ศานิตย์ เสนอปฏิรูป ก.เงินเดือน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๗ · ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

ศานิตย์ นาคสุขศรี เสนอแนวทางปฏิรูปคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติให้มีขนาดเล็กลง มีความเป็นกลาง และมีอำนาจหน้าที่กว้างขึ้น พร้อมทั้งเสนอให้ทบทวนกฎหมายและกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนที่พิจารณาจากความสามารถในการจ่ายของรัฐ ค่าครองชีพ และการควบคุมงบประมาณไม่เกินร้อยละ 35 ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อรองรับภาระจากข้าราชการที่จะเกษียณอายุเพิ่มขึ้นในอนาคตและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของระบบราชการและประเทศ

นายศานิตย์ นาคสุขศรี กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานและ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน สําหรับในประเด็นสุดท้ายที่ผมจะนําเสนอต่อจาก ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อัมพร ธํารงลักษณ์ คือได้แก่ข้อสรุปเสนอการปฏิรูป ซึ่งประกอบด้วยประเด็นทั้งหมด ๕ ประเด็นที่จะต้องปฏิรูปต่อไป ดังนี้

เรื่องแรกก็คือเกี่ยวกับคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ หรือ กงช. อาจจะปรับเปลี่ยนชื่อเป็นคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนแห่งชาติเพื่อให้ครอบคลุมตาม เนื้อหาของรายงานโดยการทบทวนโครงสร้างองค์ประกอบของคณะกรรมการและอํานาจ หน้าที่ใหม่

ในประเด็นเรื่องที่ ๑ จะมีข้อย่อยก็คือ ๑. เรื่องโครงสร้างคณะกรรมการ ปรับปรุงจากจํานวนเดิม ๒๕ คน มาเหลือ ๑๕ คน พร้อมกับคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็น คณะกรรมการ ซึ่งก็ควรจะประกอบไปด้วยบุคคลที่มีความเป็นกลางและเหมาะสมกับหน้าที่ ความรับผิดชอบอย่างแท้จริง โดยตัดผู้แทนองค์กรบริหารงานบุคคลประเภทต่าง ๆ เนื่องจาก ที่ผ่านมาต่างก็มุ่งพิทักษ์ปกป้องส่วนที่ตนเองเป็นตัวแทนมากกว่าส่วนรวมของระบบ ประเด็นย่อยที่ ๒ ก็คือการทบทวนอํานาจหน้าที่ให้ครอบคลุมถึงการกําหนดนโยบาย แนวทางมาตรการในการบังคับใช้และกําหนดดูแลระบบค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ ภาครัฐทั้งระบบ

สําหรับประเด็นที่ ๒ คือการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องจากข้อเสนอการปฏิรูป เรื่องแรกจึงต้องทบทวนข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและดําเนินการปรับปรุงแก้ไขต่อไป ซึ่งจะประกอบไปด้วยกรอบใหญ่ ๆ ๒ กรอบ คือการแก้ไขมาตรา ๕ และมาตรา ๘ ของ พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจําตําแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ และการยกเลิกบทบัญญัติ ที่ให้อํานาจหน่วยงานอื่น ๆ กําหนดค่าตอบแทนตนเองได้โดยสมควร

เรื่องที่ ๓ ในประเด็นที่ ๓ ก็คือกําหนดองค์ประกอบค่าตอบแทนให้เป็น ค่าตอบแทนหลักซึ่งควรประกอบไปด้วยเงินเดือน เงินประจําตําแหน่งและค่าตอบแทนอื่น

เรื่องที่ ๔ การจ่ายค่าตอบแทนซึ่งควรพิจารณาจาก ๓ องค์ประกอบ ก็คือ ๑. ความสามารถในการจ่ายตามงบประมาณของรัฐซึ่งถือเป็นเรื่องสําคัญ จะเห็นว่าช่วงนี้ รัฐบาลประสบปัญหาในเรื่องของงบประมาณในเรื่องบุคคลค่อนข้างมาก ถ้าดูเฉพาะเงินเดือน ค่าตอบแทน อาจจะไม่ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ารวมทั้งสิทธิประโยชน์อะไรต่าง ๆ มาก เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจจะเกินกําลังของรัฐบาลที่จะรับผิดชอบในประเด็นนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีการปฏิรูปหรือได้มีการวางระบบอาจจะเกิดปัญหาต่อฐานะทางการเงินของประเทศต่อไป

ทีนี้หลักความสามารถในการจ่ายตามงบประมาณของรัฐเป็นประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ คือการปรับเพิ่มให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและกําหนด เรื่องนี้สําคัญนะครับ ค่าครองชีพเพราะว่าบางครั้งตามหลักการทางวิชาการก็อาจจะพูดถึงด้วยเรื่องของ ความสามารถว่าควรจะต้องเป็นเท่านี้ หรือจีดีพี (GDP) ของประเทศเป็นเท่านี้ แต่พอมาดู ฐานะทางการคลังของเรา ดูฐานะเศรษฐกิจมันไม่โตตามที่กําหนดไว้ อย่างเช่น บอกจีดีพี (GDP) กําหนด ๔ แต่โตแค่ ๒ มันก็มีผลกระทบ หรือดัชนีค่าครองชีพก็เหมือนกันอันนั้นก็ต้อง ดูสภาพข้อเท็จจริงอีกประเด็นหนึ่ง ประเด็นที่ ๓ คือการกําหนดวงเงินงบประมาณไม่ควรเกิน ร้อยละ ๓๕ ของแต่ละหน่วยงาน ในปัจจุบันก็อยู่ในระดับ ๓๕-๔๐ เปอร์เซ็นต์ นี่เฉพาะ เงินเดือน ค่าตอบแทน แต่ถ้ารวมอย่างอื่นเข้าไปด้วยก็อาจจะเกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์

เรื่องที่ ๕ เกี่ยวกับคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติควรจะต้องมี หลักปฏิบัติที่เคร่งครัดและเป็นมาตรฐาน ๖ ประการ คือ ๑. การทบทวนการจ่ายเบี้ยประชุม ของคณะกรรมการให้เหมาะสม ข้อ ๒ การกําหนดจํานวนคณะกรรมการที่เหมาะสม ข้อ ๓ การเสนอคณะรัฐมนตรีให้มีมติในการบังคับใช้ ข้อ ๔ บังคับใช้มาตรการที่กําหนดขึ้นกับ ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐอย่างเสมอหน้าและจริงจัง ข้อ ๕ การกําหนดให้คณะกรรมการ พิจารณาเงินเดือนแห่งชาติประชุมอย่างน้อย ๔ ครั้งต่อปีเพื่อให้มีการพิจารณางานในหน้าที่ ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมอยู่เสมอ ข้อ ๖ การเตรียมด้านภาระงบประมาณในอนาคต กล่าวคือเตรียมพร้อมสําหรับภาระการจ่ายค่าบําเหน็จบํานาญจากภาระการเกษียณอายุของ บุคลากรภาครัฐ ซึ่งจะมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากว่าจะมีผู้อายุยืน ผู้สูงอายุ เข้าเอจจิง (Ageing) มากขึ้นซึ่งเป็นภาระ มีผู้กล่าวกันว่าจากการที่เราไปสัมภาษณ์หน่วยงานต่าง ๆ ผู้บริหารบอกว่าในหน่วยงานของเขาเขาเป็นผู้บริหารสูงสุด คนที่ ๑๔ อีก ๑๓ คนยังมีชีวิตอยู่ เขาทําหน้าที่คนเดียว แต่รัฐต้องจ่ายเงินให้อีก ๑๓ คนหลังจากเกษียณไปแล้ว นี่คือภาระ ที่รัฐบาลจะต้องจ่าย เพราะว่าอายุของคนอาจจะยืนยาวมากขึ้นนะครับ อันนี้ก็จะเป็นแนวทางว่า เราจะทําอย่างไรที่จะต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ไว้เพื่อจะได้รองรับผู้เกษียณในอนาคตที่ เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสมนะครับ ในนามของคณะกรรมาธิการผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ทั้งในการบริหารราชการแผ่นดิน และเกี่ยวกับกําลังงบประมาณและกําลังคนทั้งหมด เฉพาะคนที่แม้พ้นจากการปฏิบัติราชการ ไปแล้วก็ยังต้องอาศัยพึ่งพาเรื่องนี้ได้ตลอดไป รวมทั้งบุคลากรของรัฐที่กําลังอยู่ระหว่าง การปฏิบัติงาน ซึ่งอาจมีผลกระทบบ้างไม่มากก็น้อยแต่จะเกิดประโยชน์ต่อระบบราชการส่วนรวม และความมั่นคงของชาติโดยตรง ดังนั้นหากมีการดําเนินการปฏิรูปต่อไปอย่างมีแผนและ ขั้นตอนตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ประเทศไทยย่อมก้าวต่อไปอย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ใน ๒๐ ปีข้างหน้าได้ตามที่ทุกคนได้หวังไว้นะครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณทั้งท่านประธาน และท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้ความสนใจนะครับ ขอขอบคุณครับ