการซื้อ อันนี้ก็เป็นข้อศึกษาที่ผมคิดว่า เป็นประโยชน์ก็คิดว่าผลการศึกษานี้น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการพิจารณาค่าตอบแทน ให้กับผู้ที่จะมาทํางานให้รัฐ แต่ต้องคํานึงอยู่เสมอว่าปัจจุบันนี้ภาคเอกชนเขาไปไกลมาก ในเรื่องของค่าตอบแทนผู้ที่เป็นเบอร์ ๑ ของแบงก์ ธนาคารได้เดือนละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่รวมโบนัส ไม่รวมค่าตอบแทนอื่น ๆ เพราะฉะนั้นการที่เราจะดึงคนเข้ามาทํางานในภาครัฐเราจะคิดอย่างไร กระทรวงกลาโหม เคยคิดที่จะให้มีข้าราชการกระทรวงกลาโหมพลเรือนคือพวกหมอ พวกที่เป็นสเปเชียลลิสต์ (Specialist) มิฉะนั้นเราจะไม่มีหมอผ่าตัดเก่ง ๆ เหลืออยู่ในโรงพยาบาลของทหาร มานั่งกิน เงินเดือน ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ แต่ไปผ่าตัดข้างนอกได้ครั้งละหลาย ๆ แสน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องฝากเป็นข้อสังเกตด้วยว่าพวกที่มีความสามารถสูง ๆ เป็นสเปเชียลลิสต์ (Specialist) ระดับอย่างนั้น ทําอย่างไรเราจะรักษาเขาเอาไว้ในหน่วยงานของรัฐได้ ผมก็ขอให้ข้อคิดเห็นเท่านี้ครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ แล้วก็ขออภัยที่ใช้เวลาเกินมา เล็กน้อยครับ