คํานูณ สิทธิสมาน แสดงความกังวลต่อการแก้ไขมาตรา 63 และมาตราเพิ่มเติมที่จำกัดอำนาจฝ่ายการเมืองในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ชี้ว่าอาจกระทบการบริหารราชการแผ่นดิน และเสนอให้คงหลักการเดิมที่สมดุลระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำ โดยคำนึงถึงบทบาทของศาลปกครองและบริบทการปฏิรูปประเทศ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ตกใจนี้เพราะว่าที่ลงชื่อไว้เข้าใจว่า ยังมีท่านอื่นก่อนหน้าผมอีก ๑ คนนะครับ แต่ไม่เป็นอะไรครับ กระผมไม่ได้ตั้งใจมาก่อนที่จะ อภิปราย เห็นด้วยในหลักการแต่เมื่ออ่านลงในรายละเอียด โดยเฉพาะตัวร่างพระราชบัญญัติ ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว เห็นแล้วรู้สึกตกใจแล้วก็อยากจะขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเอาไว้ อย่างน้อย ก็บันทึกแนบท้ายรายงานของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ระบบการเมืองการปกครอง ของประเทศไทยเรา ระบบบริหารราชการแผ่นดินมันก็จะแบ่งเป็นข้าราชการประจํา กับฝ่ายการเมือง เราก็ต้องสร้างดุลให้มีความเหมาะสมกันตามสมควร เพราะว่าฝ่ายการเมืองนั้น เราก็ยึดถือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ฝ่ายการเมือง ก็มาจากการเลือกตั้ง เมื่อมาจากการเลือกตั้งเขาก็มีนโยบายที่เขาต้องรับผิดชอบต่อ พี่น้องประชาชนในการหาเสียงไว้ และเขาก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร ที่จะต้องปฏิบัติตามนโยบายให้ได้ผล ถ้าเขาปฏิบัติตามนโยบายไม่ได้ผล เขาก็จะถูกอภิปราย ไม่ไว้วางใจ เขาก็จะถูกดําเนินคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แต่สิ่งหนึ่งที่จะเป็น เครื่องมือในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายการเมืองให้ประสบความสําเร็จ เราปฏิเสธไม่ได้คือ ข้าราชการประจํา แต่แน่นอนประเทศไทยเราก็ไม่ได้ต้องการให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง ในทุกระดับ รวบรัดตัดความก็คือเขาก็ให้ฝ่ายการเมืองมีสิทธิอยู่แต่เฉพาะปลัดกระทรวง ลงมาจากนั้นก็ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายการเมือง หลักของประเทศไทยเราก็วางไว้อย่างนี้ เพราะว่า เราก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ จะโดยการเลือกตั้งก็ดี โดยวิธีพิเศษก็ดี ก็มีต้นทุนทางด้านเวลาที่มีความสําคัญอย่างยิ่งที่จะต้องทําให้นโยบายของรัฐบาลนั้น ๆ ประสบความสําเร็จ การเลือกข้าราชการประจําในตําแหน่งสําคัญที่สมมุติว่าถูกต้องทุกอย่าง เท่ากันหมดทุกอย่าง อยู่ในระบบคุณธรรม จริยธรรมเท่ากันทุกอย่าง แต่เคมีของรัฐบาล ของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงกับปลัดกระทรวง บางทีก็อธิบายด้วยเหตุผลระบบคุณธรรมจริยธรรม ไม่ได้ครับ แล้วเราจะไม่ให้สิทธิกับรัฐมนตรีเลยหรือครับ ถ้าจะย้ายปลัดกระทรวงสักทีหนึ่ง ต้องดําเนินการตามมาตรา ๖๓ ร่างใหม่นี้ กระผมเห็นว่ากว่าถั่วจะสุกงาก็จะไหม้ ผมก็ฝาก เป็นข้อสังเกตเอาไว้ ท่านประธานครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขออนุญาตด้วยความจําเป็น ที่จะต้องยกตัวอย่างในรัฐบาลปัจจุบันซึ่งเป็นระบอบพิเศษ เราจะเห็นคําสั่งตามมาตรา ๔๔ จํานวนมากที่เกี่ยวเนื่องกับการโยกย้ายข้าราชการ รัฐบาลก็มีความจําเป็นที่จะต้องทําให้ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนั้นลุล่วงภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว เห็นผล เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีก็ดี รัฐมนตรีก็ดี ไม่สามารถจะลงมือทําเองได้ทุกอย่างครับ ทีนี้สิ่งที่รายงานของคณะกรรมาธิการเสนอมา ผมเห็นด้วยโดยหลักการ อันนี้ก็เป็นคําที่แปลก ดีเหมือนกันนะครับ เวลาเราลุกขึ้นมาอภิปรายว่าเห็นด้วยในหลักการ เสร็จแล้วก็มีข้อสังเกต ประมาณ ๒๐ นาทีทุกทีไป แต่ก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะว่าการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาตรา ๖๓ การเพิ่มเติมมาตรา ๖๓/๑ จนถึงมาตรา ๖๓/๔ มาตรา ๖๓/๕ แล้วก็มาตราอื่น ๆ กระผมเห็นว่า มันเป็นการจํากัดอํานาจของฝ่ายการเมืองลงไป กระผมขอรวมศูนย์ที่ประเด็นนี้ว่าเราอยู่ในช่วง ของการปฏิรูปประเทศนี้ เรามีหน้าที่ที่จะต้องสร้างประเทศไทยยุคใหม่ จริงอยู่ครับในยุคอดีต ฝ่ายการเมืองอาจจะใช้อํานาจที่ไม่เป็นธรรม ฝ่ายการเมืองอาจจะเข้ามาก้าวก่ายแทรกแซง การโยกย้ายข้าราชการประจํา แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ทุกกรณี และที่สําคัญอย่างยิ่งก็มีศาลปกครองจนกระทั่งศาลปกครองสูงสุดคอยที่จะเป็นผู้รับตัดสิน รับข้อร้องเรียน รับคําร้องในกรณีที่การแต่งตั้ง โยกย้ายนั้นไม่เป็นธรรม ซึ่งในหลายต่อหลายกรณี ศาลปกครองโดยเฉพาะศาลปกครองสูงสุดก็ได้ตัดสินออกมาน่าศึกษาอย่างยิ่ง ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่ใหญ่มากเพราะว่าหนึ่งในจุดเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดการควบคุมอํานาจ การปกครอง ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ก็มาจากการโยกย้ายข้าราชการประจําของ ฝ่ายการเมือง แต่นั่นก็สู้กันในชั้นศาลปกครองกลางและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นคดีตัวอย่างที่ถึงขั้นที่ประชุมใหญ่ แล้วก็มีทั้งความเห็นสนับสนุน ความเห็นคัดค้าน เป็นคําพิพากษาที่สมควรแก่การศึกษาในทางวิชาการอย่างยิ่ง แต่นั่นไม่ใช่การเข้ามาก้าวก่าย ของฝ่ายการเมืองโดยหลักทั่วไปแต่เพียงประการเดียว กรณีนั้นที่ทําให้เกิดคําพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดที่ว่าเป็นการกระทําที่ไม่ชอบและทําให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในการต่อมาว่า คณะรัฐมนตรีผิดนั้นมันเป็นเรื่องที่ไม่ใช่การโยกย้ายตามปกติ แต่เป็นเรื่องที่มีการขัดกัน ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมและมีการกระทําเป็นกระบวนการ ที่เข้ามาแทรกด้วย กระผมเห็นว่าหากจะคงบางอย่างไว้โดยยึดถือข้อดีตามเดิมก็คือรักษาดุล ระหว่างข้าราชการประจํากับทางฝ่ายการเมืองน่าจะเป็นข้อที่ควรพิจารณาอย่างดี จําเป็น จะต้องตั้งคําถามว่ารายงานชิ้นนี้ก่อให้เกิดการเสียดุลระหว่างข้าราชการประจํากับฝ่ายการเมือง ไปบ้างหรือไม่และการเสียดุลนี้จะทําให้ฝ่ายการเมืองบริหารราชการแผ่นดินไปได้แค่ไหน อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายการเมืองที่จะเข้ามานะครับท่านประธาน ด้วยความเคารพ ขออนุญาตทบทวนความจําว่าตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ กระผมเห็นว่า ฝ่ายการเมืองที่จะเข้ามานับจากนี้ไปก็ต้องเป็นผู้ที่เสียสละอย่างยิ่ง เพราะว่าจะถูกจํากัดจะถูก กฎเกณฑ์ที่เพิ่มเติมขึ้นมาตีกรอบเอาไว้อย่างค่อนข้างที่จะรอบด้าน ตั้งแต่การจัดทํา งบประมาณ ตั้งแต่การออกนโยบายที่จะต้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ ตั้งแต่วัตรปฏิบัติส่วนตน ที่จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนกําหนดขึ้น ด้วยความเคารพ จําเป็นจะต้องพูดเช่นนี้ ผมเคยอภิปรายว่าแน่นอนในอดีตบ้านเมืองมันเสียดุลไปทางหนึ่ง เสียดุลไปในทางที่ว่าอะไรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมันผิดหมด อะไรที่มาจากการเลือกตั้ง มันตัดสินได้หมดทุกอย่าง ใครมาค้านก็ไม่ได้ อันนั้นมันเป็นการเสียดุลไปทางหนึ่ง แต่กระผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วก็ตั้งเป็นคําถามไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ว่าเราจะแก้ไขการเสียดุล ในอดีตด้วยการสร้างความเสียดุลอีกข้างหนึ่งขึ้นมามันจะไปได้อย่างไร หรือไม่ เช่นกันครับ ในภาพรวมรายงานฉบับนี้ การแก้ไขพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องตั้งแต่มาตรา ๖๓ เป็นต้นไป ดูเฉพาะตัวพระราชบัญญัตินะครับ เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสของฝ่ายการเมืองอย่างยิ่ง ก่อนจะอภิปรายผมก็ได้ไปตั้งคําถามหรือหารือกับท่านสมาชิกหลายท่านที่เป็นระดับ ปลัดกระทรวงในที่นี้ ขออนุญาตไม่เอ่ยนามนะครับ ก็เห็นตรงกันในลักษณะที่ว่าสิ่งที่ผมเข้าใจ ใช่แต่จะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมประการใดนั่นก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ผมจึงขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตไว้ ณ ที่นี้ว่าบ้านเมืองจะดํารงอยู่ได้จะพัฒนาไปได้ มันต้องก่อให้เกิดความสมดุล ตราบใดที่เรายังจะเลือกการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข เรายังมีการเลือกตั้ง เรายังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรายังมีนายกรัฐมนตรีที่ตาม บททั่วไปที่จะต้องให้พรรคการเมืองเสนอชื่อ เราก็ต้องมีกฎเกณฑ์ที่ทําให้บุคคลเหล่านั้นที่เขา ขึ้นมาบริหารชาติ บริหารแผ่นดินแล้ว เขาสามารถที่จะบริหารไปได้ ท่านประธานครับผมอภิปราย ๒ สัปดาห์ซ้อนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกระผมตั้งข้อสังเกตกระทั่ง งดออกเสียงในกรณีที่ได้มีการมอบอํานาจให้กับรัฐบาลไว้ค่อนข้างสูงเกินไปในกิจการสาธารณะ อย่างหนึ่ง กระผมก็ตั้งข้อสังเกตว่าถ้ารัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลอย่างเช่นรัฐบาลชุดปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่งครับ แต่เราไม่มีทางจะคาดการณ์ได้ว่ารัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลที่มี นายกรัฐมนตรีที่ทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่ง อย่างท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้จะคงอยู่ไปตลอดไป สักวันหนึ่งเราก็จะต้องมีนายกรัฐมนตรี มีคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งจะอีก ๕ ปี อีก ๑๐ ปีก็ตามแต่ แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการให้อํานาจกับฝ่ายบริหารกับฝ่ายการเมือง ที่มากเกินไปนั้นจะไม่เป็นอันตรายในอนาคต วันนี้เป็นด้านตรงข้ามของเหรียญครับ ท่านประธานครับ เรากําลังมุ่งตัดอํานาจมุ่งควบคุมอํานาจของฝ่ายการเมืองของรัฐบาลจะมาก เกินไปหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตมันก็เท่ากับว่าเป็นการตัดอํานาจ รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่มีธรรมาภิบาลด้วยเช่นกันครับ ท่านประธานครับสมมุติว่า รายงานการปฏิรูปชิ้นนี้ผ่านเรียบร้อยขึ้นลิฟต์ฉลุยมีการแก้พระราชบัญญัติตามข้อเสนอนี้ ทั้งหมด รัฐบาลในช่วงบทเฉพาะกาล ๕ ปีแรก ท่านก็จะถูกมัดมือมัดเท้าด้วยพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เช่นกัน เพราะว่าท่านก็ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญใหม่ ท่านก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ที่ออกมาในนามของการปฏิรูปประเทศ เพราะฉะนั้นมันก็เป็น ๒ ด้านของเหรียญไม่ว่าเราจะ มอบอํานาจให้ฝ่ายบริหารมากเกินไป ฝ่ายการเมืองมากเกินไป หรือเราจะมุ่งการควบคุม จํากัดตัดทอนอํานาจของฝ่ายบริหารของฝ่ายการเมืองมากเกินไปไม่ดีทั้ง ๒ ทางครับ เราจะ ทําอย่างไรที่จะสร้างสมดุลโดยเฉพาะอย่างยิ่งเฉพาะหน้าในการแก้ไขครั้งนี้ก็คือสมดุลระหว่าง ฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจํา ด้วยความเคารพผมไม่ได้รับราชการประจําไม่ค่อยได้มี ความเชี่ยวชาญในการอภิปราย ขณะเดียวกันผมอาจจะทํางานฝ่ายการเมืองมาแต่ก็เป็น ฝ่ายการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่จะพูดว่าเข้าใจก็อาจจะไม่ถูกนัก เห็นปัญหาของ ฝ่ายการเมืองที่เขามาจากการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน ท่านประธานครับแต่ว่าการแก้ไข พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนนอกจากมาตรา ๖๓ ที่กําหนดให้การแต่งตั้ง โยกย้ายทุกอย่างต้องผ่านคณะกรรมการแล้วก็คณะกรรมการก็ต้องมีกฎเกณฑ์ตามวรรคสอง ถึง ๓ ขั้นตอนแล้วนี้นะครับก็ยังมีมาตรา ๖๓/๑ มาตรา ๖๓/๒ มาตรา ๖๓/๓ และที่กระผม ขออนุญาตสักนิดเดียวครับก็คือมาตรา ๖๓/๔ ขออนุญาตอ่านนะครับ มาตรา ๖๓/๔ ให้เป็น หน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง หน้าที่นะครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ปลัดกระทรวง หรืออธิบดีแล้วแต่กรณีจะต้องดูแลรับผิดชอบให้การดําเนินการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน สามัญเป็นไปตามระบบคุณธรรม การละเลยต่อหน้าที่ดังกล่าวเป็นผลให้การปฏิบัติหน้าที่ของ ข้าราชการไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพ ให้ถือว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และ ถ้าผู้ฝ่าฝืนเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองให้ถือว่าเป็นความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ท่านประธานครับ นี่ประหารชีวิตกันเลย เพราะท่านไปดูร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามตินี้ เขาก็ให้กําเนิดสิ่งที่เรียกว่ามาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นมา ซึ่งจะต้องเสร็จภายใน ๑ ปี นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้โดยการร่างของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ถ้าร่างไม่เสร็จ พ้นจากตําแหน่งทั้งหมด แล้วก็นํามาใช้บังคับแก่ฝ่ายการเมืองด้วยก็คือคณะรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ก็มีกระบวนการว่าการละเลยไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมหรือฝ่าฝืน มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงนี้นะครับก็สามารถที่จะใครก็ได้ก็ไปยื่นคําร้องต่อ ป.ป.ช. ป.ป.ช. ก็ทําสํานวนส่งให้ศาลฎีกา ศาลฎีกาปกติเป็นผู้พิจารณาตัดสิน ในมาตรา ๒๓๕ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ และถ้าศาลฎีกาตัดสินว่าผู้ใดละเลยใน การปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมหรือปฏิบัติผิดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรา ๖๓/๔ นี้เขียนรับเอาไว้นี้นะครับ พ้นจากตําแหน่ง และนอกจากนั้นตัดสิทธิ ทางการเมืองตลอดชีวิต ตลอดชีวิตครับ แต่คําของรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ตลอดชีวิตนะครับ แต่ว่าอ่านแล้วแปลความได้ว่าตลอดชีวิตครับ เพราะฉะนั้นนี่คือการประหารชีวิตทางการเมือง ท่านประธานครับ ท่านอ่านมาตรานี้แล้วคิดว่าการไปร้องต่อ ป.ป.ช. นี้มันยากไหมครับ ไม่ยากนะครับ คดีนี้จะไปสู่ ป.ป.ช. นี้มาก คดีจะขึ้นไปสู่ศาลฎีกาไม่น้อย เพราะว่าเพียงแค่รัฐมนตรี ถูกร้องเรียนว่าละเลย ละเลยต่อหน้าที่ คือละเลยในการดูแลรับผิดชอบให้การดําเนินการแต่งตั้ง เป็นไปตามระบบคุณธรรม เป็นนามธรรมค่อนข้างสูงครับ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้บอกว่า เห็นต่างนะครับ เห็นด้วยในหลักการ แต่อยากขอกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการว่าท่านมั่นใจหรือไม่ว่าอันนี้เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างฝ่ายการเมือง กับข้าราชการประจําดีแล้ว อันนี้เป็นการกระทําที่มิได้คํานึงถึงว่าฝ่ายการเมืองนั้นมาจากไหน จะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพราะผลก็คือว่ามันจะทําให้การบริหาร ราชการแผ่นดินของฝ่ายการเมืองนั้นถูกตีกรอบไปมากพอสมควร อย่างไรก็ตามกระผม ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเฉพาะประเด็นนี้ไว้ กราบขอบพระคุณครับ